LOGINนายหัวสุดหล่อหน้าฝรั่งจ๋าแต่แหลงใต้ลิ้นระรัว มันน่าพิสูจน์ตัวตนนัก! เมื่อข่าวร้อนๆ พุ่งเป้าว่า ‘นายหัวไกร บุญโชคช่วย ลอยด์’ เป็นเจ้าพ่อค้ามนุษย์ตัวใหญ่เบิ้ม นักข่าวสาวไฟแรงอย่าง ‘ปณาลี วิสิทธิวงศ์ หรือ เมี่ยงคำ’ จะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องเงียบเข้ากลีบเมฆแน่ เธอต้องหาข้อมูลเพื่อยืนยันว่านายหัวไกรผิดจริง แม้จะต้องปลอมตัวเป็นลูกจ้างคัดปลาก็ตาม จะพิสูจน์ให้เห็นว่าสื่ออย่างเธอ ไม่ว่าอิทธิพลหรือเงินทองมากองตรงหน้าก็ขวางเธอไม่ได้ “ฉันเชื่อว่าเธอเป็นนักข่าวสาวไฟแรงจริงๆ แต่อยากรู้ที่สุดคือ ไฟแรงสูงหรือเปล่า”
View More“เอี๊ยด!!”
เสียงเบรกห้ามล้อของมอเตอร์ไซค์คันเล็กกะทัดรัดประหยัดน้ำมันที่แล่นมาจอดอยู่หน้าร้านข้าวแกงได้อย่างพอดิบพอดี ก่อนที่เจ้าของรถจะวาดต้นขาเรียวเล็กลงมายืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมงสุดๆ
หมวกกันน็อคสีแปร๊ดไม่ต่างจากรถถูกถอดออกก่อนจะสะบัดศีรษะไปมา รวบเส้นผมหยักศกยาวเคลียไหล่ด้วยผ้ารัดผมสีดำที่คล้องอยู่ที่ข้อมืออย่างลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าสวยหวานจิ้มลิ้ม ตาโต ปากนิด จมูกหน่อย ทั้งที่การแต่งกายนั้นช่างไม่เข้ากับใบหน้าสักนิด
ชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนสวมทับด้วยแจ็คเก็ตขนาดพอดีตัวกับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังแต่คล้ายไม่ได้ซักมาสัก 10 ปี ประกอบกับย่ามหนังใบเก่งสะพายแล่งพร้อมกระเป๋าใส่กล้องคล้องคอ ท่าทางแมนเกินหญิงบ่งบอกถึงอาชีพเสี่ยงๆ ที่เธอภูมิใจนักหนา เมื่อจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ ฝ่ามือบอบบางก็ลูบไล้เจ้ารถคู่ชีพอย่างขอบอกขอบใจที่เจ้าสองล้อเพื่อนเกลอพาเธอฝ่าดงรถติดมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่บุบสลายไปสักตารางนิ้วเดียว
ตึกสูง 9 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ยักษ์ไม่ใหญ่เท่าไรของเมืองไทยตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือจุดหมายที่ต้องการมาถึงให้ไวที่สุดแต่ก็ยังช้าไปจนได้
ดวงตาสวยหวานต่างจากบุคลิกซนๆ มองนาฬิกาที่ข้อมือพร้อมกับขบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างมันเขี้ยว เพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางมาทำงานทำให้เธอต้องเข้างานสายจนได้ ทั้งที่มีประชุมกับ บก. ช่วงเช้าเสียด้วย
ร่างงามระหงที่พาตัวเองเดินเร็วรี่เข้าไปด้านในทำให้คนที่กำลังตักข้าวเข้าปากอยู่ในร้านข้าวแกงต้องรีบทิ้งช้อนทิ้งส้อมแล้ววิ่งตามเจ้าของร่างเล็กกะทัดรัดไม่แพ้รถคู่ชีพเข้าไปในออฟฟิศโดยเร็ว
สัญญาณไฟหน้าลิฟต์ที่ค่อยๆ เลื่อนลงมาอย่างอ้อยอิ่ง โดยไม่สนใจเลยว่าผู้รอโดยสารนั้นจะรีบเร่งมากน้อยแค่ไหนทำให้เจ้าของใบหน้าสวยหวานต้องสบถออกมาอย่างหัวเสียสุดๆ
“โธ่โว้ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ นี่มันตั้งใจจะให้สายไปทุกพิกัดเลยหรือไงนะ”
‘มัน’ ที่เอ่ยถึงก็คืออุปสรรคที่ช่างมากมีนักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา และเหมือนว่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในลิฟต์จะได้ยิน เพราะแค่เธอบ่น มันก็เหมือนจะเคลื่อนตัวลงด้านล่างอย่างเร็ว
ลิฟต์โดยสารเฉพาะเจ้าหน้าที่ของออฟฟิศเปิดออก ซึ่งแน่นอนว่าผู้โดยสารนั้นมีเธอเพียงคนเดียว ก็นี่มันปาเข้าไปจะ 10 โมงแล้วนี่ ใครล่ะจะบ้ามาทำงานพร้อมกันกับเธอ แต่ก่อนที่ช่วงขาเรียวยาวจะก้าวเข้าไปนั้น
“เมี่ยง! รอเดี๋ยว! รอเดี๋ยว... เมี่ยงหยุดก่อน หยุ้ดดดด...”
เสียงแปดหลอดที่ดังมาก่อนตัวทำให้ ‘ปณาลี’ หรือ ‘เมี่ยงคำ’ ต้องกลอกตาขึ้นมองเพดานลิฟต์ที่เธอเพิ่งรู้ในวันนี้ว่ามันเป็นอะลูมิเนียมมันวาวและใสเสียจนสะท้อนสีหน้าและแววตาสุดแสนจะรำคาญของเธอออกมาได้ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางปากพร้อมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติโดยเร็ว
“คะพี่หนูนา มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ใบหน้ายิ้มแย้มของปณาลีเอ่ยถาม ‘หนูนา’ หนุ่มแอ๊บแมนสุดแสนเพอร์เฟคที่แต่เดิมเคยชื่อว่า ‘นพ’ แต่สำหรับอาชีพเปิดตัวได้แรงอย่างนักข่าวสายบันเทิง นพก็เลยขอเปิดตัวเป็น ‘หนูนา’ ได้อย่างน่ารักน่าชัง
แต่ถ้าจะให้เธอวิจารณ์เธอก็คิดว่านังเก้งตัวแม่นี่น่าจะชื่อว่า ‘หนูหริ่ง’ มากที่สุด เพราะเธอรู้ดีว่า ‘นังนี่’ มายาสาไถเก่งสุดๆ และไม่รู้ว่าวันนี้จะมาเสี้ยมมาหลอกล่ออะไรให้เธอต้องหน้าแตกอีกบ้าง
เพราะเมื่อหลายวันก่อน หนูนานี่แหละที่เอาข่าวเรื่องการค้าของเถื่อนที่ท่าเรือแห่งใหญ่ในกรุงเทพฯ มาบอกเธอ ทำให้เธอรีบกระหืดกระหอบไปขอ ‘พี่วิทิต’ บก. ประจำหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวสารบ้านเรา’ ให้อนุญาตให้เธอไปทำข่าวนี้ เพราะงานลุยๆ แบบนี้แหละที่เธอชอบ
แต่ดันกลายเป็นว่าเธอได้รับคำตำหนิจากพี่วิทิตมาเป็นกระบุง เพราะข่าวนี้พี่วิทิตมอบหมายให้คนอื่นไปทำแล้ว พร้อมกับต่อว่าฝากท้ายมาด้วยว่า เธอควรจะมีจมูกไวให้มากกว่านี้ตามสัญชาตญาณของนักข่าวที่ ‘หูผีจมูกมด’ แปลว่า รู้เรื่องอะไรก็ทันท่วงทีไปหมด
ข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ควรจะเสพไว้บ้าง ไม่ใช่มัวแต่ยืนฝันนั่งฝันกินอุดมการณ์ที่จะมี ‘ผู้ก่อการดี’ สักคนคาบข่าวมาบอก เพราะนักข่าวสมัยนี้ต้องเก่งไอที ต้องรู้จักหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ต้องมีสายข่าวอยู่ทุกที่ อาชีพนักข่าวของเธอจึงจะรุ่ง ไม่อย่างนั้นพี่วิทิตก็ยังเห็นว่าเธอควรจะทำงานคัดกรองข่าวอยู่ในออฟฟิศเท่านั้น ถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอ การออกไปทำงานด้านนอกก็จะไปป่วนคนอื่นเสียเปล่าๆ
‘ทำตัวให้มันสวยหวานสมกับหน้าตาหน่อยนะเมี่ยง’
ปณาลีจำได้ดีถึงคำพูดและสายตาเอือมระอาที่พี่วิทิตใช้มองเธอ นั่นมันไม่ใช่การชื่นชม แต่มันเป็นการทำลายทางสายตาอย่างรุนแรงว่าเธอนั้น ‘ไม่ได้เรื่อง’ และ ‘ไม่เหมาะกับอาชีพนักข่าวภาคสนาม’ เลยสักนิด แต่คนทะยานอยากอย่างเธอ อยากได้อะไรต้องได้ อยากทำอะไรก็ต้องได้ทำและต้องสำเร็จด้วย จะไม่ยอมให้คำสบประมาทหรือขวากหนามเล็กๆ มาทำให้เสียงานใหญ่แน่
“เมี่ยง! นี่พี่ถามทำไมไม่ตอบ นี่เรานอนน้อยจนเบลอหรือเปล่า” หนูนาถอนหายใจหลายๆ เฮือก เมื่อนักข่าวสาวคนโปรดของ บก. ดูจะไม่ได้สนใจในคำถามของเธอเลยสักนิด
“ว่าไงนะพี่ เอ่อ... เมี่ยงไม่ได้ฟัง คงเบลอจริงๆ อะ” ปณาลียิ้มแหย เมื่อเผลอคิดเพลินจนลืมไปว่ายังมีเก้งตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พี่ถามว่าได้ข่าวแล้วหรือยัง” หน้าตากระตือรือร้นอยากบอกสุดขีด
เรือนร่างสูงโปร่งงามระหงในสัดส่วนไม่ต่างจากนางแบบอินเตอร์ที่เดินเยื้องกรายเข้ามาภายในร้านกาแฟสุดหรู ทำให้ผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกต่างหยุดสายตาไว้ที่เจ้าหล่อนราวกับถูกสะกดและแค่เพียงเจ้าของใบหน้าสวยเก๋สไตล์สาวลูกครึ่งบรรจงถอดแว่นตายี่ห้อดังออกเท่านั้น ทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ก็แทบจะละลายแดดิ้นลงตรงหน้า เพราะดวงตาสวยหวานที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตนั้นช่างงดงามไม่ต่างจากดวงดาวที่พร่างพราวอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน ผิดแต่ว่า ณ ขณะนี้ ดวงดาวงดงามนั้นมาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว นางฟ้าไฮโซที่อยู่ในเครื่องแต่งกายแบรนด์หรูหัวจรดเท้าเลือกสั่ง ‘คาเฟ่ มอคค่า’ เพื่อฆ่าเวลาขณะรอคอยใครบางคนมารับ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์คู่ใจออกมาเช็กสถานะว่าใครคนนั้นใกล้มาถึงแล้วหรือยัง แต่แล้วที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามที่มีคนมาจับจองก็ทำให้ใบหน้าสวยต้องระบายไปด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะค้างอยู่อย่างนั้น เพราะคนที่คาดคิดว่าใช่... กลับไม่ใช่ แต่คนที่ไม่คิดว่าจะได้พบ... กลับมาอยู่ตรงหน้า “ทำไม ดีใจที่เห็นพี่จนพูดไม่ออกเลยเหรอ”นฬปเอ่ยทักทั้งที่เขาก็เป็นอีกคนที่แทบอยากจะหยุดหายใจ เพียงแค่มองเ
บทส่งท้าย ‘นางมารร้ายที่รัก’ .. ฝ่ามือเล็กๆ ที่ไต่ไปมาตามใบหน้า เริ่มจากเปลือกตาที่หลับพริ้ม ปลายจมูกโด่ง สองแก้ม และริมฝีปากสีแดงสดทำให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาต้องคลี่รอยยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดออกมา ก่อนจะรวบฝ่ามือน้อยๆ นั้นไว้พร้อมกับพรมจูบซุกไซ้ให้เจ้าของมือน้อยนั้นจั๊กจี้และส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ “อิอิ... แด๊ดอย่าทำคริส อิอิ... คริสจั๊กจี้ อิอิ...”เด็กชายตัวอ้วนป้อมวัย 4 ขวบกว่าที่หัวเราะคิกคักอยู่บนอกแกร่งของผู้เป็นพ่อ ยังคงหัวเราะอย่างชอบใจ แม้จะจั๊กจี้จริงตามปากว่า แต่เขาก็รู้สึกสนุกและมีความสุขมากที่สุดที่ได้แกล้งพ่อให้ตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า“ก็แด๊ดอยากแกล้งลูก ทีลูกยังแกล้งแด๊ดได้เลย” ไกรตอบยิ้มๆ พลางลุกขึ้นตวัดรัดร่างอ้วนป้อมของลูกชายขึ้นนั่งบนตัก ก่อนจะหอมแก้มแดงสุกปลั่งทั้งสองข้างสลับไปมา พร้อมกับกดเคราสากให้ลูกชายจั๊กจี้มากขึ้น“ไม่เอาๆ ไม่เอาแล้ว แม่คร้าบ... แด๊ดแกล้งคริสอีกแล้ว แม่คร้าบ... แม่สุดสวย... แม่คร้าบ... อิอิ...”ปณาลีก้าวเข้ามาในห้องนอนตามเสียงร้องเรียกของลูกชาย และก็ได้เห็น ‘เด็กชายกฤษณ์ หรือ คริส บุญโชคช่วย ลอยด์’ นายหัวน้
ไกรทอดสายตามองเมียรักกับน้องสาวของเขา ที่สุดท้ายแล้วความดีของปณาลีก็ทำให้กะทิยอมรับพี่สะใภ้คนนี้ทั้งหัวใจ หากเฮียมังกรยังอยู่เขาคงต้อง ‘ขอบคุณ’ และทำดีต่อกันให้มากขึ้นเพื่อหวังว่าความบาดหมางเมื่อครั้งรุ่นพ่อแม่จะเบาบางลงได้บ้าง แต่เฮียมังกรก็ไม่อยู่ให้เขาขอบคุณซะแล้ว เพราะข่าวที่นฬปบอกแก่เขาก็คือเฮียมังกรตรงไปหามุกดาด้วยความเป็นห่วงเพราะกลัวมุกดาจะถูกซัดทอดว่าเป็นคนล่อลวงให้ปณาลีกับกะทิออกมาจนติดกับดัก แต่กลับไปพบมุกดากำลังเริงรักอยู่กับยุทธอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยความแค้นเฮียมังกรจึงยิงทั้งสองทิ้ง แต่ยุทธที่ยังไม่ตายในทันทีกลับยิงสวนทำให้เฮียมังกรตายคาที่ ส่วนยุทธนั้นก็ถูกลูกน้องของเฮียมังกรที่ติดตามไปด้วยยิงไม่เลี้ยง ตายตกตามกันไปทั้ง 3 คนและอีกสิ่งหนึ่งที่ทั้งเขาและปณาลีสัมผัสได้ก็คือ เฮียมังกรรู้สึกผิดที่อาจทำให้ปณาลีแท้งลูก อย่างน้อยในหัวใจของคนชั่วก็ยังมีความดีอยู่บ้าง เขาจึงถือว่าเฮียมังกรได้ชดใช้ในสิ่งที่ก่อเอาไว้กับเขาแล้ว ไม่ติดใจจะผูกใจเจ็บไปถึงชาติไหนทั้งนั้น“ไงครับคุณแม่แสนซน ท้องแค่ 3 เดือนกว่า น้ำหนักขึ้นไป 10 กิโลแล้วมั้ง หรือไงกะทิ ให้พี่เมี่ยงกินแต่ของหวานเดี๋ยวพี่
ปณาลีถูกพาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพราะอาการของเธอเพียบหนักจากการเสียเลือดมาก โดยมีไกรและสารวัตรนฬปเฝ้ารออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างใจจดจ่อ ก่อนที่เคน เกสรและกะทิจะตามมาสมทบ “หนูเมี่ยงจะต้องไม่เป็นอะไรลูก หนูเมี่ยงต้องปลอดภัย”เกสรปาดน้ำตาจากใบหน้าของลูกชาย ไม่เคยสักครั้งที่จะเห็นไกรมีความทุกข์หนักขนาดนี้ อ้อมกอดของแม่จึงโอบกอดร่างสูงใหญ่ที่สั่นสะอื้นเอาไว้พลางลูบหลังลูบไหล่ให้กำลังใจกับเขา ยิ่งเห็นลูกเจ็บปวดคนเป็นแม่อย่างเธอยิ่งเจ็บปวดมากกว่า เพราะในห้องฉุกเฉินนั้น คุณหมอกำลังช่วยเหลือทั้งลูกสะใภ้และหลานน้อยๆ ของเธอ“แม่ครับ เมี่ยงกับลูกของผม...”“ทั้งสองคนต้องปลอดภัย ไกรต้องเข้มแข็งนะลูก เพื่อลูกเพื่อเมียของเรา”เคนมองลูกชายที่สั่นสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของเมียรัก หัวใจของคนเป็นพ่อเจ็บปลาบจนทนไม่ไหวอีกแล้ว เขายอมทุกครั้งตามที่เกสรร้องขอ ไม่อยากให้เขามีเรื่องกับไอ้มังกรเพราะเรื่องหนหลังเป็นสาเหตุ แต่ครั้งนี้คงยอมไม่ได้จริงๆ“แด๊ดคะ! แด๊ดจะไปไหน แด๊ด! แม่คะ! แด๊ด! พี่ช่อน!” กะทิร้องเสียงหลงเมื่อพ่อผละเธอออกห่างก่อนจะรีบเดินออกไปที่ไหนสักแห่ง ซึ่งจากแรงที่ดันเธอออกจากอ้อมอกนั้นคง
“พี่ไกร! กรี๊ดดดดด...” ปณาลีกรีดร้องอย่างอัดอั้น เมื่อความรู้สึกท่วมท้นระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ พร้อมๆ กับความอุ่นวาบของเขาที่พุ่งตรงสู่ใจกลางดอกไม้ของเธอ รัวเร็ว รุนแรง อุ่นวาบปนร้อนจนเธอต้องบิดเร้าเรือนกายไปมาไม่หยุด “โอว... เมี่ยงจ๋า... หยุดก่อน อูย... พอก่อน... อูย... เมี่ยงจ๋า...”
“พี่ผิดสัญญากับเมี่ยง... ตื่นขึ้นมาสิคะ ตื่นขึ้นมาทำตามสัญญา ตื่นขึ้นมาบอกว่ารักเมี่ยงมากแค่ไหน ตื่นสิคะ พี่ไกรขา... อย่าให้เมี่ยงต้องอยู่ต่อโดยไม่มีพี่... ฮือ... เมี่ยงรักพี่... อย่าปล่อยให้เมี่ยงต้องอยู่แบบนี้ พี่ไกรขา... ได้ยินเสียงเมี่ยงหรือเปล่า พี่ไกร... ฮือ... หรือพี่ไกรไม่รักเมี่ยงแล้ว หรือ
“รอเดี๋ยวเถอะยัยวุ่นวาย ให้ฉันจัดการเรื่องอื่นให้เสร็จก่อน ฉันจะกลับมาซักฟอกเธอเอง จะฟอกให้สะอาดเลยคอยดูสิ”ไกรพูดอย่างหมายมั่น ทั้งที่แปลกใจตัวเองไม่น้อยที่ติดใจเด็กสาวชาวพม่านี่จนผิดสังเกต ก็เขาไม่เคยให้ความสนใจผู้หญิงคนไหนมากไปกว่าคู่ขาบนเตียง แต่กลับเด็กสาวคนนี้ แค่ใกล้กันเกินระยะ 10 เมตร เขาก็
ไอความร้อนพุ่งวาบกระจายไปทั่วใบหน้า คิดพลางรีบหยิบปลาใส่ตะกร้าโดยไว แต่กลับถูกนวลตีมือเพราะหยิบปลาทูไปปนกับปลาอื่น จนเธอต้องหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ และโดยอัตโนมัติที่เธอจะต้องหันไปมองดูเขา แน่นอนว่าเขามองมาและ...‘ตาบ้า! จะยิ้มทำไมนะ แค่นี้ฉันก็จะตายอยู่แล้ว ยังจะบ้ามายิ้มให้อีก คนบ้า!’ปณาลีได้แต่ระบา