مشاركة

บทที่ 6  

مؤلف: สั่งไม่หยุด
หรงจือจือไม่คิดเลยสักนิด ทั้งที่สองคนทะเลาะกันมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉีจื่อฟู่จะยังคิดถึงเรื่องร่วมเรือนหอได้อีก

นางถอยหลังกลับไปอีกสามก้าว เว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าเยือกเย็น “ท่านพี่ ก่อนที่จะจัดการเรื่องขององค์หญิงม่านหวา ท่านกลับไปที่เรือนของท่านก่อนเถิด!”

ฉีจื่อฟู่เอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเอง “หรือถ้าไม่ได้เป็นภรรยาหลวง แม้แต่สัมผัสตัวเจ้าก็ไม่ยอมให้ข้าสัมผัสแล้วหรือ?”

หรงจือจือมิได้ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมา เพียงแต่เอ่ยว่า “ท่านพี่เชิญกลับไปเถิด!”

สีหน้าของฉีจื่อฟู่ ในที่สุดก็เยือกเย็นลงอย่างถึงที่สุดแล้ว “ดี! ทุกคนต่างบอกว่าเจ้ารักข้า ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อสกุลฉีเราด้วยความยินดี ข้ากลับมองว่าสิ่งที่เจ้ารักมากกว่า คือตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อ อย่างเจ้าก็แค่เห็นแก่ทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศเท่านั้นถึงได้ยอมสมรสกับข้า!”

หรงจือจือเงียบเชียบไม่เอ่ยปาก เพียงแต่อยากหัวเราะออกมาเท่านั้น เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศและทรัพย์สมบัติอย่างนั้นหรือ? ในฐานะบุตรีสายตรงคนโตของมหาราชครูหรง ด้วยตำแหน่งของบิดา ณ วันนี้เวลานี้ ต่อให้นางจะแต่งเข้าจวนอ๋องเป็นพระชายาอ๋องก็ย่อมทำได้

หากมิใช่เพราะท่านพ่อและซิ่นหยางโหวหมั้นหมายนางไว้ตั้งแต่ยังเป็นทารก ซื่อจื่อจวนโหวที่ป่วยใกล้ตายคงไม่มีวาสนาได้รับนางไปเป็นภรรยาหรอก

ทว่าบัดนี้ ไม่อยากเชื่อว่าฉีจื่อฟู่จะกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา…

ช่างเถิด คุยไม่ถูกคอ ก็ไม่จำเป็นต้องคุย

เห็นดวงหน้างามพิลาสของหรงจือจือเย็นชาอย่างถึงที่สุด แฝงด้วยความห่างเหินที่เห็นได้ชัด และความเด็ดขาดแน่วแน่ของการผลักไส ดูไม่เห็นเค้าว่าจะพยายามแก้ต่างเพื่อตัวนางเองแม้แต่น้อย

ฉีจื่อฟู่ก็ดึงหน้าตึง ก่อนจะออกไปด้วยสีหน้าเย็นชา

กระทั่งเขาเดินออกไปแล้ว เจาซีถึงจะเข้ามา พลางถามไถ่หรงจือจือด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยินซื่อจื่อเจ้าคะ เหตุใดซื่อจื่อถึงได้ออกไปเจ้าคะ? พวกท่านมิได้พบหน้ากันนานสามปี เขาไม่ค้างที่เรือนของท่านหรือเจ้าคะ?”

หรงจือจือ : “ข้าไล่เขาเอง”

เจาซี : “?”

หรงจือจือไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ให้เจาซีได้เข้าใจอย่างกระจ่าง

เจาซีฟังจบก็โกรธจนตัวสั่น นางกำลังสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าเหตุใดเมื่อตอนออกจากวังหลวง ถึงได้รู้สึกว่าสถานการณ์ดูจะแปลกไป พวกนายหญิงเอาแต่พูดถึงเรื่องเป็นอนุไม่จบสิ้น

ทว่าเจาซีครุ่นคิดแล้ว ก็เอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินซื่อจื่อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็น่าจะยิ่งต้องการให้ท่านซื่อจื่ออยู่ต่อมิใช่หรือเจ้าคะ? หากท่านอ่อนโยนและเอาใจใส่เขามากกว่านี้สักหน่อย ไม่แน่เขาอาจเปลี่ยนใจกลับมาก็ได้เจ้าค่ะ?”

หรงจือจือตอบกลับอย่างเถรตรง “หากเขานอนค้างที่เรือนนี้ ข้าคงมีแต่จะรู้สึกสะอิดสะเอียน”

นางได้รับการอบรมสั่งสอนในฐานะบุตรีในตระกูลบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และถูกปลูกฝังหลักสามเชื่อฟังสี่จริยามานานหลายปี ยังอดทนกับคนแบบนี้ไม่ได้ บางทีในตัวนาง อาจแอบซ่อนความดื้อรั้นไว้อยู่ก็เป็นไปได้

อีกอย่าง จิตใจของคนแบบนี้ จะไปอยากให้เปลี่ยนใจกลับมาเพื่ออะไร?

มันใช่ของที่ควรจะต้องหวงแหนเสียที่ไหน?

เจาซีสะอึกไปเพราะคำพูดของคุณหนูตนเอง ถูกต้องแล้ว หากนางต้องออกเรือนกับคนแบบนี้ แค่คิดความโกรธก็คุกรุ่นอยู่เต็มอกแล้ว

เจาซีถามด้วยเสียงเบาหวิว “คุณหนู แล้วท่านไม่รู้สึกเสียใจเลยหรือเจ้าคะ?”

หรงจือจือเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “จะเสียใจเพื่ออะไร? ตอนแรกที่ยอมแต่งกับฉีจื่อฟู่ที่ป่วยขี้โรค ก็เพียงเพราะว่าบิดาไม่อยากถูกตราหน้าว่าทิ้งสัญญาหมั้นหมายหลังจากได้ดิบได้ดีแล้วก็เท่านั้น”

“ข้าแต่งเข้ามาก็เพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูล และเพื่อการสมรสของคุณหนูคนอื่นในสกุลหรง จุดนี้เจ้าเองก็เข้าใจดี”

“สิ่งที่บุตรีในตระกูลสูงส่ง ถูกตระกูลขุนนางปลูกฝัง และคิดคำนึงไว้ในใจตลอด ก็คือผลประโยชน์ต่อวงศ์ตระกูล และเกียรติยศของตนเอง มิใช่ความรักที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้น ในเมื่อไร้หัวใจแล้ว จะถามถึงความเสียใจอะไรอีก?”

หากเป็นความโกรธหรือผิดหวังมีแน่ แต่ความเสียใจ…ไม่มี!

บุรุษผู้เลิศล้ำในเมืองหลวงมีอยู่มากมาย ในเมืองหลวงที่ยอดคนอัจฉริยะมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน เมื่อสามปีก่อน คนที่วิชาการไม่เอาไหนการต่อสู้ก็ไม่พร้อม มีเพียงรูปโฉมใบหน้าเท่านั้นที่พอดูได้อย่างฉีจื่อฟู่ หากไม่ใช่เพราะหมั้นหมายกันไว้แล้ว นางคงไม่แม้แต่ชายตาแล

เจาซีฟังจบก็เงียบไป นางรู้มาตลอดว่าคุณหนูของตนเองเป็นคนมีเหตุผล แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเหตุผลได้ถึงเพียงนี้ หนนี้นางพูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่านี่เป็นเรื่องดี หรือเป็นเรื่องเลวร้ายกันแน่

ในตอนนี้เอง บ่าวรับใช้ที่กลับไปสืบข่าวที่เรือนสกุลหรงก็เข้ามา และเริ่มรายงานว่า “ฮูหยินซื่อจื่อ นายท่านมีคำสั่งให้ท่านเดินทางกลับจวนมหาราชครูในวันพรุ่งนี้ขอรับ”

บ่าวรับใช้คนนี้เป็นคนที่หรงจือจือให้ติดตามมาจากเรือนมารดา จึงเรียกมหาราชครูหรงว่านายท่านเช่นเดิม

หรงจือจือ : “ข้ารู้แล้ว”

ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว ที่จะต้องกลับไปหารือกับท่านพ่อสักครั้ง การที่สองสกุลสมรสกัน ก็เพื่อผูกสัมพันธ์อันดีระหว่างสองตระกูลเข้าด้วยกัน หากว่าต้องการหย่าร้าง ทั้งความสัมพันธ์และอิทธิพลอำนาจที่ควรจะต้องตัดขาดจากกัน ก็ยังจำเป็นต้องขอให้ท่านพ่อเร่งจัดการตัดขาดจากกันในเร็ววันถึงจะเหมาะสมที่สุด

……

นางถานโกรธจนนอนไม่หลับตลอดคืน เอาแต่พลิกตัวไปมาบนเตียงนอน แม้ว่าจะหงุดหงิดที่บุตรชายตนเองเอาแต่ใจไม่รอบคอบ แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกเคียดแค้นหรงจือจือที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์มากกว่า

ซิ่นหยางโหวรู้สึกอึดอัดรำคาญที่นางเอาแต่พลิกตัวไปมา จนหลับไม่ลงเลยสักนิด ก็หยัดกายขึ้นด้วยความโมโห “เจ้านอนไปคนเดียวแล้วกัน!”

พูดจบก็ลุกไปนอนที่ห้องหนังสือของตนเองเลยทันที

เสี้ยวขณะนี้ นางถานยิ่งรู้สึกโกรธเกลียดเคียดแค้นหรงจือจือ เพราะสมรสสะใภ้ไร้คุณธรรม ในเรือนนี้ถึงได้ยุ่งเหยิงไปหมด บุตรชายไร้วาสนาเรื่องคู่ครอง หนทางข้างหน้าก็มืดมัว ส่วนตนเองก็เพิ่งจะเลิกระหองระแหงกับท่านโหวได้เพียงไม่กี่ปี กลับต้องมามีปัญหาซ้ำอีกครั้ง

กอดความโกรธแค้นไว้ในใจ เช้านี้นางตั้งใจตื่นเร็วขึ้นกว่าปกติ

ณ ห้องโถงหลักภายในเรือนของตนเอง นางกำลังคอยให้หรงจือจือเข้ามาน้อมคารวะตนเองในยามเช้า

สาวใช้เฉินที่ประจำอยู่ในเรือนของนางเตรียมจะจุดถ่านไฟจินซือเพิ่มอีกสองถาด เพื่อขับไล่ความหนาวเย็นในห้องโถง ทว่านางถานกลับเอ่ยว่า “ไม่ต้องจุดไฟแล้ว ปล่อยให้อากาศในห้องโถงนี้เย็นไปแบบนี้แหละ ประเดี๋ยวหรงจือจือก็มาแล้ว ข้าจะให้นางคุกเข่าบนพื้นสักพัก นางจะได้มีสติขึ้นสักหน่อย!”

หากมิใช่เพราะเห็นแก่บุตรชายที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากมหาราชครูหรง นางไม่มีทางยอมให้นางหรงเข้ามาแม้แต่ในห้องนี้แน่ แต่จะให้นางไปคุกเข่าสำนึกผิดด้านนอก!

สาวใช้เฉินเอ่ยว่า : “ทว่าฮูหยินเจ้าคะ หากไม่จุดไฟเพิ่ม ท่านจะไม่หนาวหรือเจ้าคะ?”

ความจริงนางถานก็รู้สึกหนาวยะเยือก แต่เพื่อทรมานหรงจือจือแล้ว นางจึงปากแข็งเอ่ยไปว่า “ข้าไม่เป็นอะไร ในมือข้ายังมีถุงน้ำร้อน ขอแค่จิบชาร้อนสักหน่อย ร่างกายก็อุ่นขึ้นเยอะแล้ว”

สาวใช้เฉินเป็นห่วงฮูหยินของตนเอง : “ไม่สู้จุดก่อนสักพัก ไว้ฮูหยินซื่อจื่อมาถึงแล้ว ค่อยดับถาดไฟเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”

นางถาน : “ข้าบอกแล้วว่าต้องการให้ภายในห้องเย็นจัด! หากจุดไฟไว้ก่อน เมื่อนางเข้ามาแล้ว ห้องจะยังไม่อุ่นอยู่สักระยะหรือ? ข้าไม่ยอมปล่อยให้นางสบายแบบนั้นหรอก!”

สาวใช้เฉินเห็นฮูหยินยืนกรานหนักแน่นเพียงนี้ ก็ได้แต่ทำตามคำสั่ง ทว่าปากก็ยังส่งเสียงบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้ “ซื่อจื่อฮูหยินก็เหลือเกินจริง ๆ เมื่อวานก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนั้นขึ้นในวังยังไม่ว่า ตกดึกยังไล่ให้ท่านซื่อจื่อไปนอนในห้องหนังสืออีก ไร้ซึ่งลักษณะของสะใภ้ผู้มีคุณธรรมอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ!”

พอเอ่ยว่าบุตรชายของตนเองต้องไปนอนในห้องหนังสือขึ้นมา นางถานยิ่งโกรธ “ประเดี๋ยวข้าจะสั่งสอนนางให้รู้ซึ้งเอง มีอย่างที่ไหนจะเป็นลูกสะใภ้แบบนี้?”

“สามีไม่กลับมาสามปี แทนที่จะเอาใจใส่ดูแลเขาให้ดี กลับไล่ให้เข้าไปค้างแรมที่ห้องหนังสือ เพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไร? ธรรมเนียมในครอบครัวมหาราชครูหรง เป็นเช่นนี้เองหรือ?”

“คงเพราะครอบครัวข้าตาบอดเอง ถึงได้รับนางอสรพิษชั้นเลวไม่เอาไหนแบบนี้มาเป็นสะใภ้!”

ในปากของนางถานล้วนมีแต่ถ้อยคำดูถูกหรงจือจือ โดยที่ลืมไปหมดสิ้นแล้วว่า ตอนแรกหรงจือจือเป็นคนไปขอบัวไหมสวรรค์มาให้ฉีจื่อฟู่ และรักษาพิษที่อีกฝ่ายมีมาตั้งแต่ในครรภ์จนหายสนิท ในตอนนั้นสกุลฉีรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง

สาวใช้เฉินขานรับอย่างเห็นด้วยเต็มที่ “จริงเจ้าค่ะ! นางยังบอกอีกว่าจะขอหย่าขาด ไม่รู้จักคิดเสียบ้าง ว่าหลังจากหย่าร้างกันแล้ว จะไปหาคู่สมรสที่ดีเหมือนอย่างจวนโหวของพวกเราได้ที่ใดอีก!”

นางถานฟังจบ ใบหน้ายิ่งสะท้อนความเยือกเย็นออกมา

มิใช่เพียงเพราะความกรุ่นโกรธที่มีต่อหรงจือจือเท่านั้น แต่เพราะความหนาวเย็นในเหมันตฤดูนี้ การไม่จุดเตาไฟ ก็ชวนให้รู้สึกหนาวสะท้านตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นมาจริง ๆ

เมื่อต้นเหมันตฤดู หรงจือจือได้สั่งให้คนเตรียมถ่านไฟจินซือชั้นดีนำมาส่งให้แล้ว นางถานมิเคยได้ต้องความหนาวเย็นแม้แต่เสี้ยวเดียว ทว่าบัดนี้เข้าฤดูหนาวเต็มตัวแล้ว กลับหยุดจุดถ่านไฟไล่ความหนาวเย็นกะทันหัน ไหนเลยจะทนไหว?

ไม่นานนัก นางถานหนาวเย็นจนแทบทนไม่ไหวแล้ว ก็ถามขึ้นว่า “นางอกตัญญูคนนี้ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เหตุใดยังไม่เข้ามาคารวะยามเช้าอีก?”

สาวใช้ในเรือนครั้นออกไปสืบข่าวเรียบร้อยก็กลับมารายงานว่า : “ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยินซื่อจื่อตื่นแล้วเจ้าค่ะ คิดว่าประเดี๋ยวก็คงมาถึงเจ้าค่ะ!”

นางถานผงกศีรษะ กัดฟันทนความหนาวเย็นรอคอยต่อไป

ความหนาวเย็นทั้งหมดที่นางต้องทนรับไว้ในยามนี้ อีกไม่นานนางจะต้องให้นางหรงชดใช้คืนจนหมดสิ้น ให้นางหรงคุกเข่าบนพื้นดินกลางฤดูหนาวเสีย มันจะต้องหนาวเย็นยิ่งกว่าตนเองในยามนี้แน่!
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 475

    นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากท่านแม่ได้จริง ๆ หรือ? ไม่ว่าจะว่าอย่างไร หรงจือจือก็เป็นลูกที่ท่านแม่อุ้มท้องมาสิบเดือนจนคลอดนะ!หรงเจียวเจียวเอ่ย “แต่ว่าท่านแม่ หากท่านพ่อรู้เข้า จะดีได้อย่างไร?”หรงจือจือมองหรงซื่อเจ๋อทีหนึ่ง แล้วหัวเราะเย้ยหยันทีหนึ่ง “น้องรองพูดถูก พวกนางสนใจข้าด้วยใจจริงจริง ๆ”และไม่ได้มีความตั้งใจจะกดน้ำเสียงแต่อย่างใดนางหวังและหรงเจียวเจียวที่อยู่ด้านใน พลันเงียบเสียงไปทันใดหรงจือจือย่างเท้าเดินเข้าไปนางหวังหันกลับมาด้วยความไม่สบอารมณ์ พลางมองหรงจือจือแล้วกล่าวว่า “เจ้ามาทำไม?”หรงจือจือ “ข้ามีบางอย่างอยากจะพูดกับน้องสามเป็นการส่วนตัว แต่คิดไม่ถึงว่าจะมาได้จังหวะพอดี ถึงกับทำให้ฮูหยินกับน้องสามเสียเวลาในการหารือวางแผนทำร้ายข้า”“แต่พวกท่านไม่ต้องร้อนใจไป เดี๋ยวพอข้าออกไปแล้ว พวกท่านปรึกษาหารือกันต่อก็สิ้นเรื่องแล้ว”คิดวางแผนทำร้ายคนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร ครั้นนางหวังกับหรงเจียวเจียวได้ยินถึงตรงนี้ หน้าก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อยยิ่งอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่สาวใช้ของพวกนาง เจ้าพวกไร้ประโยชน์ ไม่คิดเลยว่าจะประมาทเลินเล่อขนาดนี้ ไม่รู้จักเฝ้าอยู่ข้

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 474

    ดังนั้นตอนที่นางเซี่ยบอกให้เขาพิจารณาจงเจิ้งอวี๋ดู เขาจึงปฏิเสธไปทว่าสภาพของพี่ใหญ่ในวันนี้...ในจวนแห่งนี้มีบุตรชายสายตรงเพียงพวกเขาสองคน เรื่องมีลูกหลานสืบสกุล คงหวังพึ่งได้แค่ตนแล้ว พูดตามตรง ในเรื่องนี้พี่ใหญ่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์โดยรวมเท่าตนบางทีผู้ที่รู้รสชาติแห่งความรัก ถึงได้เป็นเช่นนี้กระมังเขาเพียงโชคดี โชคดีที่ตนไม่เข้าใจความรัก!นางเซี่ยมองเขาทีหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้า มีบุตรชายทำตามการจัดการของตนสักคนก็ดี บุตรชายคนโตคงบีบไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ...จวนสกุลหรง หลังจากอ่านราชโองการจบคนสกุลหรงรับพระประสงค์พร้อมกัน กระทั่งหรงเจียวเจียวที่ถูกเฆี่ยน ไม่ให้คนประคองลุกขึ้นมาจากเตียงไม่ได้ และคุกเข่าร่วมฟังด้วยกันครั้นฟังจบสีหน้าของนางก็ซีดเผือดไปหมดเพียงเพราะฝ่าบาทมีพระราชโองการมา คิดว่าเรื่องที่จะสลับเกี้ยวเกรงว่าจะไม่สำเร็จแล้ว เช่นนี้จะเป็นการหลอกลวงฮ่องเต้สีหน้าของนางหวังเองก็ปั้นยากเช่นกันไหนเลยเฉินเยี่ยนซูจะสนใจความรู้สึกของพวกนางสองแม่ลูก มองไปที่หรงจือจือเท่านั้น พร้อมเอ่ยขึ้นทั้งหูที่แดงเล็กน้อย “เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ”หรงจือจือ “

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 473

    ครั้นเฉินเยี่ยนซูเห็นนางทำเช่นนี้ และยังได้ยินคำพูดเช่นนี้ ความเย็นเยียบที่กลอกไปมาอยู่ในนัยน์ตาหงส์ ก็พลันสลายไป เป็นความกระตือรือร้นและรอยยิ้มไม่ขาดสายจากนั้นก็พลิกไปจับมือของนางด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างมาก พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างขึงขังว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าจะขอให้แต่งตั้งเจ้าเป็นฮูหยินแห่งแคว้นขั้นหนึ่ง”“ฮูหยินตราตั้งขั้นหกอะไร ไม่คู่ควรกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย”ครั้นเขาพูดจบ รถม้าก็หยุดลงพอดีคนขับรถม้าเปิดประตูรถม้าออก คำพูดนี้ของเขาย่อมเข้าไปในหูของเซิ่งเฟิงที่อยู่ด้านนอกเช่นกัน เซิ่งเฟิงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นแล้วกลอกตาขาวทีหนึ่งอีกครั้งเยี่ยมไปเลย นี่ท่านเสนาบดีเหยียบขึ้นไปบนอดีตสามีของท่านหญิงแล้ว!ไหนเลยที่หรงจือจือจะไม่เข้าใจ จู่ ๆ เขาก็เอ่ยถึงฮูหยินตราตั้งขั้นหกเพื่ออะไร? วันนี้ก็เพิ่งรู้เช่นกัน ดูท่าท่านเสนาบดีที่อยู่เหนือผู้คน เย็นชาและลำพอง ไม่คิดเลยว่าจะมีความคิดเปรียบเทียบพวกนี้ด้วยนางกลั้นขำ ไม่ให้มีเสียงออกมาส่วนเฉินเยี่ยนซูมองไปนอกรถ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชืด ๆ ว่า “ราชโองการสมรส ประกาศเสียตอนนี้เถอะ”เซิ่งเฟิง “ขอรับ”...ในขณะที่คนสกุลหรงรับราชโองการน

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 472

    เมื่อครู่นางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ได้รับความหนาวเย็นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก หลังกลับไปท่านเสนาบดีจะต้องกินน้ำขิงติดต่อกันสามวัน หนึ่งวันไม่ต่ำกว่าสามครั้ง”เฉินเยี่ยนซูยังเม้มริมฝีปากบาง ในใจกระวนกระวายไปหมดหรงจือจือ “ท่านเสนาบดี?”เขาได้สติกลับมา ในตอนนี้ถึงพยักหน้าอย่างไม่แยแส “ดื่มน้ำขิงสามวันใช่หรือไม่? ข้าจะจำเอาไว้”เห็นอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง หรงจือจือก็คิดว่าอย่างไรตนก็ควรไว้หน้าเขาสองสามส่วน ฉะนั้นครานี้นางจึงไม่ได้โพล่งหัวเราะออกมาอีกหลังเงียบอยู่ครู่สั้น ๆท่านราชเลขาธิการก็อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังเอ่ยถามขึ้นว่า “นางเซี่ยยังไม่ละทิ้งความคิดชั่วร้ายเช่นเดิมหรือ?”หรงจือจือมองเขาทีหนึ่งเขารีบแสร้งทำเป็นไม่แยแส “ข้าเพียงแค่เอ่ยปากถามส่ง ๆ เท่านั้น อันที่จริง...”ทีแรกเขาอยากจะเอ่ยว่า อันที่จริงตนไม่ได้สนใจอะไร ปิดหูปิดตาหรงจือจือต่อ ซ่อนความคิดของตนทว่าเมื่อคำพูดนี้มาถึงข้างปาก ท่านราชเลขาธิการก็รู้สึกว่า หากบอกว่าตนไม่สนใจ ก็ฝืนตัวเองเกินไปจริง ๆกระทั่งดูปลอมจนเขายากจะรับไหวเล็กน้อยจึงหยุดไปทั้งดื้อ ๆหรงจือจือเ

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 471

    กระทั่งนางอดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว อยากจะเล่าถึงความพยายามทั้งหมดของอู๋เหิงที่ทำในจวน และการต่อกรที่ทำกับตนเพื่อให้ได้แต่งงานกับหรงจือจือ ให้หรงจือจือฟังในคราวเดียว“ที่จริงหลายวันมานี้ อู๋เหิงเพื่อ...”หรงจือจือพูดขัด “พระชายาซื่อจื่อ ในเมื่อไร้วาสนา เช่นนั้นคำพูดพวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว บางทีในอนาคตข้ากับคุณชายใหญ่ อาจจะได้พบเจอกันอีก ตอนนี้รู้เยอะเกินไป เมื่อเจอกันในอนาคตอาจอึดอัดใจ”ครั้นนางเซี่ยฟังถึงตรงนี้ ในใจก็เย็นเยียบไปโดยสิ้นเชิง ไหนเลยจะไม่เข้าใจ นี่หรงจือจือไม่พิจารณาเลยแม้แต่น้อยแม้จะรู้สึกว่าตนพูดเช่นนี้จะไร้ยางอายเกินไปเล็กน้อย ทว่าเพื่อบุตรชายแล้ว นางก็ยังก้มหน้าแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่เรียกท่านแม่เลยแม้แต่น้อย? ก่อนหน้านี้แม่คิดถึงเจ้าทุกเรื่อง มักจะช่วยเจ้าพูด...”หรงจือจือถอนหายใจเบา ๆ ทีหนึ่ง ทีแรกนางไม่ยอมพูดให้ชัดเจน กลับยิ่งทำให้ดูเหินห่างอย่างชัดเจน ทว่าในเมื่อนางเซี่ยคิดจะบีบให้ตอบแทนบุญคุณหรงจือจือเองก็ทำได้เพียงต้องเอ่ยว่า “พระชายาซื่อจื่อ ชายาอ๋องผู้เฒ่านางเป็นคนดีจริง ๆ แต่ขอท่านอย่าลืมว่า ข้าเป็นคนช่วยชายาอ๋องก่อน”หลายปีมานี้ชายาอ๋องดีกับตนทุกเรื่

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 470

    เหอะๆ หากหรงจือจือกลายเป็นหญิงปากร้ายจริงๆ เขาจะคอยดูว่าท่านราชเลขาธิการยังจะได้อยู่อย่างสงบสุขอีกหรือไม่! ท่านราชเลขาธิการเลอะเลือนไปแล้ว แม้แต่เรื่องแบบนี้ก็จะสนับสนุนหรือ?……หรงจือจือตามเฉินเยี่ยนซูออกจากวังนึกไม่ถึงว่านางเซี่ยจะยังไม่จากไป กำลังรอพวกนางอยู่นอกวังนางเซี่ยมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เอ่ยถามว่า “จือจือ ข้าขอคุยกับเจ้าได้หรือไม่?”หรงจือจือลังเลเล็กน้อย นึกถึงการดูแลที่พระชายาอ๋องเฉียนมีต่อตัวเองตลอดหลายปีมานี้ ก่อนหน้านี้นางหลงผิด พูดแนะนำให้ฉีอวี่เยียนแต่งไปอยู่บ้านพวกเขา พวกเขาก็ไม่เคยถือโทษเรื่องนี้แต่อย่างไร มิหนำซ้ำ วันนี้นางเซี่ยก็ช่วยขอความเมตตาให้กับนางด้วยเหตุนี้จึงตอบตกลงนางเห็นไปมองเฉินเยี่ยนซูที่เม้มปากเหมือนไม่สบอารมณ์ “ผมของท่านราชเลขาธิการยังแห้งไม่สนิท ด้านนอกอากาศหนาว ท่านไปรอข้าบนรถม้าก่อนเถิด”เฉินเยี่ยนซู “ได้”เขาเหมือนจะเชื่อฟังดีมาก มีเพียงเซิ่งเฟิงที่มองออกว่าเขากำลังอดทนที่จะไม่โยนนางเซี่ยออกจากแคว้นต้าฉีผู้ใดจะมองไม่ออกกันว่านางเซี่ยยังคิดที่จะโน้มน้าวอยู่?น่าเสียดาย เวลาอยู่ต่อหน้าภรรยา เขาจำเป็นต้องแสร้งทำเป็นสุภาพอ่อนโยนเข้าไว้

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 453

    “ส่วนเรื่องที่บอกว่าเป็นน้องหญิงแท้ๆ? ข้าดูจากการกระทำของคุณหนูสามแล้วเหมือนนางมองท่านหญิงเป็นศัตรูมากกว่า ยังเหลือความเป็นพี่น้องที่ใดกัน?”“ท่านมหาราชครูลงโทษเบามากแล้ว หากให้ข้าลงมือ เกรงว่าคงถึงขั้นตัดลิ้น”หรงจือจือรู้สึกซับซ้อนภายในใจ นั่นเพราะตั้งแต่ที่นางกลับมาอยู่จวนเพื่อสืบคดี นางจะได้ยิ

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 469

    เซิ่งเฟิงผู้รักในความถูกต้องทนมองไม่ได้! แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เปิดโปงเจ้านายตัวเองหรงจือจือมีสีหน้าเป็นกังวลหลังจากฟังเฉินเยี่ยนซู “ท่านราชเลขาธิการ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบในทางไม่ดีต่อท่านหรือไม่?”เห็นนางเป็นห่วงตัวเองอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้เฉินเยี่ยนซูก็มีความสุข ตอบอย่างเรียบนิ่ง “ไม่ต้องกังว

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 460

    หากท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ท่านพี่เลือกให้หรงเจียวเจียว เป็นคนเช่นจีอู๋เหิง นางหวังก็คงไม่เกิดความคิดนี้ขึ้นมาเพราะนางคิดว่า คุณชายที่ดีพร้อมทุกด้านอย่างจีอู๋เหิง ก็คู่ควรกับบุตรสาวของตนทว่าบุตรชายของหยางซื่อหลาง นับเป็นอะไรกัน จะคู่ควรกับเจียวเจียวแก้วตาดวงใจของตนได้อย่างไร?ครั้นหรงเจียวเจียวได้ย

  • โทษทีข้าเกิดมาต้องเป็นเมียเอกเท่านั้น   บทที่ 264

    ทว่าหรงจือจือกลับไม่ประหลาดใจกับการกระทำของนางหวังเลยแม้แต่น้อย แอบคิดเอาไว้ในใจอยู่แล้ว บางทีครั้งหน้าตนอาจต้องหลบให้เร็วกว่านี้หน่อย แบบนี้ไหล่ก็คงไม่ถูกปาจนบาดเจ็บ แตกต่างจากนางหวังที่เต้นเร่า ๆ ด้วยความโกรธอารมณ์ของหรงจือจือเรียบเฉย “ฮูหยินหรง น้องรองไม่อยากเจอข้า และพวกท่านก็บอกว่าข้าอัปมง

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status