Masukวันนั้นชายผู้นั้นทิ้งนางไว้เบื้องหลังพร้อมกับเจ้าปีศาจน้อยที่อยู่ในครรภ์ ในวันนี้ที่นางมั่งมีชายผู้นั้นดันกลับเข้ามาในชีวิต อ้างสิทธิ์ความเป็นสามี แต่ช้าก่อนเพราะสามีข้านั้นตายไปนานแล้ว!
Lihat lebih banyakสตรีใกล้คลอดร้องโอดโอย การคลอดลูกสร้างความเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าบาดแผลใด ๆ ที่เคยได้รับ แต่ต่อให้เจ็บปวดปางตายเพียงใด ‘เหยียนหราน’ ก็ยังมีแรงด่าทอได้อย่างไม่ยั้งปาก
.
“เจ้าลูกเต่าบัดซบจางต้าเหลียน! ทิ้งข้าไปไม่พอ ยังทิ้งเจ้าปีศาจน้อยไว้ในท้องข้าอีก!”
.
“โธ่เอ๊ย! รีบออกมาได้แล้ว! เจ้าปีศาจน้อย!”
.
“มารดาเถอะ! เจ้าขี้ขลาดเช่นบิดาเจ้าหรืออย่างไรถึงไม่รีบออกมา!”
.
หมอตำแยที่เฝ้าดูต่างเศร้าสลด ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้าประหนึ่งกับกำลังต่อสู้อยู่ก็มิปาน เฝ้าปลอบประโลมสตรีใกล้คลอดด้วยคำพูดแสนหวานแต่กระนั้นก็ได้คำพูดผรุสวาทกลับสะท้อนกลับคืนมา
ช่างเป็นการทำคลอดที่เหนื่อยเหลือเกิน...
.
ห้องทำคลอดที่คล้ายกับสนามรบได้จบลงแล้ว คราบเลือดถูกชำระล้าง ร่างกายของเด็กชายที่สร้างความยากลำบากให้กับมารดาร้องดังลั่น แสดงตนว่าแข็งแรงเป็นที่น่าพอใจ ส่วนมารดายังสลบไสลเพราะความเหนื่อยล้า หมอตำแยที่ทำคลอดได้แต่นั่งพัดวีให้กับตนเองที่ผ่านการทำคลอดที่เหนื่อยปานขาดใจเช่นนี้มาได้
“ขอบคุณท่านหมอจริง ๆ นี่น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนายข้า”
หญิงชราตาลุกวาวคว้าถุงเงินไว้โดยพลัน ประหนึ่งว่าถ้าชักช้าจะมีผู้ใดมาฉกชิงไป และก่อนจะลากลับก็บ่นกระปอดกระแปดถึงความยากลำบากในการทำคลอดครั้งนี้ จนซือเยว่ได้แต่ฝืนยิ้มและรีบส่งแขกกลับทันที ก่อนจะหันมาปรนนิบัตินายของตนอีกครั้ง นางพินิจใบหน้าของเด็กแรกเกิดที่ดูไม่คล้ายกับสตรีผู้ให้กำเนิดแม้แต่น้อย แต่หากให้นางคาดเดา เด็กน้อยผู้นี้คงถอดแบบบิดามาอย่างไม่ผิดเพี้ยนกระมังซือเยว่เองก็ไม่แน่ใจ เพราะนางไม่เคยเห็นบิดาของเด็กน้อยผู้นี้เลย...
ซือเยว่คือคนที่เหยียนหรานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามจนตรอก นางจำได้ดีว่าในวันนั้นนางเป็นเพียงหัวขโมยที่ขโมยหมั่นโถวจากร้านของเหยียนหรานที่กำลังตั้งครรภ์ใหญ่เท่าลูกแตงโม แต่แทนที่นางจะโมโหเหยียนหรานกลับหยิบยื่นน้ำใจให้สตรีไร้หัวนอนปลายเท้ามิขาด แลกกับการที่ต้องนั่งฟังนางด่าสามีในทุก ๆ วัน
สามีของเหยียนหรานกล่าวกับนางเอาไว้ว่าจะไปทำการค้าหาเงินเพื่อครอบครัว
แต่ไปหาถึงไหนนางก็มิทราบเพราะป่านนี้แล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่กลับมา อีกทั้งเหยียนหรานก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็ที่อีกฝ่ายหนีหายไปแล้ว
เหยียนหรานเคยเล่าว่ามีหลายคนเคยเห็นสามีของนางที่อีกเมืองหนึ่ง บุรุษชั่วคนนั้นเดินกับสตรีงามใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความหนักหนา แม้จะเป็นแค่การเล่าผ่านคนที่นางรู้จัก แต่กระนั้นความเดือดดาลของสตรีที่ตั้งครรภ์ก็ร้ายแรงจนด่าทอสามีในทุก ๆ วันได้ไม่ยั้งปาก
ซือเยว่คิดว่านี่อาจเป็นหนึ่งในพรสวรรค์ของเหยียนหรานก็เป็นได้...
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต่อให้เรื่องที่นางได้ยินเป็นเพียงเรื่องเท็จก็ตาม บุรุษที่ไม่ติดต่อกลับบ้านหรือถามไถ่ถึงภรรยาเลยก็นับว่าใช้ไม่ได้แม้แต่น้อย
เฮอะ! ปากบอกไปทำเพื่อครอบครัว สุดท้ายก็แค่บุรุษเห็นแก่ตัวหาค่าไม่ได้ต่างหาก!
แต่ก่นด่าในใจแทนผู้มีพระคุณของตนไปก็เท่านั้น เพราะเจ้าเด็กน้อยที่เพิ่งจะออกจากท้องมารดากลับร้องไห้จ้าขึ้นมาอีกหน คล้ายกับรู้ว่านางต่อว่าบิดาอยู่ก็มิปาน
“ช่างรู้เหลือเกินบรรพบุรุษน้อย”
ซือเยว่พูดพลางเกลี่ยแก้มขาวที่คล้ายกับลูกหมั่นโถว แต่ทว่าเสียงร้องไห้จ้าก็ปลุกให้เหยียนหรานที่หลับใหลตื่นขึ้นมา แน่นอนว่าสิ่งแรกที่นางร้องเรียกคือบุตรชาย แต่กระนั้นเมื่อได้อุ้มแลเห็นหน้าคร่าตาของบุตรชายนางกลับขมวดคิ้วมิคลาย
“ข้าอุ้มท้องเจ้า ลำบากลำบนแต่เจ้ากลับไปเหมือนเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนแบบนี้ได้อย่างไรกัน! เจ้าปีศาจน้อย!”
แม้จะพูดออกไปแบบนั้นแต่เหยียนหรานก็หอมแก้มที่เนียนดั่งซาลาเปาในหม้อนึ่งของนางก็มิปาน รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปาก เมื่อความยากลำบากผ่านพ้นไปนางก็พบกับความสุขดั่งเช่นในตอนนี้
“ตั้งชื่ออะไรดีเจ้าคะ” ซือเยว่ถามอย่างร้อนใจ ส่วนคนที่ถูกถามก็ขมวดคิ้ว นางไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
“ไม่รู้สิข้ายังคิดไม่ออกเลย” เหยียนหรานกล่าวโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หากสามีของนางยังอยู่ก็คงจะตั้งได้ดีกว่านางเป็นแน่ เพราะอย่างไรเสียบุรุษไม่ได้เรื่องผู้นั้นก็เป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง ถึงแม้จะทึ่มไปบ้างก็ตามทีแต่ก็คงฉลาดกว่านางในเรื่องนี้มากโข
แต่เอ... นางจะนึกถึงเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนทำไมกันเล่า!
อาจเป็นเพราะลูกน้อยที่ถอดแบบบิดามาเสียจนนางอดคิดไม่ได้
ประเสริฐ! ประเสริฐจริง ๆ! ทิ้งนางไว้ไม่พอยังมาทิ้งเจ้าปีศาจน้อยที่เหมือนกันไว้ให้นางเลี้ยงดูอีก!
“เรียกเจ้าปีศาจน้อยไปก่อนก็แล้วกัน ข้าคิดได้เมื่อใดก็ค่อยตั้ง” เหยียนหรานตัดบท นางไม่อยากนึกถึงหน้าจางต้าเหลียนไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นนางคงได้โมโหทั้ง ๆ ที่ควรจะยินดีกับการให้กำเนิดบุตรชายที่แข็งแรง...
เหยียนหรานตั้งใจว่าหลังจากวันนี้นางจะเริ่มต้นใหม่และไม่ฝังใจกับบุรุษชั่วผู้นั้นอีก นางจะเริ่มทุกอย่างใหม่พร้อมกับบุตรชายและซือเยว่ ก็มาลองดูสักครั้งว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีชายสารเลวผู้นั้นแล้วนางจะอยู่ไม่ได้! นางอุ้มท้องลูกคนเดียวมาเกือบสิบเดือนได้แล้วไยจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้กัน
คอยดูเถิดเจ้าลูกเต่าต้าเหลียน เจ้าจะต้องเสียใจที่ทอดทิ้งข้าไป!
.
ปีที่หนึ่ง
เหยียนหรานตรากตรำทำงานพร้อมกับเลี้ยงเจ้าปีศาจน้อย นางเหนื่อยจนเมื่อหัวถึงหมอนก็สลบไสล แต่กระนั้นเจ้าปีศาจน้อยก็ไม่ปล่อยให้นางนอนง่าย ๆ ทุก ๆ คืนเจ้าเด็กคนนี้จะร้องไห้ระงมไม่สนความเหนื่อยล้าของมารดา ช่างเป็นเด็กที่เอาแต่ใจจริง ๆ
.
ปีที่สอง
เมื่อเรียกบุตรชายว่าเจ้าปีศาจน้อยมาหนึ่งปีเต็ม สุดท้ายเหยียนหรานก็ตั้งชื่อบุตรชายในที่สุดว่า ‘เหยียนเฟิง’ และเหยียนเฟิงนี่เองที่ทำให้นางกลายเป็นเจ้าของร้านเนื้อตุ๋น เพราะเจ้าปีศาจน้อยที่เดินเตาะแตะไปคว่ำหม้อตุ๋นเนื้อ เถ้าแก่ร้านเดือดดาล จนเหยียนหรานตัดความรำคาญโดยการใช้เงินเก็บที่สะสมมาซื้อร้านตุ๋นเนื้อเพราะสูตรลับเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เพราะนางทราบดีว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านกำลังต้องการเงินเพื่อกลับบ้านเกิด การโมโหเดือดดาลก็แค่วิธีการไถเงินจากนางเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าร้านตุ๋นเนื้อที่ซื้อมาด้วยความรำคาญใจกลับสร้างเงินให้นางอย่างมากมายในปีถัดมา
.
ปีที่สาม
เหยียนหรานที่เก็บหอมรอมริบมานานก็ตัดสินใจย้ายเมือง เพราะอยู่ที่นี่ต่อไปก็เกรงว่าจะไม่เจริญ ทางการเริ่มเข้ามาวุ่นวายพร้อมกับนำกำลังทหารมาตั้งค่ายช่างเป็นการกระทำที่ข่มเหงชาวบ้านโดยแท้ และนางจะไม่ยอมทนเป็นเบี้ยล่างเป็นอันขาด อีกอย่างตอนนี้นางต้องการความมั่งคั่งเสียยิ่งกว่าใครจะมานั่งอดมื้อกินมื้อไม่ได้เป็นอันขาด เพราะนางน่ะต้องเลี้ยงเจ้าปีศาจน้อยที่กินไม่หยุดปากอย่างไรละ!
และในปีเดียวกันนั้นเจ้าปีศาจน้อยถามถึงอาเตี่ย และนางได้ตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ‘ทำใจเสียเจ้าปีศาจน้อย อาเตี่ยของเจ้าตายไปนานแล้ว’ หลังจากนั้นลูกชายของนางก็หันกลับไปกินหมั่นโถวในมือต่อ...
.
ปีที่สี่
เหยียนหรานย้ายไปที่เมืองเปี้ยนเหลียง นางตั้งรกรากใหม่ที่นั่น ประจวบเหมาะกับการค้าขายของนางงอกงามเสียยิ่งกว่าหว่านเมล็ดพืช จากสตรีที่ขายซาลาเปาและเนื้อตุ๋น บัดนี้นางกลายเป็นสตรีที่ขายอัญมณีและผ้าไหมแพรพรรณชั้นดี ชีวิตที่กลับจากดำเป็นขาวเช่นนี้ได้นั้นนางคงต้องยกความดีความชอบให้เจ้าปีศาจน้อยที่กินซาลาเปาและเนื้อตุ๋นที่นางขายจนหมดร้าน นางจึงต้องคิดดิ้นรนหาทางรอดอื่น
ในทุก ๆ คืนนางเฝ้าสวดมนต์ขอร้องไม่ให้บุตรของนางลุกขึ้นมากินหยกในร้าน เพราะนางเริ่มหวั่นใจว่าเจ้าปีศาจน้อยอาจจะกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า...
.
ปีที่ห้า
สตรีผู้งดงาม เศรษฐีแห่งเปี้ยนเหลียง... นั่นคือคำยกยอนางของชาวบ้านในเมืองนี้ ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่นางลงทุนลงแรงไปกับกิจการมากมายหลากหลาย จนวันนี้กลายเป็นสตรีมั่งคั่ง ร้านค้าหกในสิบส่วนของเมืองเปี้ยนเหลียงล้วนเป็นของเหยียนหราน...
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ความมั่งคั่งที่เหยียนหรานปรารถนานางนั้นได้ครอบครองแล้ว แต่กระนั้นนางก็นั่งสบายใจอยู่ได้ไม่นาน เพราะแคว้นข้างบ้านดันสร้างเรื่องให้หน้าปวดหัวร่ำ ๆ จะเกิดสงครามภายในและแคว้นเยี่ยนจะพลอยลำบากไปด้วย เมื่อข่าวโคมลอยมาเช่นนั้น เมืองเปี้ยนเหลียงที่อยู่ชายแดนแคว้นเยี่ยนย่อมเกิดความไม่สบายใจจนคนทั้งเมืองอยู่ไม่เป็นสุข จนท่านเจ้าเมืองต้องส่งสารไปยังเมืองหลวงเพื่อขอให้ส่งกองทัพมาช่วยคุ้มครองดูแลเพื่อสร้างความสบายใจให้แก่ชาวบ้าน เรื่องราวควรจะลงเอยด้วยดีเว้นเสียแต่สิ่งที่ทางการร้องขอแก่สตรีผู้มั่งคั่งที่สุดในเปี้ยนเหลียงนกลับทำให้เหยียนหรานถึงกลับสบถออกมา
“เจ้าแม่ทัพบ้าบออะไรนั่นเป็นเง็กเซียนหรืออย่างไร! ข้าจึงต้องปรนนิบัติพัดวี! มารดาเถอะ! ดูแลตัวเองยังไม่ได้แล้วยังมีหน้ามาปกป้องเมืองเปี้ยนเหลียง! เจ้าลูกเต่าเฮงซวย!”
ท่านเจ้าเมืองที่นำสารจากเมืองหลวงมาให้ถึงขั้นขวัญกระเจิงรีบกลับจวนอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางก็สวดมนต์ไปตลอดไม่ขาดปาก
“คุ้มครองด้วย... คุ้มครองเมืองเปี้ยนเหลียงด้วย!”
“อยากไปเจอหวงตี้ไหม พระองค์ยังไม่ตื่นจากบรรทมอันยาวนาน แต่นั่นก็ดีแล้ว”“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงตี้อยู่แล้ว แค่ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงโฮ่วและพระโอรสน้อยเท่านั้น”“เด็ดขาดจริง ๆ ... เอาเถอะ ข้าขอบใจชายาของท่านด้วยที่ฝากของมากมายมาให้ข้าและเลี่ยงรุ่ย ต่อจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการต่อ ส่วนท่านและชายาก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ”“พ่ะย่ะค่ะ”หลานหลินอ๋องทราบดีว่าต่อจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะสอดมือเข้าไปยุ่งได้อีกแล้ว ความจริงเขาเองก็เตรียมตัวมาเพื่อการนี้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาไม่สั่งให้คนในวังอ๋องกลับบ้านเกิดและไปลงหลักปักฐานที่เปี้ยนเหลียงแบบนั้นแน่ ราชสำนักและหวงตี้ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ อยู่ไกลก็หนาว อยู่ใกล้ก็ร้อนรุ่มดั่งไฟ การรักษาระยะห่างเอาไว้นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด อีกอย่างเขาอยากมีชีวิตที่สงบสุขเหมือนคนอื่น ๆ เสียที...หลานหลินอ๋องอยู่จัดการเรื่องในเมืองหลวงอีกราว ๆ สามวันแล้วจึงเดินทางกลับเปี้ยนเหลียง สรุปสุดท้ายหวงโฮ่วก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหวงตี้ แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยแต่เสียงส่วนน้อยมีหรือจะเอาคานอำนาจเสียงส่วนมากที่ยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งให
หลังจากเรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปราว ๆ สองเดือนหลานหลินอ๋องก็ได้รับข่าวใหญ่เกี่ยวกับหวงตี้ที่ล้มป่วยกะทันหันขณะหารือกับขุนนางในท้องพระโรง จนบัดนี้ก็ยังไม่ฟื้นคืนสติ ราชสำนักต้องหยุดชะงักราชกิจทุกอย่างต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ทว่าก็มีคนจำนวนหนึ่งคิดเห็นว่าหากภายในสิบวันนี้หากพระองค์ยังไม่ฟื้นขึ้นมาควรให้หวงโฮ่วขึ้นสำเร็จราชการแทน แต่ทว่าก็ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากขุนนางทั้งหลาย จนหลานหลินอ๋องหนึ่งในขุนนางถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหารือร่วมกันส่วนเรื่องก่อนหน้านี้ที่ทำให้หลานหลินอ๋องมีข้อครหามากมายนั้นอันตรธานหายไปในพริบตา ผู้คนมากมายแสร้งปิดหู ปิดตา ราวกับไม่เคยได้ยินเรื่องอ๋องที่เคยคิดกบฏจนหวงตี้กริ้ว ไม่เคยเห็นอ๋องผู้นี้ฆ่าคนของหวงตี้เป็นผักปลา อีกทั้งยังคงให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพดังเดิมและไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งกับกำลังทหารที่เปี้ยนเหลียงแม้แต่คนเดียว ผิดกับแม่ทัพใหญ่ที่ดูจะสิ้นวาสนาถูกขังในคุกหลวงและถูกพิพากษาให้ต้องโทษตาย และนี่ล้วนเป็นผลจากความเชื่องของอีกฝ่ายทั้งสิ้น หาได้เกิดจากผู้อื่นไม่...เรื่องของหวงตี้บางเรื่องยังถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมเช่นเคย ตระกูลกัวชอบใจในสิ่งที่ห
ภาพของสามแม่ลูกชุลมุนอยู่ด้วยกันนับว่าเป็นเรื่องที่ชินตาของหลานหลินอ๋องอยู่ไม่น้อย เจ้าเด็กพวกนี้สร้างเรื่องน่าปวดหัวให้อาเหนียงได้ตลอด และอาเหนียงต่อให้บ่นเพียงใดแต่ก็ยอมตามใจอยู่ตลอดเช่นกัน จนคนเป็นบิดาอดไม่ได้ที่จะเอ็นดู“อาเหนียงสะอาดหรือยัง” เหยียนเฟิงเอ่ยพลางชูถ้วยใบโตที่นั่งขัดอยู่นานสองนานให้มารดาได้พินิจแต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้เด็กน้อยต้องมุ่ยหน้า“ยัง ขัดอีกรอบ”“ถ้าสะอาดอาเหนียงจะให้กินเกี๊ยวเนื้อ” พอเอาอาหารขึ้นมาล่อเด็กน้อยก็ตาเป็นประกายขัดถูถ้วยจานเสียยิ่งกว่าทองคำล้ำค่า เหยียนหรานหัวเราะเบา ๆ ให้กับความเห็นแก่กินของบุตรชาย ก่อนจะเหลือบไปมองอาหยวนที่ขัดถ้วยชามอย่างเงียบ ๆ “แล้วอาหยวนอยากกินอะไร”“อะไรก็ได้ขอรับ”“ไม่ได้สิ อะไรก็ได้แบบนี้อาเหนียงทำให้ไม่ถูกนะ อาหยวนต้องบอก” อาเฟิงรีบบอกน้องของตัวเองโดยพลัน เรื่องกินนั้นเรื่องใหญ่จะตอบส่ง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด และเมื่อได้ยินต้าเกอพูดเตือนจางหยวนจึงครุ่นคิดเป็นการใหญ่ “อาหยวนชอบกินผัก แต่ไม่ชอบผัดผักมันเลี่ยนลิ้น”“ลองกินผักกาดเนื้อตุ๋นไก่ไหม ผักทำได้ตั้งหลายอย่างประเดี๋ยวอาเหนียงจะลองทำให้อาหยวนกินหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้ว่าช
หลังจากทุกอย่างจบสิ้นหลานหลินอ๋องสั่งให้ทหารจัดการเก็บกวาดเมืองเปี้ยนเหลียง ใช้ทรัพย์ส่วนตัวบำรุงบ้านเรือนที่เสียหาย หากใครได้รับบาดเจ็บก็ออกค่ารักษาให้ฟรี หากมีคนล้มตายก็จะชดใช้ให้ตามสมควร เมื่อจบสิ้นเรื่องราวเลวร้ายหลานหลินอ๋องก็เลี้ยงอาหารชาวบ้านทุกคนอีกสามวันสามคืน ทราบดีว่าไม่อาจทดแทนความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ การกระทำของชนชั้นขุนนางนั้นส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมากมาย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเขาปล่อยให้ทุกอย่างพังอยู่อย่างนั้นแล้วให้ชาวบ้านดิ้นรนกันเอาเองมีเรื่องมากมายที่ต้องรายงานให้ทางเมืองหลวงได้ทราบ พร้อมทั้งการประกาศว่าท่านแม่ทัพหลินถูกคุมขังอยู่ในคุกของหลานหลินอ๋อง เพราะพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อแคว้น เรื่องทุกอย่างจะถูกเขียนขึ้นผ่านรายงานสองฉบับ ฉบับที่หนึ่งจะถูกส่งเข้าราชสำนัก และอีกฉบับหนึ่งจะถูกส่งไปที่จวนตระกูลกัวฉบับที่ถูกส่งไปเข้าที่ราชสำนักมีแค่ความเคลือบแคลงใจในหวงตี้ มิอาจระบุถึงความผิดได้อย่างชัดเจน แต่ทว่าฉบับที่ถูกส่งให้ตระกูลกัวนั้นคือเรื่องที่เกิดขึ้นโดยละเอียดและให้ตระกูลกัวได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจ...“ยาพิษจากจิ๋นหนาน...


















Ulasan-ulasan