Masukวันนั้นชายผู้นั้นทิ้งนางไว้เบื้องหลังพร้อมกับเจ้าปีศาจน้อยที่อยู่ในครรภ์ ในวันนี้ที่นางมั่งมีชายผู้นั้นดันกลับเข้ามาในชีวิต อ้างสิทธิ์ความเป็นสามี แต่ช้าก่อนเพราะสามีข้านั้นตายไปนานแล้ว!
Lihat lebih banyakสตรีใกล้คลอดร้องโอดโอย การคลอดลูกสร้างความเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าบาดแผลใด ๆ ที่เคยได้รับ แต่ต่อให้เจ็บปวดปางตายเพียงใด ‘เหยียนหราน’ ก็ยังมีแรงด่าทอได้อย่างไม่ยั้งปาก
.
“เจ้าลูกเต่าบัดซบจางต้าเหลียน! ทิ้งข้าไปไม่พอ ยังทิ้งเจ้าปีศาจน้อยไว้ในท้องข้าอีก!”
.
“โธ่เอ๊ย! รีบออกมาได้แล้ว! เจ้าปีศาจน้อย!”
.
“มารดาเถอะ! เจ้าขี้ขลาดเช่นบิดาเจ้าหรืออย่างไรถึงไม่รีบออกมา!”
.
หมอตำแยที่เฝ้าดูต่างเศร้าสลด ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้าประหนึ่งกับกำลังต่อสู้อยู่ก็มิปาน เฝ้าปลอบประโลมสตรีใกล้คลอดด้วยคำพูดแสนหวานแต่กระนั้นก็ได้คำพูดผรุสวาทกลับสะท้อนกลับคืนมา
ช่างเป็นการทำคลอดที่เหนื่อยเหลือเกิน...
.
ห้องทำคลอดที่คล้ายกับสนามรบได้จบลงแล้ว คราบเลือดถูกชำระล้าง ร่างกายของเด็กชายที่สร้างความยากลำบากให้กับมารดาร้องดังลั่น แสดงตนว่าแข็งแรงเป็นที่น่าพอใจ ส่วนมารดายังสลบไสลเพราะความเหนื่อยล้า หมอตำแยที่ทำคลอดได้แต่นั่งพัดวีให้กับตนเองที่ผ่านการทำคลอดที่เหนื่อยปานขาดใจเช่นนี้มาได้
“ขอบคุณท่านหมอจริง ๆ นี่น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนายข้า”
หญิงชราตาลุกวาวคว้าถุงเงินไว้โดยพลัน ประหนึ่งว่าถ้าชักช้าจะมีผู้ใดมาฉกชิงไป และก่อนจะลากลับก็บ่นกระปอดกระแปดถึงความยากลำบากในการทำคลอดครั้งนี้ จนซือเยว่ได้แต่ฝืนยิ้มและรีบส่งแขกกลับทันที ก่อนจะหันมาปรนนิบัตินายของตนอีกครั้ง นางพินิจใบหน้าของเด็กแรกเกิดที่ดูไม่คล้ายกับสตรีผู้ให้กำเนิดแม้แต่น้อย แต่หากให้นางคาดเดา เด็กน้อยผู้นี้คงถอดแบบบิดามาอย่างไม่ผิดเพี้ยนกระมังซือเยว่เองก็ไม่แน่ใจ เพราะนางไม่เคยเห็นบิดาของเด็กน้อยผู้นี้เลย...
ซือเยว่คือคนที่เหยียนหรานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามจนตรอก นางจำได้ดีว่าในวันนั้นนางเป็นเพียงหัวขโมยที่ขโมยหมั่นโถวจากร้านของเหยียนหรานที่กำลังตั้งครรภ์ใหญ่เท่าลูกแตงโม แต่แทนที่นางจะโมโหเหยียนหรานกลับหยิบยื่นน้ำใจให้สตรีไร้หัวนอนปลายเท้ามิขาด แลกกับการที่ต้องนั่งฟังนางด่าสามีในทุก ๆ วัน
สามีของเหยียนหรานกล่าวกับนางเอาไว้ว่าจะไปทำการค้าหาเงินเพื่อครอบครัว
แต่ไปหาถึงไหนนางก็มิทราบเพราะป่านนี้แล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่กลับมา อีกทั้งเหยียนหรานก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็ที่อีกฝ่ายหนีหายไปแล้ว
เหยียนหรานเคยเล่าว่ามีหลายคนเคยเห็นสามีของนางที่อีกเมืองหนึ่ง บุรุษชั่วคนนั้นเดินกับสตรีงามใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความหนักหนา แม้จะเป็นแค่การเล่าผ่านคนที่นางรู้จัก แต่กระนั้นความเดือดดาลของสตรีที่ตั้งครรภ์ก็ร้ายแรงจนด่าทอสามีในทุก ๆ วันได้ไม่ยั้งปาก
ซือเยว่คิดว่านี่อาจเป็นหนึ่งในพรสวรรค์ของเหยียนหรานก็เป็นได้...
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต่อให้เรื่องที่นางได้ยินเป็นเพียงเรื่องเท็จก็ตาม บุรุษที่ไม่ติดต่อกลับบ้านหรือถามไถ่ถึงภรรยาเลยก็นับว่าใช้ไม่ได้แม้แต่น้อย
เฮอะ! ปากบอกไปทำเพื่อครอบครัว สุดท้ายก็แค่บุรุษเห็นแก่ตัวหาค่าไม่ได้ต่างหาก!
แต่ก่นด่าในใจแทนผู้มีพระคุณของตนไปก็เท่านั้น เพราะเจ้าเด็กน้อยที่เพิ่งจะออกจากท้องมารดากลับร้องไห้จ้าขึ้นมาอีกหน คล้ายกับรู้ว่านางต่อว่าบิดาอยู่ก็มิปาน
“ช่างรู้เหลือเกินบรรพบุรุษน้อย”
ซือเยว่พูดพลางเกลี่ยแก้มขาวที่คล้ายกับลูกหมั่นโถว แต่ทว่าเสียงร้องไห้จ้าก็ปลุกให้เหยียนหรานที่หลับใหลตื่นขึ้นมา แน่นอนว่าสิ่งแรกที่นางร้องเรียกคือบุตรชาย แต่กระนั้นเมื่อได้อุ้มแลเห็นหน้าคร่าตาของบุตรชายนางกลับขมวดคิ้วมิคลาย
“ข้าอุ้มท้องเจ้า ลำบากลำบนแต่เจ้ากลับไปเหมือนเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนแบบนี้ได้อย่างไรกัน! เจ้าปีศาจน้อย!”
แม้จะพูดออกไปแบบนั้นแต่เหยียนหรานก็หอมแก้มที่เนียนดั่งซาลาเปาในหม้อนึ่งของนางก็มิปาน รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปาก เมื่อความยากลำบากผ่านพ้นไปนางก็พบกับความสุขดั่งเช่นในตอนนี้
“ตั้งชื่ออะไรดีเจ้าคะ” ซือเยว่ถามอย่างร้อนใจ ส่วนคนที่ถูกถามก็ขมวดคิ้ว นางไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
“ไม่รู้สิข้ายังคิดไม่ออกเลย” เหยียนหรานกล่าวโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หากสามีของนางยังอยู่ก็คงจะตั้งได้ดีกว่านางเป็นแน่ เพราะอย่างไรเสียบุรุษไม่ได้เรื่องผู้นั้นก็เป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง ถึงแม้จะทึ่มไปบ้างก็ตามทีแต่ก็คงฉลาดกว่านางในเรื่องนี้มากโข
แต่เอ... นางจะนึกถึงเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนทำไมกันเล่า!
อาจเป็นเพราะลูกน้อยที่ถอดแบบบิดามาเสียจนนางอดคิดไม่ได้
ประเสริฐ! ประเสริฐจริง ๆ! ทิ้งนางไว้ไม่พอยังมาทิ้งเจ้าปีศาจน้อยที่เหมือนกันไว้ให้นางเลี้ยงดูอีก!
“เรียกเจ้าปีศาจน้อยไปก่อนก็แล้วกัน ข้าคิดได้เมื่อใดก็ค่อยตั้ง” เหยียนหรานตัดบท นางไม่อยากนึกถึงหน้าจางต้าเหลียนไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นนางคงได้โมโหทั้ง ๆ ที่ควรจะยินดีกับการให้กำเนิดบุตรชายที่แข็งแรง...
เหยียนหรานตั้งใจว่าหลังจากวันนี้นางจะเริ่มต้นใหม่และไม่ฝังใจกับบุรุษชั่วผู้นั้นอีก นางจะเริ่มทุกอย่างใหม่พร้อมกับบุตรชายและซือเยว่ ก็มาลองดูสักครั้งว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีชายสารเลวผู้นั้นแล้วนางจะอยู่ไม่ได้! นางอุ้มท้องลูกคนเดียวมาเกือบสิบเดือนได้แล้วไยจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้กัน
คอยดูเถิดเจ้าลูกเต่าต้าเหลียน เจ้าจะต้องเสียใจที่ทอดทิ้งข้าไป!
.
ปีที่หนึ่ง
เหยียนหรานตรากตรำทำงานพร้อมกับเลี้ยงเจ้าปีศาจน้อย นางเหนื่อยจนเมื่อหัวถึงหมอนก็สลบไสล แต่กระนั้นเจ้าปีศาจน้อยก็ไม่ปล่อยให้นางนอนง่าย ๆ ทุก ๆ คืนเจ้าเด็กคนนี้จะร้องไห้ระงมไม่สนความเหนื่อยล้าของมารดา ช่างเป็นเด็กที่เอาแต่ใจจริง ๆ
.
ปีที่สอง
เมื่อเรียกบุตรชายว่าเจ้าปีศาจน้อยมาหนึ่งปีเต็ม สุดท้ายเหยียนหรานก็ตั้งชื่อบุตรชายในที่สุดว่า ‘เหยียนเฟิง’ และเหยียนเฟิงนี่เองที่ทำให้นางกลายเป็นเจ้าของร้านเนื้อตุ๋น เพราะเจ้าปีศาจน้อยที่เดินเตาะแตะไปคว่ำหม้อตุ๋นเนื้อ เถ้าแก่ร้านเดือดดาล จนเหยียนหรานตัดความรำคาญโดยการใช้เงินเก็บที่สะสมมาซื้อร้านตุ๋นเนื้อเพราะสูตรลับเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เพราะนางทราบดีว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านกำลังต้องการเงินเพื่อกลับบ้านเกิด การโมโหเดือดดาลก็แค่วิธีการไถเงินจากนางเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าร้านตุ๋นเนื้อที่ซื้อมาด้วยความรำคาญใจกลับสร้างเงินให้นางอย่างมากมายในปีถัดมา
.
ปีที่สาม
เหยียนหรานที่เก็บหอมรอมริบมานานก็ตัดสินใจย้ายเมือง เพราะอยู่ที่นี่ต่อไปก็เกรงว่าจะไม่เจริญ ทางการเริ่มเข้ามาวุ่นวายพร้อมกับนำกำลังทหารมาตั้งค่ายช่างเป็นการกระทำที่ข่มเหงชาวบ้านโดยแท้ และนางจะไม่ยอมทนเป็นเบี้ยล่างเป็นอันขาด อีกอย่างตอนนี้นางต้องการความมั่งคั่งเสียยิ่งกว่าใครจะมานั่งอดมื้อกินมื้อไม่ได้เป็นอันขาด เพราะนางน่ะต้องเลี้ยงเจ้าปีศาจน้อยที่กินไม่หยุดปากอย่างไรละ!
และในปีเดียวกันนั้นเจ้าปีศาจน้อยถามถึงอาเตี่ย และนางได้ตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ‘ทำใจเสียเจ้าปีศาจน้อย อาเตี่ยของเจ้าตายไปนานแล้ว’ หลังจากนั้นลูกชายของนางก็หันกลับไปกินหมั่นโถวในมือต่อ...
.
ปีที่สี่
เหยียนหรานย้ายไปที่เมืองเปี้ยนเหลียง นางตั้งรกรากใหม่ที่นั่น ประจวบเหมาะกับการค้าขายของนางงอกงามเสียยิ่งกว่าหว่านเมล็ดพืช จากสตรีที่ขายซาลาเปาและเนื้อตุ๋น บัดนี้นางกลายเป็นสตรีที่ขายอัญมณีและผ้าไหมแพรพรรณชั้นดี ชีวิตที่กลับจากดำเป็นขาวเช่นนี้ได้นั้นนางคงต้องยกความดีความชอบให้เจ้าปีศาจน้อยที่กินซาลาเปาและเนื้อตุ๋นที่นางขายจนหมดร้าน นางจึงต้องคิดดิ้นรนหาทางรอดอื่น
ในทุก ๆ คืนนางเฝ้าสวดมนต์ขอร้องไม่ให้บุตรของนางลุกขึ้นมากินหยกในร้าน เพราะนางเริ่มหวั่นใจว่าเจ้าปีศาจน้อยอาจจะกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า...
.
ปีที่ห้า
สตรีผู้งดงาม เศรษฐีแห่งเปี้ยนเหลียง... นั่นคือคำยกยอนางของชาวบ้านในเมืองนี้ ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่นางลงทุนลงแรงไปกับกิจการมากมายหลากหลาย จนวันนี้กลายเป็นสตรีมั่งคั่ง ร้านค้าหกในสิบส่วนของเมืองเปี้ยนเหลียงล้วนเป็นของเหยียนหราน...
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ความมั่งคั่งที่เหยียนหรานปรารถนานางนั้นได้ครอบครองแล้ว แต่กระนั้นนางก็นั่งสบายใจอยู่ได้ไม่นาน เพราะแคว้นข้างบ้านดันสร้างเรื่องให้หน้าปวดหัวร่ำ ๆ จะเกิดสงครามภายในและแคว้นเยี่ยนจะพลอยลำบากไปด้วย เมื่อข่าวโคมลอยมาเช่นนั้น เมืองเปี้ยนเหลียงที่อยู่ชายแดนแคว้นเยี่ยนย่อมเกิดความไม่สบายใจจนคนทั้งเมืองอยู่ไม่เป็นสุข จนท่านเจ้าเมืองต้องส่งสารไปยังเมืองหลวงเพื่อขอให้ส่งกองทัพมาช่วยคุ้มครองดูแลเพื่อสร้างความสบายใจให้แก่ชาวบ้าน เรื่องราวควรจะลงเอยด้วยดีเว้นเสียแต่สิ่งที่ทางการร้องขอแก่สตรีผู้มั่งคั่งที่สุดในเปี้ยนเหลียงนกลับทำให้เหยียนหรานถึงกลับสบถออกมา
“เจ้าแม่ทัพบ้าบออะไรนั่นเป็นเง็กเซียนหรืออย่างไร! ข้าจึงต้องปรนนิบัติพัดวี! มารดาเถอะ! ดูแลตัวเองยังไม่ได้แล้วยังมีหน้ามาปกป้องเมืองเปี้ยนเหลียง! เจ้าลูกเต่าเฮงซวย!”
ท่านเจ้าเมืองที่นำสารจากเมืองหลวงมาให้ถึงขั้นขวัญกระเจิงรีบกลับจวนอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางก็สวดมนต์ไปตลอดไม่ขาดปาก
“คุ้มครองด้วย... คุ้มครองเมืองเปี้ยนเหลียงด้วย!”
ส่วนหลานหลินอ๋องก็มองบุตรชายที่จากไปพร้อมเงินหนึ่งร้อยตำลึง ตระหนักได้ว่าเหยียนหรานคงไม่อยากรับเงินเขาเสียเท่าใดนัก แต่ก็อยากกลั่นแกล้งเขาให้พอสนุกส่วนเงินนั่นก็ให้กับอาเฟิงเอาไว้ซื้อของกินกระมังเพราะบุตรชายของเขายิ้มแป้นเดินออกไปด้านนอกด้วยความเริงร่าเหลือประมาณหลังจากนั้นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งก็เดินมาเก็บกาน้ำชาและของว่างที่เหลือแต่จานเปล่า การกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของหลานหลินอ๋องแต่กระนั้นหลานหลินอ๋องกลับขมวดคิ้วมองทุกการกระทำของภรรยา“ทำไมไม่จ้างคนมาช่วย... ทำงานตั้งมากมายคนเดียวไม่เหนื่อยหรือ”“ทำมาตั้งนานแล้ว จะมาเหนื่อยเอาอะไรตอนนี้”หลานหลินอ๋องนิ่งงันคล้ายกับคนเอาหินมาทุ่มใส่ศีรษะก็มิปาน เพราะทราบดีว่าตนนั้นคือหนึ่งในคนที่ทำให้เหยียนหรานต้องเหนื่อยอยู่แบบนี้ หลานหลินอ๋องลุกขึ้นและฉวยเอาทุกอย่างที่เหยียนหรานกำลังถือมาถือไว้เอง ในเมื่อย้อนเวลากลับไม่ได้ต่อจากนี้เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น เรื่องในอดีตลบล้างไม่ได้ แต่เขาสร้างเรื่องราวต่อจากนี้ให้ดีกว่าเดิมได้“จะทำอะไร”“เอาไปล้าง”“ไม่ต้อง ข้าทำเอง”“เมื่อก่อนข้าก็ทำ เจ้าน่ะพักบ้างก็ได้ มั่งมีเงินทองกว่า
หลานหลินอ๋องหอบกาน้ำชามาด้านหลังบ้านพักของเหยียนหรานแต่กระนั้นบุรุษร่างสูงก็เกือบจะทำกาน้ำชาที่หวงสุดชีวิตหล่นแตกเมื่อสตรีเจ้าของบ้านยืนกอดอกตีหน้าดุมองเขาอย่างไม่วางตา“คือ... เอ่อ...”“หลบอะไรมา”“เปล่า คือ... จะเอากาน้ำชามาคืน” เมื่อหลบไม่ได้หนีไม่พ้น ผู้ร้ายก็จำยอมส่งคืนของรักของหวงกลับคืนสู่เจ้าของที่ดูจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด เพียงรับกาน้ำชาเอาไว้และส่งกาใหม่มาให้เท่านั้น“มีแขกไม่ใช่หรือ น้ำชายังไม่หมดกาจะส่งแขกได้อย่างไร”หลานหลินอ๋องเบิกตากว้าง เหยียนหรานไม่ได้ใจกว้างเขาทราบดี ฉะนั้นบัดนี้นางคงคิดสิ่งใดอยู่เป็นแน่... แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามหรือใคร่ครวญให้ถ้วนถี่กาน้ำชาร้อน ๆ ก็ถูกยัดใส่มือของหลานหลินอ๋องที่เอาแต่ครุ่นคิด ร่างสูงสะดุ้งจนเกือบจะทำกาน้ำชาตกพื้นแต่เสียงเล็ก ๆ ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง“หากเจ้าทำกาข้าแตกก็อย่าหวังมาเหยียบที่นี่อีก! ”หลานหลินอ๋องพลันตั้งสติได้โดยพลัน ร่างสูงที่ลนลานเมื่อครู่บัดนี้ตัวตรงเฉกเช่นทหารที่กำลังถูกแม่ทัพตรวจแถวอยู่ก็มิปาน ก่อนจะเดินออกไปเชื้อเชิญให้แขกที่ไล่ส่งเมื่อครู่นี้ให้ดื่มชาให้หมดกา...“อะไรของเจ้าต้าเหลียน เจ้าทำงานหนักไปกระมังจึงได้เลอะเ
“เล่ามาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้เลยท่านอ๋อง ท่านมาที่นี่ได้ไม่กี่เดือนมีลูกโตขนาดนี้เชียวหรือ”หลานหลินอ๋องมองบุรุษช่างสงสัยอย่างปลงตกก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างให้หนึ่งในสหายที่ควบตำแหน่งกุนซือในกองทัพของตนได้รับรู้ และเมื่อได้รับฟังทุกอย่างสายตาของหวงเหวินก็แปรเปลี่ยนไป นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นตลอดเวลากลายเป็นเคียดแค้นขึ้นมาเสียดื้อ ๆ“เจ้าเพียงพอนเหลืองนั่นกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” หวงเหวินเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราด บุรุษบนบัลลังก์มังกรผู้นั้นในสายตาของเขาก็เป็นได้แค่เพียงพอนเหลืองลักของกินตาบ้านเรือนไร้ประโยชน์สิ้นดี“ที่เรียกมาก็จะไหว้วานให้นำชื่อเหยียนหรานกับเหยียนเฟิงเข้าสาแหรกตระกูลให้ เพราะข้าคงไม่ได้เข้าไปเมืองหลวงอีกนาน”“ได้ ข้าจะจัดการให้... ว่าแต่จะเอาชื่อนางเข้าสาแหรกตระกูลนางรับรู้แล้วหรือ” เรื่องที่จางต้าเหลียนไหว้วานไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง แต่เรื่องที่หวงเหวินตั้งข้อสงสัยคือสตรีที่กำลังถูกนำชื่อเข้าสาแหรกตระกูลจาง แม้ยามสิ้นลมหายใจต้องฝังเคียงคู่กับจางต้าเหลียนในสุสานประตำตระกูลนั้นทราบหรือยัง“หากไม่มีชื่อนางแล้วจะเขียนชื่ออาเฟิงลงไปได้อย่างไร ลูกข้าไม่ได้ลอยน้ำ
เช้าตรู่ของวันใหม่หลานหลินอ๋องก็มานั่งดื่มชากินซาลาเปากับบุตรชายคล้ายกับกิจวัตร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วหลานหลินอ๋องต้องใจมาหามารดาของบุตรชายเสียมากกว่า แต่ก็ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายจนพานทำให้นางรำคาญเข้าจึงเอาบุตรมาบังหน้า สั่งซาลาเปาจากร้านข้าง ๆ แล้วมานั่งดื่มชาที่เหยียนหรานหวงนักหวงนาแบบนี้“อาเฟิง ทำไมอาเหนียงถึงหวงน้ำชากานี้นัก”“ราคาสูงขอรับ... ชาชั้นดีจากต่างเมืองเชียว อาเหนียงเอาไว้ดื่มเองไม่เคยให้ใครดื่มเลย นี่เฟิงเฟิงต้องแอบเอามาให้อาเตี่ยเลยนะ”หลานหลินอ๋องคลึงจอกน้ำชาที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกก็ยอมรับว่ารสชาติดีเสียยิ่งกว่าชาในวังของตนเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหยียนหรานถึงได้หวงเป็นนักหลานหลินอ๋องวางจอกน้ำชาหันไปสนใจซาลาเปาลูกกลม หวนนึกถึงเหยียนหรานตอนทำซาลาเปาขาย และเขาเองก็กลายเป็นลูกมือของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ซาลาเปานี่เหมือนที่อาเหนียงเคยทำเลย”“เป็นสูตรของอาเหนียง อาเหนียงให้ท่านอาซือเยว่เป็นคนขายโดยไม่เอากำไรเลย เพราะท่านอาซือเยว่ช่วยเหลืออาเหนียงมาตั้งแต่เฟิงเฟิงอยู่ในท้องอาเหนียง”หลานหลินอ๋องฟังในสิ่งที่เหยียนเฟิงกล่าวออกมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะกร











![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)