Masukคะนึงนิจฝันถึง “ชาติก่อน” อีกครั้ง...
ในความฝันนั้น เธอเห็นภาคินทร์ ลูกชายของเธอ กำลังร้องไห้อยู่ข้างศพของตัวเธอเองที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว หลังจากวันที่เธอเสียชีวิตได้เกือบสองสัปดาห์ ภาคินทร์ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ แจ้งข่าวการเสียชีวิตของแม่ให้ทราบ เขารู้สึกเหมือนโลกแตกสลายเมื่อได้รับข่าว ภาคินทร์โทษตัวเองที่ไม่ดูแลแม่ให้ดี ครั้งก่อนที่เขานัดว่าจะมาหาแม่นั้น เพียงคืนก่อนหน้าวันนัด เขายังตั้งใจว่าจะมาหาและจะได้มีเวลาอยู่กับแม่ทั้งวันทั้งคืน แต่แล้วก็พบว่า สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเรียกตัวให้เขาเข้าประชุมด่วน เพราะมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข เขาจึงส่งข้อความทางไลน์บอกเลื่อนนัดแม่แทน โดยไม่ทันเอะใจว่า แท้จริงแล้ว แม่ของเขาไม่ได้อ่านข้อความนั้น เนื่องจากเขารู้ดีว่าแม่ไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มือถือ
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบสองสัปดาห์ เพื่อนบ้านเริ่มสงสัยเพราะไม่เห็นคะนึงนิจออกจากบ้านเลย อีกทั้งตอนกลางคืนก็ไม่เคยเห็นแสงไฟส่องลอดหน้าต่างออกมา จนในที่สุด พวกเขาตัดสินใจแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ จึงพบความจริงอันน่าสะเทือนใจ เธอเสียชีวิตไปแล้วจากการพลัดตกบันไดในบ้าน ศพของเธอเริ่มเน่าเปื่อย ท่ามกลางความเงียบงันที่ยาวนาน
ฝันถัดไป....เธอสวมชุดคลุมท้องสีชมพูอ่อน ก้าวเข้าสำนักงานของ “ภูวินทร์” สามีผู้เป็นเจ้าของบริษัท หลังจากเพิ่งไปดูโรงเรียนอนุบาลให้ลูกชายที่ทั้งคู่ตั้งใจจะส่งเข้าเรียนเมื่ออายุครบสามขวบ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้โลกนอกบ้านและมีสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน
เธอแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่เห็น “จันทร์รวี” เลขานุการส่วนตัวของภูวินทร์ซึ่งควรจะอยู่หน้าห้องตามปกติ จันทร์รวีนั้นเป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยและยังเป็นหลานรหัสที่เธอเองเป็นคนแนะนำเข้ามาทำงานกับสามีของเธอเมื่อเกือบสองปีก่อน หลังจากรุ่นน้องโทรมาขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เพราะต้องลาออกจากที่ทำงานเก่า อันเนื่องจากถูกเจ้านายลวนลาม และยังถูกภรรยาของเจ้านายตามมาอาละวาดจนไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้
คะนึงนิจผลักประตูห้องทำงานของสามีเข้าไป เสียงกระซิบกระซาบที่ลอดออกมาก่อนหน้านั้นพลันชัดเจนขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบแทบถล่มลงมา ภูวินทร์กำลังกอดจันทร์รวีไว้แนบแน่น ริมฝีปากแนบซอกคออย่างเร่าร้อน
“กรี๊ด! พี่นิจ! พี่อย่าเข้าใจผิดนะคะ!” จันทร์รวีร้องเสียงหลงเมื่อหันมาเจอเธอที่ยืนตะลึงอยู่เกือบกลางห้อง
ภูวินทร์สะดุ้ง รีบผละออกแล้วหันมามองภรรยาด้วยแววตาตื่นตระหนก
“นิจ! มาได้ยังไง แล้วลูกล่ะ?”
น้ำตาร้อนผ่าวคลอเบ้า คะนึงนิจถามเสียงสั่น
“พี่ภูกับจันทร์...มีอะไรกันมานานแค่ไหนแล้ว ทำไมถึงทำกับนิจแบบนี้?”
เธอหันไปมองรุ่นน้องที่เคยเอ็นดูแทบจะเหมือนน้องสาวแท้ ๆ “แล้วเธอล่ะจันทร์...ทำไมถึงหักหลังพี่ได้ลงคอ”
หัวใจเธอแทบแตกสลาย คนที่เธอรักที่สุด และคนที่เธอไว้ใจที่สุด กลับทรยศซ้ำเติมอย่างไม่อายฟ้าอายดิน
คะนึงนิจวิ่งถลาออกจากห้อง ภูวินทร์รีบวิ่งตามมาติด ๆ เธอกดปุ่มลิฟต์อย่างร้อนรน แต่เมื่อเห็นว่ามันมาช้าเกินไป เธอตัดสินใจกระโจนเข้าไปในบันไดหนีไฟแทน
“นิจ! ฟังพี่ก่อน!” ภูวินทร์คว้าแขนเธอไว้ทันขณะที่เธอกำลังจะก้าวลง แต่คะนึงนิจสะบัดอย่างแรงเพื่อดิ้นหนี แขนที่ถูกกระชากออกอย่างแรงทำให้เธอเสียหลัก เท้าพลิก ร่างทั้งร่างกลิ้งตกลงบันไดอย่างรุนแรง
ความเจ็บปวดแล่นบาดกลางท้อง ร้าวไปถึงช่วงล่าง เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง
…
คะนึงนิจผวาสะดุ้งตื่น หอบหายใจแรงเหมือนเพิ่งกลับจากความตาย
เธอไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง กลัวจะถูกมองว่าเพ้อเจ้อ หรือเสียสติ แต่เธอรู้ดีในใจว่านี่ไม่ใช่ฝันธรรมดา หากคือความทรงจำจากชาติที่แล้ว เพราะเธอ “เคยตายมาแล้ว” ครั้งหนึ่ง และนี่คือโอกาสครั้งที่สอง ที่ฟ้าส่งเธอย้อนเวลากลับมายังช่วงที่ยังสาว ก่อนที่เธอจะพลาดชักนำ “มือที่สาม” เข้ามาทำลายชีวิตแต่งงานด้วยตัวเอง
คะนึงนิจทอดสายตามองรอบห้องนอนของลูกชายวัยเกือบหนึ่งขวบซึ่งกำลังหลับสนิทข้างกายเธอ มือบางค่อย ๆ ลูบไล้ผนังด้านข้าง สัมผัสกับความเรียบลื่นเย็นสบาย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อซึมซับบรรยากาศบ้านหลังนี้ บ้านที่เธอเฝ้านึกถึงมาตลอดกว่าสามสิบปีในชาติภพก่อน ตั้งแต่วันที่มันยังเป็นเพียงที่ดินเปล่า วันที่เริ่มถมดิน ตอกเสาเข็ม จนค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นเป็นบ้านในฝันที่เธอกับภูวินทร์ร่วมออกแบบกับสถาปนิก ทุกอิฐทุกเสา ล้วนสอดแทรกด้วยความทรงจำอันอบอุ่นของเธอกับภูวินทร์ และเสียงหัวเราะใส ๆ ของลูกชาย จนกระทั่งเมื่อเขาอายุได้เกือบสามขวบ เธอและลูกก็จำต้องพรากจากบ้านแสนรักและอบอุ่นหลังนี้ไป
เธอเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพ่อกับแม่ตลอดช่วงชีวิตของแม่ พ่อของเธอมักจะต้องโยกย้ายที่ทำงานตามคำสั่ง ส่วนแม่ของเธอเป็นแม่บ้านเต็มตัว คอยดูแลเธอตั้งแต่ลืมตาดูโลก แม่ยอมสละอาชีพการงานที่กำลังเติบโตเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการเลี้ยงดูเธอและน้องชาย ในขณะที่พ่อก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนได้ตำแหน่งใหญ่โต
ทว่าทุกครั้งที่ย้ายไปทำงานในที่ใหม่ ๆ พ่อกลับมีพฤติกรรมเจ้าชู้ มีผู้หญิงอื่นอยู่แทบทุกตำบลทุกอำเภอ แม่จึงต้องคอยตามราวี คอยติดตามพ่อที่ออกไป “หาเศษหาเลย” นอกบ้านอยู่เสมอ คะนึงนิจเองก็มักจะสงสัยอยู่ลึก ๆ ว่า หากพ่อไม่ได้รักแม่แล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยให้แม่เป็นอิสระ ไม่ยอมปลดปล่อยหรือหย่าให้แม่ได้มีชีวิตใหม่
พ่อกลับเหมือนเด็กเกเรที่ชอบก่อเรื่องให้แม่ไม่สบายใจไม่รู้จบ จนท้ายที่สุด แม่ของเธอก็ตรอมใจเสียชีวิตเมื่อคะนึงนิจอายุเพียง 15 ปี บางทีอาจเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะตามราวีพ่อ หรือไม่ก็เพราะหมดกำลังใจที่จะอยู่ต่อในโลกใบนี้แล้ว
เธอมักเกิดคำถามในใจอยู่เสมอเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานของพ่อแม่กับสิ่งที่พ่อทำต่อแม่ ความหลายใจ ความเจ้าชู้ และการที่แม่ต้องคอยตามราวี จับผิดเรื่องชู้สาว เรื่องเมียน้อยไม่รู้จบ สิ่งเหล่านั้นทำให้คะนึงนิจทั้งเศร้าและเจ็บปวด จนตั้งมั่นกับตัวเองว่า ชีวิตของเธอจะต้องไม่ซ้ำรอยพ่อแม่ เธอจะเลือกผู้ชายที่รักเดียวใจเดียว ร่วมสร้างครอบครัวที่อบอุ่น มีพร้อมทั้งลูกชายและลูกสาว และใช้ชีวิตคู่กับสามีไปจนวันตาย
แต่ความจริงกลับไม่เป็นดังฝัน ภูวินทร์ ชายหนุ่มที่เธอคบหามาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย หลังดูใจกันอยู่นานถึงห้าปี เธอจึงตัดสินใจแต่งงานและเริ่มต้นชีวิตคู่กับเขา เมื่อเธอตั้งครรภ์ คะนึงนิจยอมลาออกจากงานซึ่งเธอกำลังดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ปล่อยให้สามีมีเวลาและพลังทั้งหมดไปทุ่มเทกับการสร้างธุรกิจ ที่เริ่มต้นจากบริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ก่อนค่อย ๆ เติบโตเป็นบริษัทที่มั่นคงทีละก้าว เธอเลือกเป็น “ช้างเท้าหลัง” ที่คอยดูแลบ้านและครอบครัว เพื่อให้ภูวินทร์ไร้กังวล เธอไม่เคยจับผิด ไม่เคยระแวง และมอบความเชื่อใจให้เขาเต็มหัวใจ
ทว่ากาลเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ความรักที่เคยมั่นคงกลับสั่นคลอน และความไว้ใจของเธอก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น
วันที่เธอสูญเสียลูกสาวในครรภ์ที่มีอายุครรภ์เพียงสี่เดือนเศษจากอุบัติเหตุตกบันไดเป็นวันเดียวกับที่เธอพบภาพบาดตา ภูวินทร์กำลังกอดผู้หญิงคนนั้น คนที่เธอดึงเข้ามาใกล้ชิดกับสามีของเธอเองด้วยความหวังดี บาดแผลในใจครั้งนี้ทำให้คะนึงนิจตัดสินใจหย่าขาดจากภูวินทร์ พร้อมขอสิทธิ์เลี้ยงดูลูกชายแต่เพียงผู้เดียว ด้วยความหยิ่งทะนง เธอไม่รับค่าเลี้ยงดูใด ๆ และย้ายออกจากบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรังอุ่นของครอบครัว
โชคดีที่เธอยังมีป้า พี่สาวของแม่ คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือมาตลอด อีกทั้งยังมีน้องชายที่เพิ่งจบการศึกษาและเริ่มทำงานได้ไม่นาน คะนึงนิจจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เธอกลับมาทำงานเต็มตัว รับทุกงานที่พอจะทำได้ ไม่ว่าจะหนักหรือเหนื่อยเพียงใด เพื่อแลกกับรายได้ที่จะเลี้ยงดูภาคินทร์ ลูกชายคนเดียวที่เป็นดั่งลมหายใจของเธอ
บ่อยครั้งที่เธอต้องทำงานจนดึกดื่น บางคืนลากยาวถึงตีสองตีสาม เพียงเพราะไม่อยากให้ลูกต้องขาดสิ่งใดในชีวิต เธออดทนทุกอย่าง ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก เพียงเพื่อเห็นรอยยิ้มของลูกชาย
เธอหลีกเลี่ยงการมีครอบครัวใหม่ ไม่ว่าจะมีแม่สื่อแม่ชักคอยแนะนำผู้ชายดี ๆ ให้ เพื่อให้เธอกับลูกมีที่พึ่งพิงก็ตาม ในการทำงาน เธอพบเจอผู้คนมากมาย และมักมีชายหนุ่มทั้งที่แต่งงานแล้วและยังโสดเข้ามาเกี้ยวพาราสี แต่คะนึงนิจกลับปฏิเสธและปิดโอกาสในการคบหาผู้ชายคนใหม่อยู่เสมอ เพราะเธอคำนึงถึงลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เธอคิดว่า ถ้าได้พบผู้ชายที่ดีและรักลูกของเธอด้วย ก็ถือว่าเป็นโชคดี เหมือนถูกรางวัลลอตเตอรี่ แต่หากโชคร้ายไปพบคนไม่ดี ที่อาจทำร้ายลูกของเธอ ลูกก็จะตกอยู่ในอันตราย ดังเช่นข่าวที่มักเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าพ่อเลี้ยงทำร้ายลูกเลี้ยงจนบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต
นอกจากนี้ หากเธอมีสามีใหม่และมีลูกคนใหม่ขึ้นมา ภาคินทร์ ลูกชายของเธอกับสามีเก่า อาจรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก และเกิดปมในใจที่ติดตัวไปตลอดชีวิต
เมื่อภาคินทร์เติบโตขึ้น เขาก็กลายเป็นชายหนุ่มที่ขยันและมุ่งมั่น เขาทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะของตัวเอง จนบางครั้งความห่างเหินค่อย ๆ แทรกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ทว่าคะนึงนิจยังคงอุ่นใจเสมอ เพราะแม้ลูกจะยุ่งเพียงใด เขาก็ยังหาเวลาแวะมาเยี่ยมทุกสองถึงสามเดือน แม้ในวันที่มีครอบครัวของตัวเองแล้วก็ตาม
คะนึงนิจยังคงยืนยันที่จะอยู่ในบ้านหลังเก่า บ้านที่เธอกับลูกเติบโตมา ขณะที่ภาคินทร์จำเป็นต้องย้ายไปอยู่คอนโดใจกลางเมือง เพื่อความสะดวกของภรรยาในการทำงาน และเพื่อให้ลูกน้อยได้เรียนในโรงเรียนชื่อดัง
แม้คะนึงนิจจะจากโลกนี้ไปด้วยความโล่งใจที่ได้เห็นลูกชายเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และกำลังสร้างครอบครัวที่อบอุ่นดังที่เธอเคยฝัน แต่ลึกลงไปในใจ เธอยังคงมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจมอบชีวิตที่สมบูรณ์แก่ลูกได้
ภาคินทร์ต้องเติบโตโดยปราศจากการสนับสนุนจากพ่อ ขณะที่อดีตสามีของเธอกลับก้าวหน้าในเส้นทางธุรกิจ จนสร้างบริษัทเทคโนโลยีให้กลายเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำของประเทศ เขาแต่งงานใหม่กับผู้หญิงคนนั้น และมีลูกชายอีกคนไว้สืบสกุล ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ความสะดวกสบาย และรอยยิ้มที่ไม่เคยหวนกลับมาทางเธอและลูกอีกเลย
ในทางกลับกัน ภาคินทร์ ลูกชายของเธอ ต้องพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาทำงานหนักเพื่อยืนหยัดบนลำแข้ง เพราะแม่ไม่มีสมบัติพัสถานใด ๆ จะส่งต่อ ไม่มีเส้นสาย ไม่มีทุนทรัพย์ มีเพียงความรักและแรงใจที่มอบให้เขาอย่างหมดหัวใจเท่านั้น
และนั่นเอง...คือสิ่งที่คะนึงนิจไม่เคยปล่อยวางได้ตลอดชีวิต...ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจมอบชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ลูกชาย ความค้างคาในใจที่ตามหลอกหลอนเธอ แม้ในยามลมหายใจสุดท้าย
ขณะนี้ ในชาติใหม่ที่เธอกลับมา ลูกชายของเธอมีอายุเกือบหนึ่งขวบ เป็นช่วงเวลาก่อนที่เธอจะชักนำผู้หญิงคนนั้นเข้ามาเป็นเลขาฯ ของภูวินทร์ คะนึงนิจครุ่นคิดหนัก หาหนทางที่จะรับมือและป้องกันไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายซ้ำรอยดังเก่าเหมือนในอดีตชาติ
แก้วเดินกลับเข้ามาในวงสนทนาหลังจากเข้าห้องน้ำ เสียงหัวเราะและบรรยากาศอบอุ่นยังคงคละคลุ้งอยู่รอบโต๊ะ หนุ่ยนั่งอยู่ข้างที่นั่งของเธอ หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะนั่งลงตามเดิมอย่างสงบเสงี่ยม“คุยอะไรกันอยู่คะ?” แก้วเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นทุกคนดูอารมณ์ดี“ภูกับนิจจะมีลูกสาวน่ะสิ พวกเราเลยดีใจกันใหญ่เลย” แม่ของแก้วพูดขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ว้าว ดีจังเลยค่ะ น้องคินจะมีน้องสาวแล้ว!” แก้วหันไปทางเด็กน้อยที่นั่งบนตักของภูวินทร์ เด็กชายกำลังจดจ่ออยู่กับรถของเล่นคันเล็กในมือ“คินจะมีน้องสาว...รักน้อง!”เสียงใส ๆ ของภาคินทร์ทำให้ทุกคนหัวเราะเบา ๆ เด็กน้อยยื่นมือไปลูบท้องของแม่อย่างทะนุถนอมคะนึงนิจลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู ความอบอุ่นเอ่อท้นอยู่ในหัวใจของเธอ เธอดีใจเหลือเกิน ที่ในชาตินี้ ลูกสาวของเธอกลับมาหาอีกครั้ง ลูกสาวที่เธอเคยคิดถึงและโหยหามาตลอดเวลาในชาติก่อนภาพความทรงจำเมื่อวานแวบเข้ามาในความคิด วันที่เธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล“ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่...ลูกในท้องเป็นผู้หญิงค่ะ”เสียงของคุณหมอคนเดิมที่เคยดูแลเธอตอนตั้งครรภ์ภาคินทร์เอ่ยด้ว
หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาว จูงมือเด็กชายวัยสามขวบเดินเล่นอย่างช้า ๆ บนสนามหญ้าหน้าบ้าน อากาศยามเช้าเริ่มเย็นลง เป็นสัญญาณของฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนคะนึงนิจเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดยามสายเริ่มทอแรงขึ้นตามกาลเวลา“น้องคินคะ เราขึ้นบ้านกันเถอะ เดี๋ยววันนี้เราจะไปดูโรงเรียนของลูกกันนะคะ”เสียงของหญิงสาวอ่อนโยนและชัดเจน เอ่ยช้า ๆ อย่างใจเย็นกับลูกชายตัวน้อย ที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจประโยคซับซ้อนยาว ๆ ของผู้ใหญ่ได้มากขึ้นแล้ว“คินจะไปโรงเรียน”เสียงเล็ก ๆ ของภาคินทร์เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาใสแจ๋วเต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เดินตามมือแม่ขึ้นไปยังตัวบ้านอย่างว่าง่าย“พี่กำลังจะลงไปตามพอดีเลย”เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังขึ้นจากบันได ภูวินทร์ในชุดลำลองสีน้ำเงินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอกอย่างอ่อนโยน“นิจต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมอีกไหม เดี๋ยวพี่เล่นกับลูกต่อให้”“มีเอกสารโรงเรียนกับสมุดสุขภาพของโรงพยาบาลที่นิจวางไว้ในห้องนอนค่ะ แล้วก็...ขอขึ้นไปเปลี่ยนชุดนิดนึง อยากใส่กางเกง จะได้เดินสะดวกขึ้นค่ะ”ภูวินทร์พยักหน้าเบา ๆ “เดี๋ยวพี่พานิจขึ้นไปเองดีกว่
ในห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แสงไฟนวลซีดส่องสลัวอยู่เหนือเตียงคนไข้หลายเตียง เสียงเครื่องช่วยหายใจและเสียงฝีเท้าเจ้าหน้าที่ดังแผ่วเบาเป็นระยะบนเตียงมุมห้อง หญิงสาวร่างผอมซีดผู้มีใบหน้าเสียโฉมครึ่งหนึ่งนอนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ผ้าห่มสีเทาเก่า เธอพลิกตัวไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเรื่อเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง“ภูวินทร์...เขาเป็นของฉัน...” เธอพึมพำเสียงพร่า “…นังนิจ แกแย่งผัวฉันไป...”จันทร์รวีเหม่อมองเพดานเหมือนหลงอยู่ในภวังค์ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงหรือความฝัน ตั้งแต่วันที่เธอขับรถพุ่งชน ภูวินทร์ ภาพฝันเดิมก็หลอกหลอนเธอทุกคืน ฝันว่าเธอได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านใหญ่หรูหรา มีภูวินทร์อยู่เคียงข้าง และมีลูกชายตัวน้อยเรียกเธอว่า “แม่”ความฝันนั้นงดงามจนเธอเริ่มเชื่อว่ามันคือความจริง เธอต่างหากที่เป็นภรรยาของภูวินทร์ เป็นเจ้าของชีวิตและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ของคะนึงนิจ“เขาเป็นของฉัน เขาต้องเป็นของฉันคนเดียว” จันทร์รวีเริ่มตะโกนซ้ำ ๆ ก่อนเสียงกรีดร้องจะดังลั่นทั่วห้อง ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ตื่นตกใจร้องเรียกพยาบาลกันระงมเจ้าหน้าที่รีบกรูเข้ามาควบคุมตัวเธอ จันทร์รวีย
คะนึงนิจเช็ดมือและแขนของชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างแผ่วเบา เขายังไม่ฟื้นเลย...แม้เวลาจะผ่านไปถึงสามวันแล้ว นับจากที่ถูกย้ายออกมาจากห้องไอซียูหลังจากอุบัติเหตุในเย็นวันนั้น รถพยาบาลนำตัวภูวินทร์ส่งถึงโรงพยาบาลในเวลาไม่นาน แพทย์ฉุกเฉินรีบพาเขาเข้าห้องผ่าตัดทันที ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงหักหนึ่งซี่ ขาขวาหัก และที่ร้ายแรงที่สุดคืออาการเลือดคั่งในสมองการผ่าตัดใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าคุณหมอจะออกมาแจ้งผล คะนึงนิจนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดแทบไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย ภูวินทร์ถูกย้ายเข้าห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องนานถึงหนึ่งสัปดาห์จากนั้น เขาจึงถูกย้ายมาพักฟื้นในห้องผู้ป่วยทั่วไป ทว่า...เขากลับยังไม่รู้สึกตัวเลยจนถึงตอนนี้คะนึงนิจเฝ้าอยู่ข้างเตียงแทบตลอดเวลา ไม่ยอมกลับบ้านเลยแม้แต่วันเดียว หนุ่ยกับป้าสร้อยจะผลัดกันมาเยี่ยมในช่วงเช้า โดยจะพาภาคินทร์มาด้วย เด็กน้อยเรียกร้องหาพ่อกับแม่ทุกวันทุกครั้งที่ลูกชายเข้ามาในห้อง เขาจะนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างเตียง จับมือพ่อไว้แน่นด้วยแววตาเศร้าสร้อยเกินวัย แล้วเอ่ยเสียงเบา ๆ ว่า“พ่อ..
คะนึงนิจเปิดประตูห้องทำงานของภูวินทร์เบา ๆ แสงในห้องสลัวจนแทบมองไม่เห็น เธอมองเห็นร่างของชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ภาพความอ่อนล้าในแววตาเขาแวบขึ้นมาในใจของเธอแม้เขาจะยิ้มแย้มทักทายลูกน้อยที่ยืนรออยู่หน้าบ้านอย่างอารมณ์ดี แต่คะนึงนิจรู้ดีว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ ตลอดมื้อเย็น เขาแทบไม่ได้พูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงความเหม่อลอยและเงียบงันที่ดูผิดปกติ“ทำไมไม่เปิดไฟห้องล่ะคะ?” เธอเอ่ยขึ้น พลางก้าวเข้าไปเปิดสวิตช์จนห้องสว่างจ้าแสงไฟทำให้ภูวินทร์หยีตาเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองภรรยา แววตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและความเหนื่อยล้าอย่างคนที่กำลังแบกรับบางสิ่งไว้เงียบ ๆเมื่อคะนึงนิจเดินเข้าใกล้ เขาโผเข้ากอดเอวเธอแน่น ซบหน้าลงกับลำตัวของเธออย่างหมดเรี่ยวแรงหญิงสาวยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อ สัมผัสเช่นนี้ เธอไม่ได้รับมานานจนแทบจำไม่ได้“ขอพี่กอดนิจ...สักครู่เถอะ” เสียงของภูวินทร์แผ่วเบา แฝงแววเว้าวอน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนซบหน้ากลับลงอีกครั้งแน่นขึ้นกว่าเดิมคะนึงนิจยืนนิ่ง มองเส้นผมหยักศกของเขาที่เหมือนกับผมของลูกชายเธอซบอยู่ที่ตัวเธอ เธอทำตัวไม่ถูก แต่เ
เช้านี้อากาศสดใส แดดอ่อน ๆ ยามสายทอดลงบนสนามหญ้าหน้าบ้านชายหนุ่มเดินจูงมือลูกน้อยออกมาเดินเล่นในสวนหลังมื้อเช้าอย่างสบายใจ วันนี้เขาไม่มีธุระเร่งด่วนที่บริษัท เดิมทีตั้งใจจะพักทั้งวันอยู่กับลูกให้เต็มที่แต่ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์จาก ภารดี น้องสาวแท้ ๆ ก็ดังขึ้น เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนและขอให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงบ่าย เขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนหลังวางสาย ภูวินทร์สั่งให้วิทยาเตรียมเอกสารและจัดการประชุมไว้ในช่วงบ่าย เขาจึงมีเวลาเล่นกับลูกช่วงเช้า ก่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เขาคาดไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นภูวินทร์จับมือลูกชายตัวน้อยที่สวมเสื้อยืดลายการ์ตูนตัวโปรดกับกางเกงขาสั้นสีแดง ใบหน้าเล็กสดใสอาบแสงแดดยามเช้า ดูน่ารักน่าเอ็นดู เด็กน้อยเงยหน้ามองพ่อ คอยฟังทุกถ้อยคำที่เขาพูด ก่อนจะเลียนเสียงหรือส่งยิ้มตอบกลับอย่างไร้เดียงสา ราวกับเข้าใจทุกอย่างทั้งคู่เดินช้า ๆ รอบแปลงดอกไม้ พลางช่วยกันตัดดอกกุหลาบที่กำลังบานสะพรั่ง เขาสอนลูกให้ระวังหนาม ค่อย ๆ เด็ดออกทีละอันจนเหลือแต่ช่อดอกที่สวยสะอาด“น้องคินเอาดอกไม้ไปให้คุณแม่ซิครับ” ภูวินทร์พูดพลางยื่นกุหลาบสีแดงให้ลูกน้อย เด็กชายพยักหน







