Masukหลินเยวี่ย" ถูกบังคับแต่งงานกับฉีอ๋องจอมโหด แต่สวามีชิงหนีไปรบตั้งแต่คืนเข้าหอ นางจึงฉวยโอกาสใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ เป็นเศรษฐินีน้อยในจวนอย่างแฮปปี้ถึง 2 ปีเต็ม! ทว่าพอเขากลับมาเหตุใดถึง "กิน"เก่งปานนี้!!!
Lihat lebih banyakม่านมุ้งสีปะการังทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ทว่าสงครามรักบนเตียงนอนกลับเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในรูปแบบที่แปลกประหลาดออกไปหลินเยวี่ยเพิ่งจะถูกจับถอดชุดนอนผ้าแพรออกจนเนื้อตัวเปล่าเปลือย นางรีบคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมกายมิดชิดจนถึงคอ หวังจะหลีกลี้หนีภัยจาก 'หมาป่าตะกละ' ทว่าเซียวจิ่นกลับไวกว่า เขารวบผ้าห่มโยนทิ้งไปปลายเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะโถมกายทาบทับลงมา กักขังนางไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้าง"ท่านบอกจะหวีผมให้ข้า แล้วไหงมาจับข้าแก้ผ้าเล่า ไอ้คนปลิ้นปล้อน!" นางแหวเข้าให้ สองมือเล็กดันแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่าของเขาไว้"ข้ากำลังจะทำอย่างอื่นให้เจ้าแทนอย่างไรเล่า" เซียวจิ่นยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์ร้ายกาจแทนที่เขาจะจู่โจมอย่างหนักหน่วงดุดันดั่งเช่นทุกครา คืนนี้แม่ทัพหนุ่มกลับนึกสนุก ปลายจมูกโด่งสันกดลงบนซอกคอหอมกรุ่น ก่อนจะใช้หนวดเคราสากๆ ที่เพิ่งขึ้นไรๆ ถูไถไปตามลาดไหล่เนียนและลำคอระหงของนางอย่างจงใจ"อ๊ะ... ฮ่าๆๆ! สวามี! ยะ... อย่าทำแบบนี้ ข้าจั๊กจี้!"หลินเยวี่ยสะดุ้งเฮือก หดคอหนีสัมผัสสากระคายนั้นพลางหัวเราะเสียงหลง นางดิ้นขลุกขลักไปมาอยู่ใต้ร่างใหญ่โต ทว่ายิ่งดิ้น เ
ยามรัตติกาลมาเยือน บรรยากาศภายในห้องนอนเรือนหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกำจายของกำยานดอกกุ้ยฮวา แสงเทียนสลัววูบไหวทอดเงาของคนสองคนให้ซ้อนทับกันอยู่บนฉากกั้นไม้แกะสลักหลินเยวี่ยในชุดนอนผ้าแพรสีขาวเนื้อนุ่ม นั่งทอดลุ่ยอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โดยมีร่างสูงกำยำของเซียวจิ่นยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังมือแกร่งที่เคยกรำศึกจับแต่ดาบและทวน บัดนี้กำลังถือหวีไม้หอมสลักลาย มังกรคู่หงส์ ค่อยๆ สางเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายเต็มแผ่นหลังของภรรยาอย่างเบามือและเชื่องช้าที่สุด ราวกับกลัวว่าเส้นผมของนางจะขาดร่วงแม้แต่เส้นเดียว ท่วงท่าอันทะนุถนอมนี้ช่างขัดกับฉายา ‘จอมมารหน้าผี’ ของเขาอย่างสิ้นเชิง"สวามี ท่านหวีผมให้ข้าจนข้าจะเคลิ้มหลับคาโต๊ะเครื่องแป้งอยู่แล้วนะ" หลินเยวี่ยพึมพำเสียงงัวเงีย มองสบตากับเขาผ่านคันฉ่องเซียวจิ่นระบายยิ้มบางเบา วางหวีไม้หอมลงบนโต๊ะ ก่อนจะรวบปอยผมของนางขึ้นมาจรดริมฝีปากจุมพิตอย่างแสนรัก"เยวี่ยเอ๋อร์..." จู่ๆ น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มก็จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย แววตาที่มองสะท้อนในคันฉ่องแฝงไปด้วยความใคร่รู้ระคนเจ็บปวดแทนสตรีตรงหน้า "ตอนกลางวัน เจ้าบอกว่าชีวิตในฐานะลูกอนุที่จวนราชครูนั
สายลมเอื่อยๆ ในยามบ่ายพัดผ่านเรือนหลังของจวนฉีอ๋อง นำพากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่เพิ่งผลิดอกบานสะพรั่งมาเตะจมูก บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นผิดกับความวุ่นวายในเมืองหลวงใต้ต้นอู๋ถงต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา หลินเยวี่ย ในชุดกระโปรงผ้าไหมพลิ้วไหวสีกลีบบัว กำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนชิงช้าไม้กระดานแผ่นหนา โดยมีร่างสูงใหญ่ของ เซียวจิ่น ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มือแกร่งที่เคยใช้กุมดาบฟาดฟันศัตรู บัดนี้กำลังออกแรงผลักชิงช้าให้สตรีอันเป็นที่รักอย่างเบามือและทะนุถนอม"สูงอีกนิดสิสวามี ข้าอยากปลิวไปแตะใบไม้ตรงนั้น!" หลินเยวี่ยหัวเราะเสียงใส อารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อได้ออกมาสูดอากาศนอกห้องนอน หลังจากถูกเขากักขังไว้บนเตียงมาหลายวัน"ไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าตกลงมาเจ็บตัว หมอหลวงเพิ่งจะต้มยาบำรุงร่างกายให้เจ้าดื่มไปเมื่อเช้า ลืมแล้วหรือไร" เซียวจิ่นเอ็ดเบาๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มกว้าง ดวงตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ บนชิงช้าด้วยความรักใคร่สุดหัวใจทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อพ่อบ้านสวีเดินค้อมตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับจดหมายเทียบเชิญสีเลือดหมูประทับตราทองคำในมือ"เรียนท่านอ๋อง พระชายา... มีเ
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่ความลับจะแตกกลางบ่อน้ำพุร้อน...ณ มุมลับตาคนหลังกำแพงเรือนร้างของจวนฉีอ๋อง ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘อาเยวี่ย’ (ญาติผู้น้อยจวนราชครูผู้ถูกลืม) และ ‘อาจิ่น’ (องครักษ์ปลายแถวผู้แสนยากจน) ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด... และประหลาดล้ำจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น 'สหายร่วมสาบาน'ควันไฟสายเล็กๆ ลอยกรุ่นขึ้นจากเตาถ่านชั่วคราวที่ก่อขึ้นจากก้อนหิน บนนั้นมีไม้เสียบ ‘ปลาคาร์ปหยก’ ลายจุดสีทองราคาตัวละร้อยตำลึง (ที่แอบตกมาจากสระหน้าเรือนท่านอ๋อง) กำลังถูกย่างจนส่งกลิ่นหอมฉุยหลินเยวี่ยในชุดสาวใช้สีมอซอ นั่งยองๆ พลิกไม้ปลาปิ้งอย่างทะมัดทะแมง โดยมีเซียวจิ่นในชุดองครักษ์สีดำสนิท นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆ มือแกร่งถือไหสุราเหมาไถที่เพิ่งไปลอบ ‘ขอยืม’ มาจากห้องเก็บเสบียงของพ่อบ้านสวี"นี่อาจิ่น... ท่านว่าป่านนี้ท่านอ๋องจอมโหดของท่าน จะโดนข้าศึกฟันคอขาดไปหรือยัง?" หลินเยวี่ยฉีกเนื้อปลาหอมกรุ่นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางเปิดฉากนินทาสวามี (ตัวจริง) อย่างออกรสเซียวจิ่นรับปลาอีกครึ่งตัวมาจากมือสตรีข้างกาย กัดกินอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ หันมาผสมโรงนินทาเจ้านาย (ซึ่งก็คือตัวเอง) อย่า
บรรยากาศหน้าห้องทรงอักษรเช้านี้เงียบสงบผิดปกติ ขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าหลบตา ทว่าลอบมองผู้ที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามาด้วยความประหลาดใจจนแทบจะถลนลูกตาออกมานอกเบ้าเซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ผู้มักจะสวมหน้ากากยมทูตและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศรอบตัวเย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง บัดนี้กลับก้าวเดิน
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายเข้ามาในห้องนอนเรือนหลัง ทว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเตากลับไม่อาจซึมซับความสดใสของเช้าวันใหม่ได้เลยแม้แต่น้อย หลินเยวี่ยขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีโสตประสาทคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั้งร่าง ราวกับถูกรถม้าศึกของจวนอ๋อง
ริมฝีปากที่บดเบียดลงมามิได้ให้โอกาสนางได้ตั้งตัว เซียวจิ่นกลืนกินเสียงอุทานของหลินเยวี่ยจนสิ้น รสจูบที่อัดอั้นมาเนิ่นนานทั้งดุดันและหิวโหย ปลายลิ้นร้อนสอดแทรกผ่านไรฟันที่เผยอค้าง เข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำและหยาดน้ำในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ"อื้อ..."หลินเยวี่ยครางประท้วง สองมือเล็กยกขึ้นทุบตีแผงอกก
เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์แผ่รังสีอำมหิตใส่กองฎีกาและแม่ทัพรองที่เรือนหน้า เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เขาหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองและลูกน้องว่า ‘ข้าแค่ไปตรวจตราความเรียบร้อย กลัวสตรีวิปลาสผู้นั้นจะเผาจวนของข้า’ ทว่าในมือกลับถือห่อขนมกุ้ยฮวาจากเหลาอาหารชื่อดังท