LOGINบทที่ 3 ตื้อเด็ก
เช้าวันใหม่ในนครปฐมเริ่มต้นขึ้นอย่างเนิบนาบ แสงแดดอุ่นจัดทอดผ่านร้านรวงริมทางที่เริ่มทยอยเปิดประตูรับอรุณ ทว่าท่ามกลางจังหวะการใช้ชีวิตที่เชื่องช้าของเมืองเก่า กลับมีใครบางคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา หรือแม้แต่ฝีปากกล้าๆ ของเด็กนักศึกษาคนเดิม ‘ลีโอ’ ยังคงยืนปักหลักอยู่ที่เดิม... หน้าร้าน Leo Ink ของเขาเอง ร่างสูงกำยำในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวยืนพิงวงกบประตูไม้ มือหนึ่งถือถุงขนมเจ้าประจำที่บรรจงเลือกมาอย่างดี ส่วนอีกมือยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมปลาบทอดมองไปตามแนวถนนอย่างใจเย็น ราวกับว่าการรอคอยใครบางคนคือภารกิจสำคัญที่สุดของเช้านี้ ไม่นานนัก เงาร่างที่แสนคุ้นตาก็ปรากฏสู่สายตา ไอซ์เดินกึ่งวิ่งมาในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตขาวสะอาดสะอ้านตัดกับเป้สะพายสีดำใบเก่ง เขาก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติ ราวกับตั้งโปรแกรมไว้อย่างดีว่าจะหลีกเลี่ยงการสบตากับสิ่งกีดขวางที่แสนวุ่นวายใจ ทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นหน้าอาณาเขตของร้านสัก ร่างสูงใหญ่ของลีโอก็ขยับกายออกมาขวางทางไว้อย่างนิ่มนวล พร้อมกับยื่นถุงขนมใบเดิมส่งให้เหมือนที่ทำทุกวัน “ไอซ์... วันนี้มีเค้กชาเขียวแบบใหม่ด้วยนะ ลองดูหน่อยไหมครับ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นนุ่มนวลอย่างที่สุด แววตาที่จ้องมองมาสะท้อนความจริงใจจนดูขัดกับรอยสักและมาดขรึมภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไอซ์ชะงักกึกพลางระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนจะแหวใส่แบบไม่เกรงใจ “พี่ยังไม่เบื่ออีกเหรอ? ผมด่าพี่ทุกวัน พี่ยังกล้าโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเหรอวะ!” ลีโอไม่เพียงไม่โกรธ เขากลับยกยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก พลางหัวเราะในลำคออย่างนึกเอ็นดู เขาเอียงคอมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตากวนประสาทเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับของขึ้น “หยุดด่าพี่สักแป๊บได้ไหม... ดุเหมือนหมาเลยนะเราน่ะ” “ไอ้พี่บ้า! พี่มันโรคจิตเหรอวะ!”ไอซ์แทบจะเหวี่ยงเป้สะพายใส่หน้าคนตัวโต ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นวาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ใบหน้าขาวเนียนเห่อแดงซ่านด้วยความโมโหที่ปนเปไปกับความขัดใจ “ด่าก็แล้ว ไล่ก็แล้ว ยังจะตามตื๊ออยู่นั่นแหละ! ถ้าไม่หยุดนะ ผมจะโทรแจ้งตำรวจจริงๆ ด้วย!” “โอเคๆ พี่ไม่กวนแล้ว ใจเย็นๆ ก่อน” ลีโอยกมือขึ้นสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้ แต่ก็ไม่วายยื่นถุงขนมส่งให้ถึงมือ “รับไปเถอะ พี่ซื้อมาให้จริงๆ เดี๋ยวจะไปเรียนสายเอานะ” ไอซ์เม้มปากแน่นจนห่อเลือด สายตาจ้องมองถุงขนมสลับกับหน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้าอย่างชั่งใจ สุดท้ายเขาก็คว้ามันไปอย่างหงุดหงิดพลางกระชากแรงๆ จนถุงพลาสติกส่งเสียงดังกรอบแกรบ ก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ทิ้งไว้เพียงเสียงตะโกนไล่หลังในใจ... และรอยยิ้มกว้างที่ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มร่างยักษ์ ผู้ซึ่งเริ่มจะมองเห็นทางชนะใจ ‘เจ้าของหัวใจ’ ในไม่ช้านี้ ลีโอยืนนิ่งค้างอยู่ในท่วงท่าเดิม สายตาคมปลาบทอดมองตามแผ่นหลังเล็กที่ยังคงเดินจ้ำอ้าวหนีเขาไปอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งร่างของเด็กหนุ่มลับหายไปที่หัวมุมถนน เขาถึงได้ระบายลมหายใจออกมาพรืดใหญ่พลางส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างห้ามไม่อยู่ “ดุจริงๆ เลยเว้ย... เด็กคนนี้” เขางึมงำกับตัวเอง แววตาที่เคยนิ่งขรึมยามอยู่ต่อหน้าลูกค้า บัดนี้กลับพราวระยับไปด้วยความเอ็นดูที่เปี่ยมล้น ลีโอยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง รสขมของคาเฟอีนดูจะหวานละมุนขึ้นมาถนัดตาเพียงเพราะได้เห็นใบหน้าแง่งอนของเจ้าของฉายาเด็กดื้อเมื่อครู่ เขาไม่ได้โกรธที่ถูกด่า ไม่ได้เคืองที่ถูกไล่ เพราะเขารู้ดีว่าภายใต้หน้ากากที่พยายามทำเป็นเก่งและดุเหมือนลูกแมวขู่ขวัญนั้น ไอซ์ยังคงเป็นไอซ์คนเดิม คนที่เขาเคยสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะต้องกลับมาปกป้องและดูแลให้ได้ ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านสักที่มืดสลัว แสงไฟสลัวเรืองรองจับไปที่ลวดลายบนผนัง แต่ในหัวของเขากลับวางแผนไปถึงเช้าวันพรุ่งนี้แล้ว... ว่าจะหาขนมรสชาติไหนมาง้อลูกหมาขี้โมโหตัวนี้ดี ช่วงพักกลางวันภายในโรงอาหารที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงช้อนกระทบจานสลับกับเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กของนักศึกษาดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าที่โต๊ะม้านั่งหินอ่อนตัวเก่ง แก๊งเพื่อนสนิททั้ง โม ตั้ม และออกัส กลับกำลังตั้งอกตั้งใจฟัง "วีรกรรมเช้านี้" จากปากของหนุ่มคอมพิวเตอร์หน้าใสประจำกลุ่มอย่างใจจดใจจ่อ “กูเจอมันอีกแล้วอะ!”ไอซ์โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวพลางกระแทกตัวลงนั่งบนม้านั่งอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าหวานงอง้ำพกเอาความหงุดหงิดมาเต็มกระเป๋า “ขนมกับน้ำชาเขียวอีกตามเคย แล้วกูก็ด่าแม่งไปชุดใหญ่อีกเหมือนเดิม!” “โอ๊ยยย... มึงนี่มันปากแซ่บสม่ำเสมอจริงๆ เลยนะไอ้ไอซ์”โมพูดกลั้วหัวเราะพลางใช้มือเท้าคาง มองเพื่อนรักด้วยสายตาขบขัน “เขานี่ก็ความอดทนสูงชะมัด เป็นกูโดนมึงด่าเปิงขนาดนั้นคงเลิกมาดักรอไปนานแล้ว” “ก็นั่นดิ แต่กูว่าเขาก็น่ารักดีนะเว้ย มึงดูดิ... เอาขนมที่มึงชอบมาประเคนให้ทุกวันเป๊ะๆ แบบนี้ สายเปย์ที่จริงใจชัดๆ” ออกัสเสริมทัพพลางหัวเราะร่วน แววตาสื่อความหมายบางอย่างที่ไอซ์มองไม่เห็น “น่ารักบ้าอะไรล่ะ! หน้าก็โหดเหมือนยากูซ่าหลุดมาจากหนังญี่ปุ่น ยืนถือถุงขนมกุ๊กกิ๊กแต่ลายสักที่แขนจะลามมาถึงหน้าอยู่แล้วเนี่ย! เห็นแล้วกูขนลุกชะมัด!” ไอซ์บ่นอุบพลางเบะปากอย่างหงุดหงิด มือเรียวเผลอขยำชายเสื้อนักศึกษาจนยับย่น “แหนะๆๆ... ด่าเก่งขนาดนี้ เขินล่ะสิ?” ตั้มที่นั่งเงียบอยู่นานรีบขยับยิ้มยั่ว พลางเอียงคอจับผิดเพื่อน “เขินพ่อมึงสิ!”ไอซ์สวนกลับทันควันแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด ใบหน้าขาวจัดเห่อแดงลามไปจนถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ เขาพยายามทำตัวให้ดูดุดันที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความสับสน ทว่าในซอกลึกของความรู้สึกที่เจ้าตัวไม่กล้าแม้แต่จะสำรวจ... กลับมีความรู้สึกดีใจสายหนึ่งวูบผ่านขึ้นมาอย่างประหลาด ไอแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงสะท้อนผ่านหน้าต่างห้องเรียน แต่บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนกลับร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเพื่อนตัวแสบทั้งสามรุมล้อมไอซ์ไว้ตรงกลางพร้อมแผนการที่ดูจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง “ไอซ์... ไปสักกันมั้ยมึง? กูเห็นร้านสักตรงตลาดมีโปรเด็ดว่ะ มา 2 แถม 1!”ตั้มโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเกินเหตุ พลางขยิบตาให้โมและออกัสอย่างมีนัยสำคัญ “ไม่ไปอะ กูต้องกลับไปช่วยเตี่ยกับม๊าสับไก่ขายของ แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว” ไอซ์ปฏิเสธทันควันพลางเก็บหนังสือใส่กระเป๋าพัลวัน ใจหนึ่งเขาก็หวั่นๆ ว่า ‘ร้านสักตรงตลาด’ ที่เพื่อนว่า มันจะเป็นร้านเดียวกับที่เขาเพิ่งหนีมาเมื่อเช้าหรือเปล่า “เอาน่ามึง! ถือว่าไปเป็นเพื่อนพวกกูหน่อย ถ้ามึงยอมไปนะ... เดี๋ยวกูเลี้ยงขนมมึงเองเลย เอาแบบเหมาหมดตู้เย็นรสที่มึงชอบทุกอย่าง!” โมรีบเสริมทัพพลางชูนิ้วสาบานด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับว่าขนมเหล่านั้นคือเครื่องเซ่นไหว้ที่จะทำให้ไอซ์ยอมใจอ่อน “บ้าไปแล้วพวกมึงเนี่ย...”ไอซ์พึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าหวานงอง้ำด้วยความลังเลใจ แม้ปากจะบอกว่าไม่อยากไป แต่คำว่าขนมฟรีเต็มตู้เย็นมันช่างเย้ายวนใจเด็กขี้ตะกละอย่างเขาเสียเหลือเกิน สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมจำนนต่อแรงกดดันและของกิน “เออๆ! ไปก็ไป แค่ไปนั่งเฝ้าพวกมึงนะเว้ย ห้ามมาบังคับกูสักเด็ดขาด!”เขายอมตกลงโดยที่ไม่รู้เลยว่า เพื่อนทั้งสามแอบลอบยิ้มให้กันอย่างผู้ชนะ แผนการพาลูกแมวไปส่งถึงถ้ำเสือหนุ่ม กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว ภายในร้าน Leo Ink กลิ่นสะอาดของแอลกอฮอล์อบอวลจางๆ ผสมกับกลิ่นอายอาร์ตๆ ของงานศิลปะบนผนัง เสียงเครื่องสักดังหึ่งๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอสร้างบรรยากาศขรึมขลัง ทันทีที่แก๊งเพื่อนเดินเข้าไป ลีโอในชุดผ้ากันเปื้อนสีดำและถุงมือยางสีดำครึ่งมือก็เดินออกมาจากโซนด้านหลัง ร่างสูงสง่าในลุคช่างสักมือโปรทำเอาเพื่อนๆ ของไอซ์ถึงกับแอบซี้ดปากในความเท่ ทว่าเมื่อสายตาคมปลาบปะทะเข้ากับร่างเล็กของไอซ์ ประกายไฟแห่งความดีใจก็วาบขึ้นในดวงตาทันที แม้จะพยายามรักษามาดนิ่งขรึมเอาไว้ “มาทำอะไรที่นี่?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าหัวใจภายใต้แผงอกแกร่งกลับรัวกระหน่ำยิ่งกว่าเสียงเครื่องสักเสียอีก ไอซ์รีบหันไปขยิบตาแล้วกระซิบเสียงขุ่นกับเพื่อน “คนนี้แหละมึง... ที่เอาขนมมาให้กูทุกวัน!” เพื่อนๆ หัวเราะพรวดออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “มึงก็กลัวเกินเหตุละไอ้ไอซ์ พี่เขาก็แค่ช่างสักเว้ย ไม่ได้ถือมีดปังตอมาไล่แทงมึงสักหน่อย!” ลีโอหลุดขำเล็กน้อยกับความช่างมโนของเด็กดื้อ ก่อนจะผายมือเชิญทุกคน “ใครจะสักตำแหน่งไหน เลือกห้องตามช่างได้เลยครับ เข้าห้องใครห้องมันได้เลยนะ” สิ้นคำ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามห้องสัก ทิ้งให้ไอซ์นั่งแกร่วรออยู่ที่โซฟากลางร้านเพียงลำพัง ความเงียบและแอร์เย็นฉ่ำทำให้หนังตาของคนที่เพิ่งผ่านคาบเรียนบ่ายเริ่มหนักอึ้ง สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เผลอหลับพิงพนักเก้าอี้ไปโดยไม่รู้ตัว ลีโอเดินออกมาจากห้องทำงานเพื่อจะไปหยิบอุปกรณ์เพิ่มเติม แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดกึก เมื่อเห็นภาพตรงหน้า... ไอซ์กำลังหลับปุ๋ย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ริมฝีปากเล็กๆ เม้มเข้าหากันน้อยๆ เหมือนเด็กที่กำลังฝันร้าย ลีโอค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยันเข่าข้างหนึ่งกับพื้น ลอบมองใบหน้าไร้การป้องกันนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ‘โตขึ้นเยอะเลยแฮะ... แต่ปากก็ยังแซ่บเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน’ เขานึกในใจพลางยกยิ้มจางๆ ก่อนจะตัดใจลุกขึ้นหมายจะเดินเลี่ยงไปเงียบๆ ทว่าจังหวะนั้นเอง ไอซ์กลับสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี! ดวงตาคู่ใสเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ยืนค้ำหัวอยู่ในระยะประชิด “พ...พี่มีอะไรอะ!?” ไอซ์ถามตะกุกตะกัก ลีโอสะดุ้งนิดหน่อยแต่ตีเนียนเก่ง เขารีบขยับตัวทำเป็นเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว “เปล่า... เดินมาเอาของเฉยๆ” เขาว่าพลางเดินเข้าห้องไปช้าๆ ทิ้งให้ไอซ์มองตามหลังด้วยสายตาหวาดระแวงสุดขีด ไอซ์นั่งกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติ หัวใจยังเต้นโครมครามจากอาการตกใจเมื่อครู่ เขามองตามแผ่นหลังกว้างของลีโอที่หายลับเข้าไปในห้องสักด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ของอีกฝ่ายยังอบอวลอยู่ใกล้จมูกจนเขารู้สึกหน้าร้อนวูบวาบ “เดินมาเอาของอะไรของเขา... ทางนั้นมันทางไปห้องน้ำไม่ใช่เหรอวะ”ไอซ์พึมพำกับตัวเองพลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ เขารู้สึกเหมือนถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองอยู่เนิ่นนานตอนที่เขาหลับ แววตาที่เขาเผลอเห็นแวบหนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะตีเนียนเดินหนีไป มันดู... อ่อนโยนจนน่าขนลุก เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงจนเพื่อนๆ ของเขาทยอยเดินออกมาจากห้องสักพร้อมรอยยิ้มพอใจและรอยสักใหม่เอี่ยม ลีโอเดินตามออกมาเป็นคนสุดท้าย เขาถอดถุงมือยางออกพลางเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้น ท่าทางเช็ดมือด้วยผ้าขนหนูสีดำนั่นทำให้เขาดูดุดันและมีเสน่ห์จนไอซ์ต้องรีบเบือนหน้าหนีและก่อนที่แก๊งเพื่อนจะพากันเดินออกจากร้าน ลีโอที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ก็ส่งยิ้มกว้างที่ดูเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่ไอซ์เคยเห็นมา “ถ้าวันไหนอยากสัก... มาหาพี่ได้เลยนะ” เขาเว้นจังหวะให้ไอซ์หันมามอง ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่กลางร้าน “พี่สักให้ฟรี... แต่ขอพี่หอมแก้มทีหนึ่งนะ” “ฮิ้วววววววว!”เสียงโห่ฮาของไอ้ตั้มกับไอ้โมดังลั่นร้านทันที แม้แต่ออกัสยังขำจนตัวโยน ลูกน้องในร้านสักต่างพากันผิวปากวี๊ดวิ้วแซวเจ้านายตัวเองอย่างสนุกสนาน “พี่แม่ง!! ไอ้พี่บ้า! ไอ้คนฉวยโอกาส!”ไอซ์ตะโกนด่าลั่นจนหน้าแดงเถือกไปถึงใบหู เขาเริ่มรัวคำด่าใส่ลีโอไม่ยั้งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งทะลุปรอท แต่ลีโอกลับทำเพียงแค่ยืนยิ้มกริ่มอย่างไม่สะทกสะท้าน แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่แก้มใสของไอซ์ราวกับกำลังหมายมั่นปั้นมือว่า... สักวันเขาจะต้องได้ 'ค่าสัก' เป็นหอมฟอดใหญ่จริงๆ “ไปโว้ยพวกมึง! กลับ! ร้านนี้มันร้านโรคจิต!” ไอซ์รีบคว้าเป้แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำเพื่อนออกจากร้านไปทันที ทิ้งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของลีโอให้ไล่หลังมาตามลมเย็นๆ ของยามเย็นวันนั้น บรรยากาศหน้าร้าน Leo Ink ยามดึกสงัดถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนที่กะพริบถี่ๆ กลิ่นอายของน้ำหมึกและยาฆ่าเชื้อถูกเจือจางด้วยกลิ่นเหล้าเย็นจัดและเสียงหัวเราะของกลุ่มชายฉกรรจ์ โอ๊ต โต้ง และมิก เพื่อนสนิทของลีโอนั่งล้อมวงกันอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย สภาพแต่ละคนดูผ่อนคลายหลังจบคิวงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน “มึงนี่ทนเก่งชิบหายเลยนะไอ้ลีโอ เด็กมันด่าจะแดกหัวอยู่ละ มึงยังยืนยิ้มหน้าบานอยู่ได้ กูนึกว่ามึงโดนของ” โต้ง พูดพลางขำจนไหล่สั่น มือก็รินเหล้าใส่แก้วส่งให้เพื่อนรัก ลีโอรับแก้วมาถือไว้แต่ไม่ได้ดื่มทันที เขานั่งพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองข้ามไปยังถนนที่ว่างเปล่าพลางระบายลมหายใจออกมาเบาๆ มุมปากหยักยกยิ้มอย่างคนที่ตกอยู่ในห้วงความคิดก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่หนักแน่น “ก็กูชอบน้อง... กูชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเว้ย” คำสารภาพตรงๆ ทำเอาเพื่อนทั้งวงชะงักไปชั่วครู่ ลีโอกระดกเบียร์เข้าปากช้าๆ ปล่อยให้ความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาเหมือนภาพฟิล์มเก่าๆ เขาจำได้ดีถึงวันแรกที่เดินเข้าไปกินข้าวมันไก่ร้านลุงชัย ภาพเด็กผู้ชายตัวเล็กแก้มยุ้ยอายุราว 8 ขวบที่วิ่งวุ่นช่วยงานเตี่ยด้วยท่าทางเก้งก้างแต่ก็น่าเอ็นดูจนเขาไม่อาจละสายตาได้ ด้วยความหมั่นเขี้ยวตามประสาเด็กวัยรุ่นคึกคะนอง ลีโอในตอนนั้นเผลอยื่นมือไปบีบแก้มขาวๆ นั้นเต็มแรงจนขึ้นรอยนิ้ว ผลที่ได้คือเสียงร้องไห้จ้าที่ดังลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลุงชัยผู้หวงลูกชายสุดชีวิตเริ่มตราหน้าลีโอว่าเป็น 'ไอ้ตัวแสบ' ที่ไม่ควรให้เข้าใกล้ลูกชายเขาอีกตั้งแต่นั้นมา ลีโอหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงวีรกรรมความซวยของตัวเองในวันวาน เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดาวประดับอยู่ประปราย “น่ารักเหมือนเดิมจริงๆ ว่ะ... ถึงจะด่าเก่งขึ้นกว่าตอนเด็กเยอะก็เถอะ”เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของลีโอค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในวงสนทนา ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนธรรมดาในเมืองนครปฐม ใครจะรู้ว่าช่างสักหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ยังคงเฝ้ารอความรักอย่างดื้อรั้น ในขณะที่ห่างออกไปไม่กี่ซอย... ใครอีกคนกำลังนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง มือเผลอหยิบถุงขนมขึ้นมาจ้องมองด้วยใจที่เริ่มสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนบทที่ 21 จุดหมายของหัวใจหลังจากพิธีแต่งงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิและหยาดน้ำตาแห่งความปิติผ่านพ้นไป ชีวิตบทใหม่ของลีโอและไอซ์ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ในฐานะคนรักที่แอบสบตากันข้ามฝั่งถนนอีกต่อไป แต่ในฐานะ "คู่ชีวิต" ที่ตื่นมาหายใจร่วมกันในทุกเช้าวันใหม่เช้าวันแรกของการเป็นครอบครัว แสงแดดอุ่นจางๆ ส่องลอดผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้องนอนที่คุ้นเคย ลีโอลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความเหน็บหนาวของเตียงกว้าง แต่เป็นลมหายใจสม่ำเสมอของร่างบางในอ้อมกอด เสียงนาฬิกาเรือนเก่าเดินเป็นจังหวะเบาๆ คล้ายจะบอกว่าเวลาจากนี้ไปเป็นของพวกเขาทั้งคู่ลีโอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางกระซิบชิดใบหู “ตื่นมาแล้วเห็นหนูอยู่ข้างๆ แบบนี้ทุกวัน... พี่ว่าโลกนี้แม่งก็ไม่เลวเลยนะ”ไอซ์ขยับตัวยิ้มละมุน เขาเงยหน้าขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ระต้นคอของลีโออย่างเบามือ “พี่ต้องทนกับหนูไปทุกวันเลยนะ... ยังไม่เบื่อใช่ไหม?”“ไม่มีวันเบื่อ... มีแต่จะรักมากขึ้นในทุกวินาทีที่หายใจ” ลีโอตอบพร้อมกดจูบลงบนหน้าผากมนเป็นการประทับตราสัญญาใจร้านเล็กๆ ที่กลายเป็น ‘บ้าน’ ของความฝันในที่สุดประตูไม้ของร้าน "Leo & Ice : Love
บทที่ 20 วันที่เรากลายเป็นครอบครัว(NC)เวลาสองเดือนผันผ่านไปรวดเร็วราวกับภาพฝันที่ถูกแต้มสีจนสมบูรณ์ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสที่สุดของปี ไอซ์ในชุดครุยวิทยฐานะก้าวเท้าออกจากหอประชุมมหาวิทยาลัย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีและแสงแฟลชที่วูบวาบ ลีโอยืนอยู่ห่างออกมาเล็กน้อยในมุมสงบ สายตาคมกริบของเขาไม่ละไปจากร่างบางในชุดครุยสีดำแม้แต่วินาทีเดียว แววตาที่ครั้งหนึ่งเคยหม่นแสง บัดนี้กลับเปล่งประกายภาคภูมิใจยิ่งกว่าใครในโลก“ยินดีด้วยครับ... ว่าที่เจ้าสาวของพี่”เสียงกระซิบแผ่วพร่าข้างใบหูทำเอาไอซ์หลุดหัวเราะออกมาอย่างขัดเขิน ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของเพื่อนร่วมรุ่น ช่อดอกไม้สีขาวสะอาดในมือสั่นไหวไปตามแรงเต้นของหัวใจที่พองโตจนแทบปริ ลีโอยืนอยู่ตรงนั้น... ในชุดเชิ้ตสีดำเรียบหรูที่ดูแปลกตาแต่กลับส่งเสริมให้เขาดูมั่นคงและสง่างาม แววตาคมกริบที่เคยดูดุดัน บัดนี้กลับมีเพียงความภาคภูมิใจที่มอบให้แก่คนในชุดครุยเพียงคนเดียวหลังจากวันรับปริญญาที่แสนชื่นมื่น บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายที่แสนสุข ลีโอและไอซ์ใช้เวลาช่วงสัปดาห์นั้นไปกับการตรวจรับงานตกแต่งร้านกาแฟขั้นสุดท้าย พร้อมๆ กับก
บทที่ 19 ใกล้ถึงวันของเราเช้าวันจันทร์ที่ลมพัดเย็นสบาย ไอซ์ในชุดนักศึกษาพาสีขาวสะอาดสะอ้านสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ ก้าวลงจากบันไดบ้านไม้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากทุกวัน เขากลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอีกครั้งหลังจากลาพักไปช่วงหนึ่งเพื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยลีโอเนรมิตร้านกาแฟในฝันให้เป็นรูปเป็นร่างสายตาของไอซ์ทอดมองผ่านฝูงชนที่เร่งรีบ ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ห้องแถวเล็ก ๆ ริมถนนที่มีกระจกใสสะท้อนแสงแดดยามเช้า บนกระจกบานนั้นมีป้ายตัวอักษรเรียบง่ายแปะไว้ว่า “Coming Soon... กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้”มันไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่มันคืออาณาจักรที่มีชื่อของเขากับลีโอสลักไว้ด้วยกัน“อีกแค่สองเดือนเท่านั้น... ทุกอย่างในชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล” ไอซ์คิดในใจพลางกำสายกระเป๋าแน่นด้วยความตื่นเต้นขณะเดียวกันที่ฝั่งร้าน ลีโอในชุดเสื้อยืดเปื้อนรอยสีและกางเกงยีนส์ตัวเก่ง กำลังก้มหน้าก้มตาพินิจแบบแปลนร้านร่วมกับช่างไฟ เขาไม่ได้แค่สั่งงาน แต่กลับลงมือทาสีผนังและขยับเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเองทุกชิ้น จังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นพักสายตา รถเมล์สายที่ไอซ์นั่งเป็นประจำก็แล่นผ่านหน้าไปพอดี ลีโอยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
บทที่ 18 รากฐานของอนาคตรุ่งอรุณของวันใหม่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเร่งรีบเหมือนเช่นเคย แต่กลับเป็นเช้าที่แสนเนิบช้าและอบอวลไปด้วยความหวัง บนดาดฟ้าที่เดิมซึ่งเคยเป็นเพียงที่พักใจ บัดนี้กลับกลายเป็นที่วางรากฐานของอนาคต ไอซ์และลีโอนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน โดยมีปึกกระดาษและดินสอวางระเกะระกะอยู่ตรงกลาง แสงแดดอ่อนยามเช้าทาบลงบนแบบร่างที่เต็มไปด้วยรอยลบและเส้นสายที่ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยความตั้งใจ“ถ้าร้านมันอยู่แถวนี้ หนูว่าเราน่าจะมีลูกค้าประจำเยอะเลยนะพี่” ไอซ์พูดพลางขยับปลายดินสอ วาดโครงสร้างหลังคาจั่วเรียบง่ายลงบนกระดาษ แววตาของเขามุ่งมั่นราวกับเห็นภาพร้านนั้นตั้งอยู่ตรงหน้าจริงๆ “ไม่ต้องใหญ่มากหรอก แค่พอมีที่ให้นั่งสูดกลิ่นกาแฟก็พอ”“พี่ว่าแค่มีกาแฟที่หนูชง... คู่กับลายสักที่พี่ออกแบบ คนก็น่าจะแห่กันเข้ามาจนแน่นร้านแล้วล่ะ” ลีโอแกล้งพูดหยอกพลางขยิบตาให้ จนไอซ์ต้องหันมาค้อนขวับเข้าให้หนึ่งที แต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันบนกระดาษแผ่นนั้นถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจนแต่กลมกลืน โซนด้านหน้าคือคาเฟ่ขนาดย่อมที่ไอซ์ใฝ่ฝัน มีเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนและชั้นวางขนมโฮมเมด ส่วนพื้นที่ด้
บทที่ 17 ทดสอบหัวใจเช้าวันอาทิตย์ที่แสงแดดทอประกายอ่อนละมุนอาบไล้ไปทั่วตลาด ลีโอตื่นเช้ากว่าทุกวัน เขาสลัดมาดช่างสักสุดเท่ทิ้งไป เหลือเพียงชายหนุ่มในเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้นที่ดูคล่องตัว หัวใจของเขาเต้นรัวแรงกว่าจังหวะการลงเข็มสัก เพราะวันนี้คือวันสำคัญ... วันที่แม่รินจะเข้ามาเจรจากับเตี่ยชัยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางกลับต่างประเทศ และเป็นวันที่เขาต้องพิสูจน์ "ราคา" ของคำว่าลูกเขยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นภายในร้านข้าวมันไก่ กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวหอมมะลิหุงสุกใหม่โชยมาปะทะจมูก เตี่ยชัยนั่งประจำการอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเก่ง แววตาคมกริบจ้องมองผ่านประตูร้านเห็นร่างสูงของลีโอเดินเข้ามา เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะทักด้วยเสียงเรียบ"มึงมาแต่เช้าเลยนะ"ลีโอยกมือไหว้ด้วยท่าทางนอบน้อมที่กลั่นออกมาจากใจจริง "สวัสดีครับลุงชัย วันนี้ผมมาขอช่วยงานครับ"ลุงชัยไม่ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าช้า ๆสายตาที่เคยมองอย่างอคติเริ่มเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบที่ยากจะคาดเดา ชั่วอึดใจใหญ่ เตี่ยเดินไปหลังร้านแล้วหิ้วถังน้ำใบเขื่องที่บรรจุน้ำไว้จนปริ่มขอบออกมาวางโครมลงตรงหน้าลีโอ"ถ้าอยากจะมาเป็นลูกเขยกู มึงต้องทำได้มากกว่าแค่พูดหว
บทที่ 16 พาแม่มาขอสู่เด็กจากพ่อตาเสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดทำลายความเงียบในยามเช้า ลีโอกดรับสายด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่าจังหวะเพลงร็อกที่เขาเคยฟังมาทั้งชีวิต ปลายสายคือเสียงที่คุ้นเคยซึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ“แม่ถึงแล้วนะลูก อยู่หน้าประตูทางออกสนามบินแล้วจ้ะ”สองชั่วโมงหลังจากนั้น ลีโอเดินนำสตรีวัยกลางคนผู้มีสง่าราศีเข้ามายังถิ่นที่คุ้นเคย แม่ริน ในชุดผ้าไหมสีสุภาพ ผมยาวถูกเกล้าไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าที่แม้จะดูนิ่งสงบตามประสาผู้ผ่านโลกมามาก ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความอบอุ่นและเข้มแข็งอย่างประหลาด เธอไม่ได้พกเพียงกระเป๋าเดินทางมาด้วย แต่เธอยังพกความตั้งใจอันเต็มเปี่ยมมาเพื่อช่วยลูกชายทลายกำแพงแห่งอคติลีโอพาแม่ก้าวเข้าสู่ร้านข้าวมันไก่ กลิ่นน้ำซุปที่หอมกรุ่นดูจะจืดจางลงไปทันทีเมื่อต้องเผชิญกับบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เตี่ยชัยเงยหน้าขึ้นจากเขียงสับไก่ ทั้งสองผู้อาวุโสสบตากันเนิ่นนานราวกับกำลังอ่านใจผ่านความเงียบ บรรยากาศภายในร้านนิ่งงันคล้ายกระดานหมากรุกที่ต่างฝ่ายต่างรอวางหมากตัวสำคัญที่สุด“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อริน เป็นแม่ของลีโอค่ะ” แม่รินเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสีย







