Masukหลังจากที่จบเรื่องการถูกนนท์ลากไปข่มขู่หลังอาคารเรียนเมื่อเช้า เตอร์ก็ถูกน้ำใสพามาส่งถึงห้องเรียนตามตารางเรียนของวิคเตอร์
หากเขาไม่ได้รู้ข้อมูลของวิคเตอร์มาบ้าง การมาเรียนวันนี้คงแทบไม่มีอะไรจำได้เลยเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าของร่างคนนี้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเรียนวิชาอะไร หรือใครเป็นเพื่อนสนิทอีกบ้าง หลังจากนี้คงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตเป็นเจ้าของร่างนี้ในชีวิตจริงแล้ว
“วิคกี้เป็นอะไรตั้งแต่เช้าแล้วนะ...ปกติชอบไม่ใช่เหรอที่ได้เรียนรวม” น้ำใสหันมามองพลางเอียงคอถามด้วยเสียงนุ่ม ๆ แต่สายตาแฝงความสงสัย
“เออ...ก็ชอบ” เตอร์ตอบตะกุกตะกักพยายามยิ้มกลบเกลื่อนทั้งที่ในใจตอนนี้กำลังพะอืดพะอมกับเนื้อหาบนไอแพดตรงหน้า
ตัวอักษรเต็มไปหมดเรื่องเศรษฐศาสตร์และการบริหาร แม่ง ภาษาต่างดาวชัด ๆ เขาเรียนรัฐศาสตร์มาจะให้เข้าใจอะไรพวกนี้ได้ยังไง
มือที่จับปากกาหมุนเล่นดูเกร็ง ๆ สายตาเลื่อนมองกราฟในสไลด์ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพึมพำในใจ…นี่ชีวิตวิคเตอร์มันโคตรเหนื่อยเลยว่ะ ต้องนั่งเรียนอะไรพวกนี้ทุกวันแถมยังต้องยิ้มอีก
น้ำใสเห็นท่าทีเหม่อลอยของเพื่อนก็ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับไปพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มผู้ชายอีกโต๊ะ พวกนั้นเป็นนักศึกษาคณะอื่นแต่ลงเรียนวิชานี้ด้วย เสียงหัวเราะคุยกันดังพอให้ได้ยินบางคำเตอร์ก็ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ปล่อยสายตาให้ล่องลอยไปทั่วห้อง
เขาสังเกตว่ามีคนหันมายิ้มให้หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงข้างหลังที่แอบกระซิบชื่อ "วิคเตอร์" กันเบา ๆ แต่เขาก็แค่ยกมุมปากนิด ๆ เป็นรอยยิ้มจืด ๆ ที่ดูเหมือนจะฝืนเสียมากกว่า ไม่ใช่เพราะหยิ่งแต่เพราะไม่รู้จะทำหน้ายังไงให้เหมือนเจ้าของร่างจริง ๆ
ในใจของเตอร์ตอนนี้มันอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ใช่คนที่ชอบอยู่ท่ามกลางสายตาแบบนี้ ไม่ชอบต้องทำตัวร่าเริงหรือวางฟอร์มเพราะมันไม่ใช่ตัวเขาเลย
เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงในที่สุดคราสก็บรรลุจุดสิ้นสุด เสียงเก็บของ เสียงเก้าอี้ขยับดังระงมไปทั่วห้องเตอร์รีบยัดไอแพดลงกระเป๋าอย่างลวก ๆ แล้วเดินออกมาพร้อมน้ำใส
สีหน้าของเขาในตอนนี้ดูเคร่งขรึมคิ้วขมวดติดกันราวกับแบกอะไรไว้เต็มหัวจนน้ำใสที่เดินข้าง ๆ ยังอดถามไม่ได้
“ตกลงไปผับกับกูไหม วิคกี้” น้ำเสียงร่าเริงของเพื่อนดังขึ้นข้างหู น้ำใสยิ้มบาง ๆ พลางเอียงคอรอคำตอบเหมือนเคย
“เออ...ไม่อะ วันนี้กูมีธุระ” เตอร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเรียบเพราะส่วนตัวเขาไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว
“อะไรของมึงวะ ปกติมึงไม่เคยพลาดนะ นี่มันวันศุกร์ด้วยซ้ำ” น้ำใสถึงกับขมวดคิ้วสีหน้าฉงนปนตกใจเล็ก ๆ
“ช่วงนี้กูอยากพักร่างว่ะ เพิ่งหายจากไม่สบายด้วย”เตอร์บอกน้ำใสอย่างตรงไปตรงมา
“กูก็ลืมไป...ยังไงมึงก็พักผ่อน มีอะไรบอกกูด้วยนะ” น้ำใสบอกเพื่อนสนิทออกไปอย่างห่วงใย
เตอร์เห็นสีหน้านั้นก็ยิ้มน้ำใสอย่างอุ่นใจ เตอร์พยายามจะรักษาน้ำใจเพื่อนให้มากที่สุดเพราะน้ำใสอุตส่าห์ชวนวิคเตอร์ไปเที่ยวแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงเรียบเย็นของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง
“วิคเตอร์...”
เสียงนั้นชัดเจนจนคนที่เดินอยู่ต้องชะงัก เตอร์ละสายตาจากน้ำใสแล้วหันกลับไปมองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ๆ
นนท์ในชุดนักศึกษาสะอาดเนี้ยบเดินตรงเข้ามาพร้อมแววตาเรียบเฉียบ ใบหน้าเรียบขรึมไม่มีรอยยิ้มร่างสูงนั้นโดดเด่นเกินใครในบริเวณนั้น
หล่อก็จริงแต่แม่ง...ท่าทางมันโคตรแอ็ค ขี้โมโห เอาแต่ใจสุดๆเลย
“ปู่ให้กูมารับมึงไปส่งบ้าน”
เสียงเข้มพูดขึ้นหลังจากที่เงียบกันอยู่พักหนึ่งเตอร์หันขวับไปมอง เห็นใบหน้าเรียบเฉยของนนท์ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เต็มใจเท่าไหร่เสียด้วยซ้ำ
ดวงตาคมใต้กรอบแว่นกันแดดสะท้อนแสงอ่อน ๆ จากแดดยามบ่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจแบบที่ไม่ต้องพูดอะไรก็รู้
เตอร์ยืนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ผมกลับเองก็ได้ครับ” คิ้วเข้มของนนท์ขมวดเข้าหากันทันทีเหมือนคำพูดนั้นไปสะกิดเส้นอะไรบางอย่างในใจเขา
นนท์หันมามองตรง ๆ ใบหน้าที่ปกติเรียบนิ่งเริ่มมีร่องรอยของความไม่พอใจชัดขึ้นดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขาแปลกใจมากกว่าเพราะปกติแล้ววิคเตอร์มักจะไปรอเขาที่รถเพื่อให้ไปส่งมากกว่า และวันนี้ที่เขามารับจะต้องเป็นวิคเตอร์ที่ต้องดีใจไม่ใช่เหรอ
“กลับเอง...อยากให้กูโดนปู่กูด่าแล้วมึงก็ทำตัวน่าสงสารอีกรอบหรือไง” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นเรียบแต่แฝงด้วยความประชดอย่างชัดเจน
เตอร์ขมวดคิ้วกลับอย่างหงุดหงิดกับน้ำเสียงนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างวิคเตอร์กับคนที่ชื่อ “นนท์” มันเป็นยังไง แต่จากที่เห็น...คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่แน่ ๆ
“ประชดประชันเก่งจังเลยนะครับ” เตอร์พึมพำออกมาเบา ๆ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจให้คนข้างหน้าได้ยิน
แต่ดูเหมือนเสียงมันจะดังเกินไปเพราะทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปาก นนท์ก็หันขวับมาทันทีแววตาคมนั่นจ้องเข้ามาเขม็งจนเตอร์แทบจะเห็นประกายไฟสะท้อนในตา
“มึงว่าไงนะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นน้ำเสียงนิ่งแต่เย็นจนขนลุก
เตอร์ยักไหล่พลางเบือนหน้าไปอีกทางเหมือนไม่ใส่ใจจะตอบอะไร เขาหันไปพูดกับน้ำใสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แทน
“กูไปก่อนนะ” เตอร์หันไปบอกลาน้ำใส
น้ำใสยิ้มอ่อน ๆ แล้วพยักหน้าให้เหมือนเข้าใจว่าเพื่อนคงไม่อยากอยู่ตรงนี้ต่ออีก
เตอร์หันกลับไปมองนนท์เล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไป กลิ่นน้ำหอมของนนท์ลอยอ่อน ๆ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด พอเดินพ้นระยะนั้นมาได้เขาก็พูดลอย ๆ โดยไม่หันกลับไปมอง
“จะไปส่งก็รีบมาสิครับ...พี่นนท์” ในใจของเตอร์นั้นอยากจะบอกว่า ‘ก็มาเร็วๆสิวะไอ้นนท์ มึงน่ะต้องเรียกกูว่าพี่ด้วยซ้ำ’ ด้วยความที่นนท์เรียนปี 4 แต่เตอร์นั้นเรียนจบแล้ว 1 ปี
น้ำเสียงนั้นเจือความประชดชัดเจน ประชดแบบที่ไม่ได้ตั้งใจอ่อนเสียงลงเลยสักนิด นั่นเพราะเขาไม่ใช่วิคเตอร์เด็กปี 2 ที่เอาแต่ยิ้มหวานน่ารักใส่ผู้ชาย
แต่เขาคือ “เตอร์” นักมวยบ้าน ๆ ที่ผ่านการต่อยมาไม่รู้กี่ไฟต์ จะให้มาทำตัวอ้อนแอ้นหรือละลายใส่สายตาอีกฝ่ายได้ยังไง
แววตาของนนท์วูบลงชั่วขณะเหมือนกำลังชั่งใจระหว่างการจะโต้กลับหรือปล่อยผ่าน แต่สุดท้ายนนท์ก็เลือกจะเงียบเขาก้าวตามหลังมาโดยไม่พูดอะไรอีก
ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ จนมาถึงลานจอดรถดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบทั่วบริเวณจนเงาทั้งสองทอดยาวบนพื้น
นนท์เดินนำไปเปิดประตูรถฝั่งคนขับแล้วนั่งลง เตอร์เดินอ้อมไปอีกฝั่งก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งข้าง ๆ ทันทีที่ปิดประตู เสียงเครื่องยนต์ยังไม่ทันได้ดังขึ้น เตอร์ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ก่อนจะไปส่งผมที่บ้าน...” เตอร์เว้นจังหวะนิดหนึ่งพลางหันหน้าไปมองคนนั่งข้าง ๆ ที่ยังไม่ยอมสตาร์ทรถ
“พาไปที่หนึ่งก่อนได้ไหม”
นนท์เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ หันหน้ามามองด้วยสีหน้าขรึมจัด ดวงตาเข้มสบสายตาเขาเหมือนกำลังพยายามอ่านใจ และมองเตอร์อย่างกดสายตาเชิงตำหนิเรื่องที่วิคเตอร์พูดไม่มีหางเสียงกับเขา
“ได้ไหมครับ”
“ไปไหน” น้ำเสียงทุ้มต่ำถามสั้น ๆ แต่ฟังดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
เตอร์เม้มปากแน่นเล็กน้อยดวงตาเรียวเฉียงหรี่ลงอย่างครุ่นคิดก่อนตอบเรียบ ๆ
“พอดี...อยากรู้อะไรบางอย่าง”
ในรถเงียบลงไปชั่วครู่เหลือเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ ของทั้งคู่ นนท์มองหน้าอีกคนที่พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่จริงจังราวกับคนที่ไม่ได้คิดจะเล่น ๆ หรือกวนประสาทอย่างตอนแรก
ดวงตาของเตอร์ในตอนนี้มีแววตาแน่วแน่แฝงความสงสัยและจริงจัง นนท์มองอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยแน่นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“อยากรู้เรื่องอะไรนักวะ...”
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้




![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


