Masukภายในรถมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังคลออยู่เบา ๆ กับจังหวะหายใจของคนสองคนที่ไม่คิดจะพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
โดยเฉพาะ “เตอร์” ที่นั่งตัวตรงมือวางบนตักอย่างเกร็ง เขาเหลือบมองเสี้ยวหน้าคนขับที่ดูตั้งใจจ้องถนนราวกับไม่อยากมองหน้าเขาเลยสักนิด
เตอร์ตั้งจีพีเอชที่หมายที่เขาต้องการจะไปให้นนท์ดูแผนที่นนท์นั่งหน้าตึงขมวดคิ้วแน่นจนแทบเป็นเส้นเดียว พวงมาลัยในมือถูกจับแน่นราวกับกำลังข่มอารมณ์อะไรบางอย่างไว้ เขาไม่พูด ไม่เหลือบตา ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ ทั้งที่รถติดอยู่บนถนนเส้นที่ขึ้นชื่อว่าแน่นที่สุดของเมือง
เสียงบีบแตรจากรถคันข้างหลังดังลั่นทำให้เตอร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะมองไปทางหน้าต่างเห็นแถวรถยาวเหยียดไปสุดสายตา
“จะมาทางนี้ทำไมวะ” เตอร์บ่นพึมพำออกมาเสียงแหบแต่ชัดพอให้อีกคนได้ยิน เนื่องจากนนท์ไม่ได้ไปตามจีพีเอชที่เตอร์ตั้งให้ นนท์เหลือบตามองนิดเดียวมุมปากกระตุกอย่างหงุดหงิด
“มึงอย่าบ่นได้ไหม ขับรถอยู่ไม่เห็นเหรอว่ารถมันติด” เสียงของเขาทุ้มต่ำและขุ่นราวกับจะกัดกันทุกคำ
“จอดให้ลงตรงนี้ก็ได้” เตอร์พูดขึ้นพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้สบตาแต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรำคาญปนเย็นชา
“คิดจะประชดกูหรือไง ห๊ะ!” นนท์หันขวับมาทันทีเสียงตะคอกดังก้องในรถจนเงียบกริบไปทั้งคัน
เตอร์หันหน้ากลับมาช้า ๆ ดวงตาคมกริบมองอีกฝ่ายตรง ๆ ไม่มีแววหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่การหลบเลี่ยง มีเพียงสายตาเรียบเฉย...แต่เย็นชาและน่ากลัวอย่างประหลาด
ราวกับเขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มน่ารักที่ใคร ๆ รู้จัก แต่เป็นคนแปลกหน้าที่พร้อมจะสวนกลับได้ทุกเมื่อ
นนท์ชะงักแววตาที่เคยแข็งกร้าวพลันนิ่งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกแปลก ๆ แล่นผ่านอกจนต้องเบือนหน้ากลับไปสนใจถนนแทน
นนท์ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแค่ถูกมอง...ถึงรู้สึกเหมือนโดนกดดันจนพูดไม่ออก
บรรยากาศในรถกลับมาเงียบอีกครั้งมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่เดินเบา ๆ กับเสียงจังหวะไฟเลี้ยวที่ดังติ๊ก...ติ๊ก...เป็นระยะ เตอร์พิงหลังกับเบาะพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบความคิดที่วนอยู่ในหัว
ความทรงจำเมื่อคืนก่อนที่เขาถูกรถชนแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง ทั้งเสียงเบรก เสียงคนกรีดร้อง ความรู้สึกเจ็บร้าวก่อนภาพจะดับวูบ
จนกระทั่งถึงช่วงป้ายรถเมล์เตอร์เผลอขยับมือไปแตะหลังมือของนนท์ที่ยังจับพวงมาลัยไว้แน่น เขาไม่ได้ตั้งใจ แค่จะชี้ออกไปทางหน้าต่างแต่กลับสัมผัสโดนพอดี
นนท์สะดุ้งเล็กน้อยดึงมือกลับโดยอัตโนมัต ก่อนจะหันไปขมวดคิ้วใส่
“ทำอะไรของมึง”
“จอดตรงนี้แหละ” เตอร์พูดขึ้นทันทีสายตาจับจ้องไปข้างนอกเหมือนมองหาบางอย่าง
“อะไรของมึงอีกวะ”
“จอดตรงนี้” เสียงของเตอร์หนักแน่นกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นฉายแววแน่วแน่จนคนขับรู้ว่าต่อให้เถียงไปก็เปล่าประโยชน์
นนท์สบถเบา ๆ พลางเหยียบเบรกแรงกว่าปกติรถกระตุกเล็กน้อยก่อนจะหยุดตรงข้างทาง
“แม่ง แต่ตรงนี้มันจอดไม่...”
ยังไม่ทันจะพูดจบเตอร์ก็เปิดประตูลงไปแล้วทันที เขาเดินฉับออกไปโดยไม่หันกลับมา
“แม่ง คิดจะลงก็ลง มึงไม่คิดหรือไงว่าตรงนี้มันจอดไม่ได้!” เสียงของนนท์ดังไล่หลังแต่เตอร์ไม่ได้หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
ลมเย็นจากรถที่แล่นผ่านพัดแรงจนเส้นผมของเขาปลิวกระจาย เตอร์ยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ ทุกอย่างเหมือนเดิม ทั้งร้านน้ำชาเก่า ๆ ข้างป้าย คนขายที่นั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังแว่ว ๆ
แต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาดเพราะตรงนี้...คือที่ที่เขาอยู่ที่สุดท้าย
เสียงรถเมล์ที่แล่นผ่านถนนดังคลออยู่ไม่ไกลเตอร์ยืนอยู่ตรงป้ายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มือยังคงซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงเหมือนคนกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ลึกจนไม่มีใครเข้าถึง แต่ยังไม่ทันได้ขยับไปไหนแขนของเขาก็ถูกกระชากอย่างแรงจากด้านหลังจนตัวแทบเซ
“ทำบ้าอะไรของมึงเมื่อกี้ ห๊ะ!” เสียงเข้มดังขึ้นใกล้หูน้ำเสียงนั้นแม้ไม่ดังมากเพราะผู้คนแถวนั้นพลุกพล่าน แต่แววกรุ่นของความโกรธชัดเจนจนเตอร์ต้องหันไปมอง
ใบหน้าคมของนนท์อยู่ใกล้แค่คืบคิ้วเข้มขมวดแน่นดวงตาแข็งกร้าวจนดูน่ากลัว ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงเตอร์มองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดแขนออกเต็มแรงจนหลุดจากมือของอีกฝ่าย
“อย่ามาจับกู” น้ำเสียงเย็นเรียบพูดเสร็จก็หมุนตัวเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
นนท์กัดฟันแน่นเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเองหงุดหงิดเพราะอะไร ระหว่างที่อีกคนพูดหรือเพราะสายตาเย็นชานั่นกันแน่ และเขาฟังไม่ผิดวิคเตอร์เรียกตัวเองว่า ‘กู’กับเขา ซึ่งนนท์ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เฮ้ย! วิคเตอร์ มึงจะไปไหนวะ!” เขาตะโกนตามแต่คนตรงหน้ากลับไม่หยุด
เตอร์เดินเร่งฝีเท้าเข้าไปในซอยเล็กข้างป้ายรถเมล์ก้าวยาวและเร็วราวกับคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังสม่ำเสมอ ขาแกร่งของเขาเหยียบลงแน่นทุกก้าวราวกับแบกรับอะไรไว้ในใจ
นนท์จำใจต้องเดินตามเข้ามาเขาเดินกอดอกมืออีกข้างเท้าเอว มองซ้ายขวาด้วยสีหน้าไม่พอใจสุดขีด ซอยนี้แคบและรกกว่าที่คิด กลิ่นชื้นของน้ำขังปะปนกับกลิ่นอาหารจากบ้านข้างทางทำให้คิ้วของเขาขมวดแน่นกว่าเดิม
“มึงมาทำไมที่นี่วะ...สกปรกก็สกปรก” เขาพูดออกมาเสียงแข็งอย่างรังเกียจ
เตอร์หยุดเท้าทันที หันกลับมามองคนพูดนิ่ง ๆ แววตาเรียบแต่ลึกเย็นราวกับคมมีด ไม่มีคำตอบใด ๆ จากเขา มีเพียงแววตาที่เหมือนจะพูดว่า
‘ที่นี่...คือที่ของกู ไม่ใช่ของมึง’ ก่อนที่เตอร์จะหันหลังเดินต่อไป
เตอร์ในร่างของวิคเตอร์เดินอย่างกับจำทางได้ทุกซอกซอยทั้งที่วิคเตอร์ตัวจริงไม่ควรจะรู้จักที่แบบนี้เลย บ้านหลังเล็กที่อยู่เรียงรายสองฝั่งทางสภาพเก่าโทรม ฝาผนังขึ้นสนิม บางหลังก็ใช้สังกะสีแทนกำแพง
แต่เตอร์กลับเดินตรงไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่งที่สีลอกจนเห็นเนื้อไม้ด้านใน
เตอร์ยืนมองอยู่นานแววตาเริ่มมีบางอย่างสั่นไหวมุมปากขยับเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่เอื้อนออกมา ในที่สุดเขาก็ยกมือขึ้นแตะประตูไม้เบา ๆ ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นมาจนหายใจติดขัด
“มาทำอะไรกันน่ะ” ยังไม่ทันได้เคาะ เสียงของหญิงสูงวัยก็ดังขึ้นจากบ้านข้าง ๆ
เตอร์หันไปทันทีก่อนจะเห็นหญิงร่างท้วมในเสื้อกล้ามสีซีดกับผ้าถุงเก่า ๆ เดินออกมาจากรั้วบ้าน ดวงหน้าเปื้อนรอยยิ้มใจดีแบบคนในชุมชน เขารู้จักทันทีป้ามะลิเพื่อนบ้านข้างบ้านของเขาเอง
“เออ...มาหาเตอร์ครับ” เตอร์พูดตะกุกตะกักพยายามกลั้นเสียงสั่นแต่แววตากลับมีประกายแปลก ๆ
“เตอร์อยู่ไหมครับ”
ป้ามะลิที่ตอนแรกยังยิ้มอยู่กลับค่อย ๆ หุบยิ้มลงสีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเศร้า แววตาหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“เตอร์มัน...ตายไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองจ้ะ”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางอกเตอร์ยืนนิ่งใบหน้าชาวาบเหมือนเลือดไหลออกหมดทั้งตัว เขาขยับปากไม่ออกดวงตาเบิกเล็กน้อยสายตาเหมือนหลุดจากร่างไปชั่วขณะ
“อัฐิอยู่ที่วัดถัดจากซอยนี้ไปสองซอย” ป้ามะลิพูดต่อ น้ำเสียงแผ่วลงกว่าเดิม
“น่าสงสารนะ รถชนตายทั้งที่ยังหนุ่มแท้ ๆ”
เสียงสุดท้ายที่ลอดเข้าหูนั้นเหมือนมีดบาด เขาหลุบตาลงช้า ๆ ความรู้สึกหน่วงแน่นแล่นเข้าจุกในอก มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
นนท์ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ มองหน้าวิคเตอร์ที่ตอนนี้สีหน้าซีดเผือดดวงตาที่เคยนิ่งกลับสั่นระริกจนแปลกใจ
“มึง...เป็นอะไรหรือเปล่า วิคเตอร์”
เตอร์เงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นมีทั้งความตกใจและเจ็บปวดปนอยู่ในทีเดียวกัน เขาพยายามจะพูดแต่เสียงกลับแหบพร่าออกมาแค่เบา ๆ
“ไม่...ไม่จริง” ถ้าร่างเตอร์ถูกเผาแล้ว และวิญญาณเจ้าของร่างอยู่ไหน ไม่มีร่างของเขสอีกต่อไปแล้ว เตอร์ทั้งตกใจสับสนพรางคิดในใจ
‘จะทำยังไงดี’
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้


![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




