เข้าสู่ระบบใต้แสงไฟสลัวของลานจอดรถใต้ดิน แชมเปญเดินเคียงข้างคีรินไปจนถึงซูเปอร์คาร์สีดำ เธอรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้ตลอดทาง ทั้งที่สมองกำลังคำนวณระยะจากตัวเขาถึงทางหนีฉุกเฉินทุกก้าว
การซ่อนตัวในที่ที่คนของเขาคาดไม่ถึงที่สุด หากผ่านประตูรักษาความปลอดภัยไปได้ เธอจะหาโอกาสแยกตัวทันที แผนชั่วคราวได้ผลในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ตรงโถงทางออกเพียงก้มศีรษะให้คีริน ไม่มีใครกล้าขวางหรือขอตรวจแขกหญิงที่เดินอยู่ข้างเขา
แชมเปญยังยิ้มร่าราวกับคนเมา มือคล้องแขนเขาไว้หลวมๆ ขณะเดินผ่านด่านสุดท้าย แต่ภายในใจกลับนับจำนวนคน จุดติดกล้อง และระยะถึงประตูฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง
เสียงรองเท้าส้นสูงหยุดลงตรงหน้ารถ แชมเปญกำลังจะหมุนตัวถอยห่าง แต่เอวกลับถูกแขนแข็งแรงรวบไว้ก่อน ร่างทั้งร่างถูกดึงเข้าหาแผงอกของเขาอย่างรวดเร็ว
หัวใจของเธอกระตุก
คีรินก้มมองใบหน้าของเธอใกล้ๆ สายตานั้นไม่เหมือนผู้ชายที่เพิ่งรู้จักหญิงสาวในงานเลี้ยง แต่เหมือนคนกำลังตรวจสอบบางสิ่งที่ตนสงสัยอยู่
แชมเปญยกมือยันหน้าอกเขาแล้วหัวเราะเบาๆ “ท่านสุภาพบุรุษคะ รีบร้อนเกินไปหรือเปล่า?”
“คุณหนูนักสังหารไร้เงา ผมต่างหากที่ควรถามว่าคุณรีบร้อนจะไปไหน”
เสียงทุ้มเรียบประโยคนั้นทำให้รอยยิ้มของแชมเปญหยุดไปเสี้ยววินาที
เขาไม่ได้ “จำ” เธอได้จากใบหน้า แต่ระบุตัวเธอได้ว่าเป็นคนเดียวกับนักสังหารที่บุกเข้าไปในห้องรับรองเมื่อครู่
แชมเปญย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ตอนลงมือเธอสวมหน้ากากครึ่งหน้า ใช้เครื่องเปลี่ยนเสียง และเก็บชุดสีดำกับอาวุธก่อนกลับไปปะปนกับแขก ช่วงที่เธอเดินออกจากห้องน้ำ ก็ไม่มีสิ่งใดบนร่างกายบ่งบอกว่าเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร หากคีรินยังชี้ตัวได้ แสดงว่าเขาไม่ได้อาศัยใบหน้า เสียง หรือเสื้อผ้าเป็นหลัก
แล้วเขารู้ได้อย่างไร?
“ฉันไม่เข้าใจว่าคุณพูดเรื่องอะไร” แชมเปญตอบพร้อมรอยยิ้มเดิม นิ้วเรียวยาวลากผ่านปกเสื้อสูทของเขาอย่างยั่วเย้าเพื่อกลบความระแวงในใจ “นักสังหารไร้เงาคือใครเหรอคะ หน้าตาเหมือนฉันเหรอ”
คีรินหัวเราะในลำคอเบาๆ “ผมก็ไม่ได้เห็นหน้าคุณตอนอยู่ในห้องนั้น และผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย”
ดวงตาของแชมเปญหรี่ลง
คีรินจึงพูดต่ออย่างไม่เร่งรีบ “เซ็นเซอร์หน้าห้องที่คุณตัดวงจรเป็นระบบชั้นแรก ผมตั้งใจให้มันอยู่ในจุดที่คนมีฝีมือมองเห็นและจัดการได้ ส่วนระบบสำรองอีกชุดแยกออกจากเครือข่ายหลักทั้งหมด มันจับการเคลื่อนไหวและความร้อนตามทางเดินบริการ คุณตัดมันไม่ได้จากแผงวงจรหน้าประตู”
ประโยคนั้นทำให้แชมเปญนึกถึงทางเดินที่เงียบผิดปกติ และประตูซึ่งเปิดทางให้เธอง่ายเกินไปในทันที ช่องโหว่ที่คิดว่าตัวเองค้นพบตั้งแต่แรกไม่ใช่ความสะเพร่า แต่เป็นเส้นทางที่ถูกจงใจทิ้งไว้ให้เธอเลือก
“ตอนควันกระจาย คุณหนีออกจากห้องรับรองผ่านทางเดินบริการ ระบบสำรองตามสัญญาณความร้อนของคุณไปจนถึงเขตห้องน้ำชั้นจัดเลี้ยง หลังจากนั้นสัญญาณก็หายไปเพราะผนังกั้น” คีรินกล่าว “แต่ช่วงเวลานั้นไม่มีคนอื่นใช้ทางบริการเส้นเดียวกับคุณ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนมองชุดราตรีสีชมพูอ่อนบนตัวเธอ “ไม่กี่นาทีต่อมา ผู้หญิงคนหนึ่งออกจากฝั่งห้องน้ำแล้วตรงกลับเข้าไปในงาน จังหวะเวลา ส่วนสูง รูปร่าง และการเคลื่อนไหวตรงกับคนที่ระบบจับไว้ทั้งหมด ที่สำคัญ...ผู้หญิงคนนั้นเดินตรงมาหาผมเอง”
แชมเปญนิ่งไปครู่หนึ่ง คำอธิบายนี้หมายความว่าคีรินไม่ได้รู้จักตัวตนจริงของเธอมาก่อน เขาเพียงตามเส้นทางของนักสังหารจนเชื่อมกับหญิงสาวในชุดราตรีตรงหน้าได้เท่านั้น ต่อให้เธอเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนเสียง หรือเปลี่ยนเสื้อผ้า หากยังเคลื่อนอยู่ในเส้นทางที่เขาคุมไว้ก็ยากจะตัดร่องรอยทั้งหมด
“ถ้าคุณรู้ตั้งแต่ฉันออกจากห้องนั้น แล้วทำไมไม่ให้คนจับฉันเสียตั้งแต่ข้างในคะ?” เธอถามหยั่งเชิง น้ำเสียงยังนุ่มนวลเหมือนกำลังเกี้ยวพาราสีมากกว่าสอบสวนศัตรู
“เพราะผมอยากรู้ว่าคุณจะทำอะไรต่อเมื่อภารกิจล้มเหลว” คีรินตอบ “จะฆ่าคนเปิดทาง จะทิ้งหลักฐาน จะหนีออกไปทันที...หรือจะเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นแขกธรรมดาแล้วเดินออกจากประตูหน้า คุณเลือกอย่างหลัง และยังเลือกใช้ผมเป็นทางผ่านด่านรักษาความปลอดภัยอีกต่างหาก”
แชมเปญยกมุมปากขึ้นทั้งที่ในใจเย็นวาบ คนตรงหน้าไม่ได้จับเธอได้เพราะโชคช่วย แต่ปล่อยให้เธอหนีเพื่อดูวิธีคิดของเธอเสียด้วยซ้ำ “แล้วตอนนี้รู้หรือยังคะ?”
คีรินมองเธออยู่ชั่วอึดใจ สายตาหยุดที่ลักยิ้มข้างแก้มเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบเรียบๆ “รู้มากขึ้นนิดหน่อย แต่ผมยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเป็นใคร”
แชมเปญไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำ มือที่แตะอกเขาพลิกกลับในทันที อาวุธลับเส้นใยสีเงินพุ่งออกจากซอกนิ้วตรงเข้าหาลำคอ เธอไม่ได้หวังให้การโจมตีครั้งแรกจบชีวิตเขา จุดประสงค์คือบังคับให้คีรินถอย เปิดระยะให้เธอเข้าถึงประตูหนีไฟด้านหลังรถ
แต่ชายหนุ่มกลับก้าวสวนเข้ามาแทนที่จะถอย ทำให้แผนเปลี่ยนจังหวะทันที แชมเปญใช้เข่ากระแทกเข้าหาลำตัว เขาบิดสะโพกหลบพร้อมล็อกข้อมือเธอ ความเร็วของทั้งคู่แทบไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดหายใจ
รองเท้าส้นสูงไม่เหมาะกับการต่อสู้ แชมเปญจึงเตะมันออกข้างหนึ่งแล้วหมุนตัวใช้แรงจากเอวดึงเส้นใยกลับ คีรินยอมปล่อยข้อมือเธอ แต่ยังคงจับปลายเส้นไว้แน่น การต่อสู้กลายเป็นการชิงจังหวะบนระยะไม่ถึงหนึ่งเมตร ฝ่ายหนึ่งต้องการหนี อีกฝ่ายดูเหมือนต้องการจับเป็นมากกว่าฆ่า
คีรินเอียงตัวหลบและใช้มือเปล่าคว้าเส้นใยนั้นไว้
หญิงสาวชะงักเพียงเสี้ยววินาที อาวุธชนิดนี้บางจนแทบมองไม่เห็น และเคลื่อนไหวเร็วพอจะตัดผิวหนังได้ในจังหวะเดียว แต่เขากลับจับมันได้ราวกับรู้ทิศทางล่วงหน้า
แชมเปญกระชากเส้นใยกลับเต็มแรง ฝ่ามือของคีรินเกิดรอยบาดบางๆ ทว่าเขาไม่ปล่อย กลับออกแรงดึงเธอเข้าหาตัว
เส้นใยตึงขึ้นและเฉือนฝ่ามือเธอเอง หญิงสาวหน้าซีดทันที พิษบนอาวุธชนิดนี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรวดเร็ว แม้เธอจะมียาถอนพิษฉุกเฉินซ่อนอยู่กับตัว แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาหยิบมันออกมา
ร่างกายเริ่มชา เปลือกตาหนักอึ้ง
แชมเปญพยายามขยับมือไปยังตำแหน่งที่ซ่อนยาถอนพิษไว้ แต่กล้ามเนื้อเริ่มไม่ตอบสนอง ปลายนิ้วเพิ่งแตะขอบซับเสื้อก็ถูกคีรินรวบไว้ เขาก้มมองตำแหน่งนั้นเพียงครั้งเดียว ก่อนค้นพบหลอดยาขนาดเล็กซึ่งเย็บซ่อนอยู่ด้านใน
“ยาถอนพิษ?” เขาถาม
เธออยากตอบประชดสักคำ แต่ลิ้นหนักจนแทบออกเสียงไม่ได้ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่า สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงคีรินเรียกคนของเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นกว่าเดิมหลายเท่า
“เอารถมา แล้วเรียกเจซุส อย่าให้เธอตาย”
คำสั่งนั้นยิ่งทำให้แชมเปญสับสนกว่าพิษเสียอีก คนที่เธอมาฆ่ากลับเป็นคนสั่งช่วยชีวิต แต่เธอไม่มีแรงเหลือพอจะหาคำตอบ ก่อนสติจะดับ แชมเปญเห็นคีรินก้มลงมองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ไม่ใช่ความสะใจของคนที่จับมือสังหารได้ แต่เป็นความตกใจบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดเจน
แชมเปญไม่ทันได้คิดต่อ ร่างทั้งร่างก็หมดแรงล้มลง
ตั้งตนเป็นนักล่า แต่สุดท้ายกลับถูกเหยื่อของตัวเองล่าเสียเอง
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย
เสียงพิมพ์แป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องจนแทบไม่ได้ยินช่องว่างระหว่างเสียง ภายในห้องปิดของตระกูลโภคินชยกุล มีคนสี่คนซึ่งมีออร่าที่โดดเด่น สามคนเป็นผู้ชายและหนึ่งคนเป็นผู้หญิง แต่ละคนดูไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่เงียบสงบ เงียบจนประสาทการได้ยินสามารถไวต่อเสียงได้ถึงขั้นที่ว่าหากเ
เจซุสพยักหน้า มือทั้งสองข้างกอดอกเม้มปากเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าสามารถจำกัดขอบเขตได้แล้ว แต่ผมต้องการคำตอบที่ใกล้เคียงกว่านี้” พูดจบเขาก็เลิกคิ้วมองเธอแชมเปญเห็นแววตาที่เชื่อมั่นของเจซุส ก็เผยรอยยิ้มที่สดใสแล้วยักไหล่เล็กน้อย “แน่นอนค่ะ ด้วยระยะห่างระหว่างคดี ทำให้เรารู้ว่าสถานที่เกิดเหตุไม่
แชมเปญหันไปมองคีริน “ไม่พูดอ้อมค้อมแล้วนะคะ ฉันขอเข้าเรื่องเลย ผู้ร้ายของทั้งสามคดีคือคนเดียว เป็น ผู้ชาย มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมเพราะความพึงพอใจส่วนตัว อย่างที่พวกคุณเห็น ทั้งสามคดีมีจุดที่เหมือนและไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจของการสืบสวน เพื่อทำให้ตำรวจลังเลเกี่ยวกับจำนวนผู้ร้าย น
เจซุสได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วเรียวยาวลูบคางที่แหลมสวยอย่างประณีต น้ำเสียงแฝงความสงสัย“เป็นผู้หญิง? คุณหมายความว่า...” เขาจงใจลากเสียงให้ยาวขึ้น ก่อนจะพูดต่อ “ผู้ร้ายเป็นพวกโรคจิต สังหารคนเพราะความต้องการทางเพศ หรืออาจเป็นเพราะความอิจฉาริษยา?”แชมเปญส่ายศีรษะ “ไม่ค่ะ ค