Masuk“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่ง
แชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้น
แชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?
แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”
คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไร หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นของที่ทำให้ผมหิวจนตาลายได้”
ขณะที่พูดคีรินก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงเดินตรงไปทางหญิงสาว กางเกงสแล็กสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตโอบกระชับเรียวขาที่แข็งแกร่ง แม้จะอยู่ภายใต้กางเกงก็สามารถมองเห็นมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นได้ชัดเจน รองเท้าหนังสีดำเงาวับที่สั่งทำพิเศษสำหรับเขาโดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีรองเท้าคู่ที่สองในโลกนี้ ทุกย่างก้าวที่เดิน เสียงรองเท้าก็ดังขึ้นภายในห้อง ทำให้บรรยากาศยิ่งทวีความลึกลับและน่าขนลุกเป็นสิบเท่า
บนริมฝีปากของเขายังคงมีรอยยิ้มที่ทั้งเยือกเย็น และแฝงไปด้วยความหยอกล้อบางอย่าง ราวกับนักล่าที่กำลังเล็งเหยื่อที่ถูกใจ ความคิดนี้ทำให้เท้าทั้งสองข้างของแชมเปญ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“คุณ...” แชมเปญเห็นคีรินเดินเข้ามาหาตัวเองก็กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง จากนั้นก็สงบสติอารมณ์ แล้วพูดต่อ “คุณอย่าเข้ามานะ”
ผู้ชายคนนี้น่ากลัวจริงๆ แชมเปญไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ตัวเธอเองถึงได้รู้สึกกลัวคนคนหนึ่งได้ถึงขนาดนี้ มีเพียงบางสิ่งบางอย่างที่ผลักดันเธอจากส่วนลึกของจิตใต้สำนึก บอกให้อยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุด จริงๆ แล้ว...มีบางอย่างกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภายในตัวเธอ
มือของหญิงสาวคว้าไปที่มุมผ้าขนหนูตรงเนินอกอย่างไม่รู้ตัว ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลงมา การกระทำเธอโดยไม่ได้ตั้งใจกลับยิ่งทำให้คีรินรู้สึกสนใจอย่างมาก และต้องการที่จะหยอกล้อเธอต่อไปอีกสักพัก
ช่างเหมือน...
ทุกครั้งที่คีรินจ้องมองและบีบบังคับให้เธอทำอะไรสักอย่าง หญิงสาวก็จะหัวดื้อ คิดถึงทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น จากนั้นก็แสดงกลเม็ดต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าแชมเปญ
ด้านหลังของหญิงสาวคือผนังแล้ว เธอไม่สามารถถอยหลังไปได้อีก
คีรินวางมือข้างหนึ่งค้ำอยู่เหนือศีรษะของแชมเปญ ส่วนอีกมือหนึ่งเลื่อนไปจับที่คางของเธอเงยขึ้น “อย่าเข้ามาเหรอ? คุณกำลังออกคำสั่งกับผมอย่างนั้นหรือ?” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “บนโลกนี้ ยังไม่มีใครกล้าออกคำสั่งกับคีรินคนนี้ คุณ...เป็นคนแรกเลยนะ”
จากนั้นคีรินก็ก้มตัวลง กระซิบชิดข้างหูของแชมเปญ ริมฝีปากบางเฉียบของเขาเผยอออกเล็กน้อย “คุณว่า... ตอนนี้ผมควรจะจัดการกับคุณยังไงดี?”
ทันทีที่พูดจบ มือที่จับคางของหญิงสาว ก็เลื่อนลงไปที่ส่วนท้องอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด คว้าเข้าที่ข้อมือของเธอ ดวงตาทั้งสองข้างของแชมเปญเบิกกว้าง จ้องมองตรงไปยังคีริน
เป็นไปไม่ได้...
เขาจะเร็วได้ขนาดนี้เชียวหรือ? ความเร็วในการลงมือของเธอรวดเร็วมาก จนกระทั่งเครื่องวัดความเร็วขององค์กรยังวัดไม่ได้ ก่อนหน้านี้ภาคภูมิใจในตัวเองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วในการสังหารคน
แชมเปญสามารถฆ่าคนได้ในพริบตาเดียว เร็วถึงขนาดที่แม้คนนั้นจะถูกฆ่าแล้ว แต่หัวใจยังคงเต้น ปากยังคงพูด และในชั่วขณะนั้น แม้แต่ตัวเหยื่อเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าถูกสังหาร
แล้วทำไมล่ะ?
หญิงสาวมองลงไปด้านล่างด้วยความไม่อยากเชื่อ มือใหญ่ของคีรินกำลังกำข้อมือเล็กๆ ที่บอบบางของเธอไว้อย่างแน่นหนา เขาจับมือเธอ ราวกับกำลังถือสิ่งที่ง่ายดายมากๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอกำลังใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อต่อต้าน
เขาคนนี้...ไม่ใช่มนุษย์แล้วจริงๆ
คีรินจับมือแชมเปญ ค่อยๆ ยกมันขึ้นมาตรงหน้า ในร่องนิ้วของเธอมีเข็มฉีดยาขนาดเล็กมาก หากไม่สังเกตให้ดีจะไม่มีทางรู้เลย นี่คือเข็มฉีดยาที่มีสารพิษออกฤทธิ์โดยตรงต่อเลือด มันจะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ จากนั้นจะทำให้หลอดเลือดแดงและกระบังลมเกิดการหดเกร็ง ทำให้รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่สามารถตายได้
ผู้ที่ได้รับพิษนี้จะต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งอยู่ก็ไม่สู้ตายแน่นอนว่า ผู้ที่คิดค้นยาพิษชนิดนี้ก็คือเพื่อนรักของเธอ นิโคล ชื่อเต็มในองค์กรคือ นิโคล มิเอะโนะ เป็นผู้ที่มีทักษะทางการแพทย์ดีที่สุดในองค์กร อายุน้อยกว่าแชมเปญสองปี และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด อาจพูดได้ว่าดีกว่าพี่น้องคลานตามกันมาเสียอีก
หรือพูดให้ถูกคือ...แชมเปญไม่เคยรู้เลยคำว่า “พี่น้องคลานตามกันมา” นั้นให้ความรู้สึกอย่างไร
แต่พิษชนิดนี้มีเพียงนักสังหารไร้เงาคนเดียวเท่านั้นที่มี เพราะนิโคลปรุงมันขึ้นมาเฉพาะ ดังนั้นพิษชนิดนี้จึงไม่มียาถอนพิษอื่นใดในโลกนอกจากเธอ เพราะเมื่อใดที่นิโคลปรุงยาพิษ เธอมักจะปรุงยาถอนพิษควบคู่กันเสมอ
ดังนั้น...แชมเปญตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ บังคับให้คีรินไขความลับตัวตนของเธอออกมา จากนั้นก็จะล้างมือในอ่างทองคำ ไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่ายไปวันๆ
นั่นคือความฝันของเธอ และเป็นความฝันของนิโคลด้วย
แต่ดูเหมือนว่าความฝันนั้นจะอยู่ไกลเกินเอื้อม ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่ความพยายามลอบสังหารถูกขัดขวาง แถมยังเป็นคนเดิมอีก ตลอดชีวิตการเป็นนักฆ่า…ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอมาก่อนเลย
ยิ่งกว่านั้น เมื่อถูกคีรินจับได้เช่นนี้...คงไม่มีทางรอดเป็นครั้งที่สองแล้ว!
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างเลื่อนลอย เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นข้างหูของแชมเปญ ทำให้เธอสะดุ้งตกใจ หัวใจที่อยู่ในอกก็เต้นผิดจังหวะ “คุณผู้หญิง เสื้อของผมไม่ได้ขาด”
หา?
แชมเปญเบิกตากว้างมองคีรินที่อยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งเดียวที่เธอเอ่ยชมใครถึงสองครั้ง แต่ใบหน้าของเขาสมบูรณ์แบบเกินไป จนเธออดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ว่าทำไมบนโลกนี้ถึงมีคนสมบูรณ์แบบที่งดงามประณีตได้ขนาดนี้?
เดี๋ยวก่อน...หลังจากหนึ่งวินาทีที่ยังไม่ทันปรับตัว ตอนนี้แชมเปญก็ตื่นขึ้นมาราวกับถูกปลุก เขาพูดว่าเสื้อของเขาไม่ได้ขาดอย่างนั้นหรือ?
เป็นไปได้ไหมว่า นี่คือเขากำลังต้องการไว้ชีวิตเธอ?
แชมเปญรีบเรียกสติกลับมา หัวเราะออกมาทันที “อ่า ฮ่าๆ…ใช่ค่ะ ใช่แล้ว ฉันมองผิดไปเมื่อกี้ นึกว่าเสื้อของหัวหน้าใหญ่ขาด ที่ไหนได้ฉันตาฝาดไปเอง ช่างน่าอายจริงๆ”
ขณะที่แชมเปญพูด เธอก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง ทำท่าทางลำบากใจมาก ทั้งอยากจะขอโทษแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
คีรินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “แล้วตอนนี้ต้องทำยังไงเพื่อขอโทษดีล่ะ คุณหนูแชมเปญ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่คีรินเอ่ยคำว่า “คุณหนูแชมเปญ” ออกมา แต่เขากลับรู้สึกว่ามันช่างติดปากอย่างยิ่ง จนกระทั่งพูดจบแล้วก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองเพิ่งพูดอะไรออกไป
เขารีบเม้มปากไม่พูดอะไรอีก แต่ในส่วนลึกของดวงตา กลับมีประกายความซับซ้อนปรากฏขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“แน่นอนค่ะ ท่านหัวหน้าต้องการให้ฉันขอโทษแบบไหน ฉันจะไม่ปฏิเสธเลยค่ะ” แชมเปญยิ้มออกมา ข้างแก้มซ้ายก็ปรากฏลักยิ้มที่สวยงาม ขอบตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอบกายเธอเปล่งออร่าที่บริสุทธิ์ราวกับนางฟ้าที่หลุดพ้นจากโลกีย์ งดงามอ่อนโยนจนน่าใจหาย
คีรินปลอบตัวเอง ไม่ต้องใจร้อน ไม่จำเป็นต้องใจร้อน อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกเพียงนิดเดียว เขาก็จะสามารถยืนยันได้ว่าเธอคือคนนั้นจริงหรือไม่
เมื่อก่อนคุณหมอเคยบอกว่า รอยแผลเป็นของคุณหนูแชมเปญแทบจะไม่มีทางหายได้เลย แม้ว่าตระกูลอัศวศิริธรากุลจะใช้ทุกวิถีทาง เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่ดีที่สุดในโลก มารักษาลูกสาวคนเดียวของตระกูล ซึ่งก็คือแชมเปญ แต่ความจริงแล้ว...รอยแผลเป็นรูปผีเสื้อบนต้นขาใกล้จุดซ่อนเร้นของเธอไม่มีทางรักษาได้
ดังนั้นเขาเพียงแค่ต้องยืนยันเรื่องนั้น ก็จะบอกได้ว่าเธอคือแชมเปญที่เขาตามหามานานหรือไม่ คีรินยืดหลังตรง สายตาที่เคยสับสนพลันกลายเป็นเย็นชาเฉียบขาด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถอดออก”
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย







