LOGINคีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากัน
บรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงัน
เจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”
คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว
“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”
ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้ว
นิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีก
เห็นคีรินยังคงอยู่ในท่าทีเงียบสงบเช่นเดิม เพียงแต่ร่างกายของเขาผ่อนคลายลง และนิ้วมือก็กำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวเล็กน้อย เมื่อเห็นอาการเช่นนี้ ทั้งอธิปและเจซุสต่างก็ได้คำตอบอยู่ในใจ
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกไปทางประตูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทิ้งไว้เพียงคีรินที่ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น มีเพียงความเงียบงันและความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อน
ห้องที่ได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่าย มีเพียงเตียงขนาดใหญ่หนึ่งหลัง ข้างหัวเตียงมีโต๊ะทำงานเล็กๆ และโคมไฟหัวเตียง บนเพดานประดับด้วยหลอดไฟนีออนขนาดใหญ่ที่ทอแสงระยิบระยับ หน้าต่างบานใหญ่แบบสูงจรดพื้น ทำจากกระจกเก็บเสียงชนิดใหม่ล่าสุด ผสมผสานกับผ้าม่านสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวอย่างนุ่มนวล มีลมบางเบาพัดเอาผ้าม่านให้โบกสะบัดอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นอายของค่ำคืนปลายฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาในห้อง นอกหน้าต่างคือทิวทัศน์ที่สว่างไสวระยิบระยับด้วยแสงไฟ
มีเสียงน้ำไหลออกมาจากห้องน้ำ บ่งบอกว่ามีคนกำลังอาบน้ำอยู่ มองผ่านประตูห้องน้ำที่เต็มไปด้วยไอน้ำ สามารถมองเห็นเงาร่าง ที่งดงามกำลังยืนอยู่ใต้ฝักบัวได้อย่างรางเลือน กระแสน้ำกำลังไหลรดอยู่บนตัวของแชมเปญเธอยกใบหน้าขึ้น หลับตาลง ปล่อยให้สายน้ำสาดกระทบใบหน้างาม
ผมยาวสีดำขลับที่เปียกน้ำแนบชิดไปกับลำคอ ใบหน้าและผิวขาวผ่อง เธอปิดก๊อกน้ำ นิ้วมือเรียวยาวสวยงามเลื่อนขึ้นมาลูบเบาๆ บนใบหน้า หญิงสาวใช้ผ้าขนหนูสีขาวเนื้อนุ่มคุณภาพสูงพันรอบตัว แล้วยืนอยู่หน้ากระจก มองดูตัวเองที่สะท้อนอยู่ในนั้น
ดวงตาสีฟ้าที่ค่อนข้างเข้มคู่สวยสะท้อนภาพตัวเองอย่างแผ่วเบา ผิวพรรณราวกับหิมะขาวเนียนนุ่มดุจกระเบื้องเคลือบ ผมสีดำขลับ คิ้วเรียวบาง สันจมูกโด่ง และริมฝีปากสีเชอร์รี
สุดท้ายแล้ว...ดวงตาสีนี้ของเธอ เหมือนพ่อหรือแม่นะ?
แชมเปญถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องน้ำ ในมือถือผ้าเช็ดผมผืนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้ยกผ้าขนหนูขึ้นเช็ดผม การเคลื่อนไหวพลันหยุดชะงักลง ดวงตาสวยจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่ง นั่นคือบนเตียงนอนของเธอเอง
แชมเปญไม่พูดอะไร คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นก็ยืนตัวตรงเดินเข้าไปใกล้เตียงด้วยท่าทีที่สงบและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
“คุณคีริน…ดึกดื่นค่อนคืนขนาดนี้ ยังไม่นอนแถมอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนฉันด้วยตัวเองแบบนี้ ช่างเป็นเกียรติของฉันจริงๆ ค่ะ” ทุกถ้อยคำที่แชมเปญพูดออกมาล้วนเน้นย้ำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า ดึกดื่นค่อนคืน
คีรินได้ยินแล้วจะทำเป็นไม่เข้าใจได้อย่างไร แต่เขากำลังต้องการยืนยันเรื่องหนึ่ง ว่าผู้หญิงคนนี้...เป็นเธอคนนั้นจริงๆ ใช่ไหม?
“ฉันมาที่นี่เพียงเพื่อต้องการยืนยันเรื่องหนึ่ง” คีรินยังคงความเยือกเย็นไว้ แววตาคมกริบราวกับใบมีดฉายตรงไปยังแชมเปญ ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจเล็กน้อย
ลึกๆ ข้างในแล้ว หญิงสาวมีลางสังหรณ์ไม่ดีปรากฏขึ้นมา
แชมเปญพยายามรักษาความสงบของตัวเองไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง “ยืนยัน? คุณต้องการยืนยันเรื่องอะไร ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฉันด้วยหรือคะ?”
เสียงพูดของแชมเปญไพเราะ นุ่มนวลราวกับสายลมที่พัดอยู่ข้างนอกหน้าต่าง เมื่อผ่านเข้ามาในหูของคีรินก็ยิ่งเพิ่มความหอมหวาน ราวกับน้ำพุเย็นๆ ที่บริสุทธิ์และทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ดื่มไปอึกหนึ่งแล้ว ก็อยากจะดื่มเพิ่มอีกอึก
คีรินมองไปยังหยดน้ำใสๆ ราวกับตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น กลิ้งลงบนผิวขาวผ่องของเธอ หยดน้ำค่อยๆ ไหลลงมาจากแก้มขาวนวลที่เปล่งประกายสีชมพูจางๆ เพราะเพิ่งอาบน้ำอุ่น ลงมาถึงคาง แล้วหยดลงบนไหปลาร้าที่สวยงามอ่อนช้อย จากนั้นก็กลิ้งลงสู่เนินอกของเธอและหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น มันเกาะอยู่บนพื้นผิวของผ้าขนหนู อาศัยจังหวะการเต้นของหัวใจเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะซึมซาบหายเข้าไปในเนื้อผ้า
แชมเปญรู้สึกได้ถึงสายตาที่เร่าร้อนกำลังจดจ่ออยู่บนตัวเธอ ทำให้หัวใจเต้นตึกหนึ่งครั้ง แต่ใบหน้ายังคงรักษาความสงบไว้ได้ แต่ไม่รู้ว่านิ้วมือของเธอกำเข้าหากันแน่นตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ ไม่ช้าไม่เร็ว ในน้ำเสียงของเขาไม่มีท่าทีของการประนีประนอมใดๆ เลย แต่มันคือคำสั่งอย่างแท้จริง
เป็นคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้มีการขัดขืน!
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย
บทที่7ภายในห้องโถงที่กว้างขวาง แชมเปญยืนอยู่กลางห้อง ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าหลงใหลเธอยื่นแฟ้มเอกสารในมือไปยังคีริน ผู้ซึ่งเพิ่งลืมตาขึ้นหลังจากที่เธอเอ่ยสอง“เสร็จแล้วค่ะ”เมื่อเห็นดวงตาสีดำลึกล้ำของคีรินกำลังมองมา แชมเปญก็ยิ้มเยาะเล็กน้อย มือทั้งสองข้างยันลงบนโต๊ะ เสียงของเธอพลันกลา
“สำหรับฉัน... ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงก็พอค่ะ”น้ำเสียงของแชมเปญอ่อนโยนราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ฟังดูนุ่มนวลแต่ก็แฝงความหวานที่ดึงดูดใจ เธอส่งรอยยิ้มให้กับชายหนุ่มทั้งสามในห้อง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เจซุส“อย่ามองฉันแบบนั้นสิคะ เด็กน้อย…จะอายุยี่สิบเจ็ดหรือสิบเจ็ดก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือความสามารถไปได้ไกล
แชมเปญสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากคีริน พยายามระงับความรู้สึกหวาดกลัวลง ถ้าจะบอกว่าเธอคือ นักฆ่าที่เก่งที่สุดในโลก ก็รับประกันได้เลยว่าเขาคือ อาวุธนิวเคลียร์ที่อันตรายที่สุดในจักรวาล ที่มีรัศมีอันตรายไม่ต่ำกว่าสองพันเมตรบอสใหญ่คะ บอสใหญ่.. ท่านช่างสมกับฉายาที่ทั้งโลกยกย่องจริงๆอธิปมอ
ปวดหัวเหลือเกิน...แชมเปญในห้วงภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น รู้สึกเพียงว่าสมองกำลังหมุนคว้างไปหมด ทั้งร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่บอกว่าตัวเองเพิ่งถูกพิษ ซึ่งเป็น ยาพิษร้ายแรง ที่สุดในโลก ซึ่งยังไม่มียาใดสามารถรักษาได้ มีเพียงยาถอนพิษชั่วคราวเท่านั้น ที่ช่วยยื้อชีวิตไว้ได้เ







