로그인หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทัน
หลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”
ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้น
ความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้าง
ความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัว
เมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหารไร้เงาพูดถูกครับ หัวหน้า ตั้งแต่เธอถูกจับมาที่นี่ก็อยู่กับพวกเราตลอด โดยพื้นฐานแล้วไม่มีทางที่จะหลบหนี ผ่านการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของคฤหาสน์นี้ไปได้ นับประสาอะไรกับการไปถึงสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติอเมริกาเพื่อฆ่าคน”
เจซุสหยุดครู่หนึ่งหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด แล้วพูดต่อ “หรือว่าช่วงเวลาที่เธอไปอาบน้ำได้หนีออกไปข้างนอก?”
ทันทีที่พูดจบเจซุสก็มองไปที่คีริน นิ้วของเขาก็ชี้ไปที่แชมเปญซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่รู้ตัว สีหน้าของใครบางคนก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ นิ้วที่ชี้ก็แข็งค้าง กล้ามเนื้อใบหน้าดูเหมือนจะใช้งานได้ยากเล็กน้อย แต่แล้วก็กลับสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว
ดวงตาสีฟ้าครามของทั้งคู่มองไปยังดวงตาสีดำเข้มที่ อยู่ตรงหน้าต่างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จากนั้นในชั่วพริบตา แก้มก็มีสีแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย และหลบสายตาของอีกฝ่ายไปยังจุดที่ไม่ระบุ
คีรินกระแอมเบาๆ หนึ่งที จากนั้นมองไปตามทิศทางที่เจซุสชี้ เขาหรี่ตาลงมุมปากก็โค้งขึ้นเล็กน้อย “ฉันได้บอกหรือว่าคนฆ่ามาวิสคือเธอ?”
“อ๊า...ฟ้าถล่มแล้ว” จู่ๆ หลังจากสามวินาทีที่นิ่งงันไป เจซุสก็กระโดดขึ้นมาและตะโกนเสียงดัง
จากนั้นเขาก็วิ่งไปจับมือเรียวยาวของอธิป แล้ววางมือของเขาลงบนแก้มตัวเอง พูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า “อธิป นายตบฉันทีสิ นายตบฉันทีสิ เร็วเข้า”
เพียะ!!!!
ฝ่ามือหนักๆ ก็ฟาดลงบนแก้มซ้ายของเจซุสอย่างจัง
ใบหน้าของชายหนุ่มหันไปด้านข้างทันที หลังจากผ่านไปชั่วขณะที่เพิ่งตระหนักว่าคอตัวเองเกือบจะเคล็ด เขาก็กระโดดขึ้นมาอีกครั้ง ชี้ตรงไปที่หน้าอธิปและตะโกนด่า “อ๊า...ไอ้บ้า! ตบซะแรงเชียว! หน้าตาหาเงินของฉัน!”
พูดจบเจซุสก็วิ่งไปดึงลิ้นชักออกมา หยิบกระจกขึ้นมาส่องดูใบหน้าตัวเอง พึมพำไปส่องไป “ให้ตายเถอะ ถ้าหน้าฉันเป็นอะไรไป ฉันจะไปเอาเรื่องแก ไอ้อธิปตัวเหม็น!”
อธิปที่อดทนมานานดูเหมือนจะทนกับความช่างพูดของเจซุสไม่ไหวแล้ว จึงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปาก “ก็แกบอกให้ฉันตบเองนี่”
“แต่ก็ไม่เห็นต้องลงมือหนักขนาดนี้เลยนี่!” เจซุสตวัดตาใส่อธิป จากนั้นก็มองตัวเองในกระจก ลูบแก้มที่เพิ่งถูกตบ “แค่อึ้ง เป็นครั้งแรกที่เห็นหัวหน้ายิ้ม แถมยังเป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจมากด้วย”
พูดถึงตรงนี้เขาก็โยนกระจกในมือทิ้ง วิ่งกลับไปคล้องแขนอธิป แล้วขยิบตา “นายว่าไงล่ะ มันจะถึงวันสิ้นโลกแล้วหรือไง? หรือว่า...”
คำว่า “ว่า” ถูกลากยาวออกไป ในดวงตาฉายแววสนใจ แล้วพูดต่อ “หรือว่า ภูเขาน้ำแข็งพันปีของเรามีใครมาทำให้ใจหวั่นไหวแล้ว?”
ขณะที่พูดเจซุสก็เหลือบมองไปยังผู้หญิงคนเดียวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างจงใจ แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่มีอารมณ์มาร่วมวงเล่นตลกกับเขา ออร่าที่แผ่ออกมาจากตัวหญิงสาวคือความเยือกเย็นและความจริงจัง ใบหน้าจดจ่ออยู่กับการมองคีริน
“คุณไม่ได้พูดถึงฉัน? ถ้าอย่างนั้น…” เมื่อกี้ใครพูดว่าฉันเป็นฆาตกร? แน่นอนว่าส่วนหลังนั้นถูกแชมเปญกลืนลงท้องไปไม่ได้พูดออกมา
“ใช่ ฉันไม่ได้พูดถึงเธอ สิ่งที่ฉันพูดคือ...” คีรินยกเท้าขึ้นก้าวเดินช้าๆ เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นหินอ่อนมันวาวดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงกว้าง
ก๊อบ... ก๊อบ...
เสียงรองเท้ายิ่งเข้าใกล้แชมเปญมากขึ้นเรื่อยๆ มุ่งตรงมาที่เธอพร้อมกับความกดดัน ทำให้หายใจติดขัด
ลมหายใจเย็นยะเยือกจากตัวเขา โชยมาปะทะปลายจมูกของหญิงสาว
ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า น้ำเสียงก็เนิบนาบ “คือ…เป้าหมายของฆาตกร”
ฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าแชมเปญ ปลายรองเท้าหนังขัดมันเงาวับที่ทำจากวัสดุชั้นดีหยุดนิ่ง เขาโน้มตัวลงนิ้วจับที่คางที่สวยงามของอีกฝ่าย บังคับให้เธอมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา
“หมอนั่นเล็งเป้าหมายมาที่คุณต่างหาก…ไดแอนน่า แชมเปญ”
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย