เข้าสู่ระบบส่วนผู้เป็นพระสวามี...
แม้หลี่หลงเฟยจะยังคงสุขุมและไม่ค่อยแสดงความรู้สึกดังเช่นเคย อีกทั้งราชกิจที่ล้นมือทำให้ทั้งสองไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่พร้อมหน้ากัน แต่หลัวเย่หลีก็ไม่เคยเก็บเรื่องเหล่านั้นมาคิดให้หนักใจ
เมื่อเห็นว่าสายฝนยังไม่มีทีท่าจะหยุด หลัวเย่หลีจึงล้มเลิกความคิดที่จะออกไปผิงเซียงเก๋อ นางหันไปสั่งห้องเครื่องให้จัดสำรับกลางวันเพิ่มอีกชุด ก่อนหยิบสมุดบัญชีของร้านติดมือไว้เล่มหนึ่งเพราะช่วงนี้พระสวามีของนางรั้งอยู่ตำหนักมิได้ออกไปต่างเมือง
เดิมทีหญิงสาวตั้งใจจะนำบัญชีไปตรวจที่ร้าน แต่เมื่อออกจากตำหนักไม่ได้ ก็คิดว่าใช้เวลาว่างหลังรับประทานอาหารร่วมกับพระสวามีตรวจดูตัวเลขเสียที่เรือนทรงงานก็นับว่าไม่เสียเวลา
ไม่นานนัก หลัวเย่หลีก็เดินไปยังเรือนด้านหน้าพร้อมจูอิงและจูลี่ซึ่งช่วยกันยกสำรับอาหารตามมาด้านหลัง
เมื่อก้าวเข้าไปภายในห้องทรงงาน นางก็เห็นหลี่หลงเฟยนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ กำลังอ่านฎีกากองหนึ่งด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
บุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาคมที่มักเย็นชาพลันอ่อนลงอย่างยากจะสังเกต
"อาหลี เหตุใดวันนี้จึงมาร่วมมื้อกลางวันกับเปิ่นหวางได้เล่า"
หลัวเย่หลียิ้มบาง ก่อนวางสมุดบัญชีลงบนมุมโต๊ะ จากนั้นจึงช่วยจูอิงกับจูลี่จัดสำรับอาหารขึ้นโต๊ะด้วยตนเอง
"ฝนตกหนักเพคะ อาหลีออกไปผิงเซียงเก๋อไม่ได้ จึงคิดว่ามารับประทานอาหารเป็นเพื่อนชินอ๋องเสียหน่อย หลังอาหารค่อยตรวจบัญชีร้านต่อ"
กล่าวจบ นางก็จัดวางถ้วยชามและตะเกียบเข้าที่อย่างคล่องแคล่วตามความเคยชิน
ครั้นทุกอย่างเรียบร้อย หลัวเย่หลีกำลังจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม กลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่ทอดมองมาอย่างเงียบงัน
นางชะงักฝีเท้า ก่อนเงยหน้าสบตาพระสวามี หลี่หลงเฟยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยกปลายนิ้วเคาะเบา ๆ ลงบนตำแหน่งว่างข้างกาย
หลัวเย่หลีเม้มริมฝีปากอย่างลังเล เห็นนางยังคงยืนนิ่ง บุรุษหนุ่มจึงลุกขึ้น เดินตรงเข้ามาโอบเอวบางอย่างคุ้นเคย ก่อนยกนางขึ้นอย่างง่ายดาย แล้ววางให้นั่งลงบนต้นขาด้านซ้ายของตนเอง
การกระทำเช่นนี้มิใช่ครั้งแรก นับตั้งแต่หลัวเย่หลีมีอายุครบสิบหกปี หลี่หลงเฟยมักดึงนางมานั่งข้างกายด้วยท่าทีเช่นนี้อยู่เสมอ แม้จะไม่เคยล้ำเกินขอบเขตอันเหมาะสมก็ตาม
ทว่าทุกครั้งที่ถูกอ้อมแขนอันแข็งแรงโอบไว้ใกล้ชิดเช่นนี้ หัวใจของหลัวเย่หลีก็ยังเต้นผิดจังหวะไม่ต่างจากครั้งแรก
...ใกล้เกินไปแล้ว
หญิงสาวก้มหน้าลงเงียบ ๆ แก้มขาวค่อย ๆ แต้มด้วยสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
"ชินอ๋องก็เป็นเสียเช่นนี้..."
หลัวเย่หลีกล่าวต่อว่าจบก็เม้มริมฝีปาก ไม่กล้าหันไปสบสายตาของฉู่กงกง เหล่าองครักษ์ และนางกำนัลที่ยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างแม้แต่น้อย
อาจเป็นด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ค่อยยอมมารับประทานอาหารร่วมกับหลี่หลงเฟย ภายนอกเขาเป็นบุรุษที่เคร่งขรึม สีหน้าเย็นชา พูดน้อยราวกับคำพูดมีค่าดุจทองคำ แต่กลับชอบแตะต้องนางอย่างแนบเนียนเสียทุกครั้ง
แม้ทั้งสองจะแต่งงานกันมาสามปีแล้ว ทว่าก็ยังมิได้เข้าหอตามความหมายของสามีภรรยา เช่นนี้จะไม่ให้หลัวเย่หลีรู้สึกกระอักกระอ่วนได้อย่างไร
หลี่หลงเฟยก้มมองคนในอ้อมแขน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เปิ่นหวางบอกเจ้าหลายครั้งแล้วว่า อย่าเรียกว่าชินอ๋อง"
ดวงตาคมจับจ้องนางนิ่ง ก่อนกล่าวต่อ
"เรียกท่านพี่ก็ได้ หรือจะเรียกพี่เฟยยิ่งดี เหตุใดเจ้าจึงจำไม่ได้เสียที"
เขาหยุดเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นแทบมองไม่เห็น
"หากต่อไปเปิ่นหวางยังได้ยินเจ้าเรียกว่าชินอ๋องอีกหนึ่งครั้ง เปิ่นหวางจะลงโทษเจ้าหนึ่งครั้ง"
หลัวเย่หลีได้ยินดังนั้นก็แอบขัดเคืองอยู่ในใจ นางเป็นถึงพระชายาของเขานะ หาใช่ทหารใต้บังคับบัญชาที่จะถูกออกคำสั่งเสียทุกเรื่องไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่พอใจ แก้มทั้งสองข้างค่อย ๆ พองออกโดยไม่รู้ตัว ดุจปลาทองตัวน้อยกำลังงอนเจ้าของ ภาพนั้นทำให้หลี่หลงเฟยอดกลั้นรอยยิ้มไว้แทบไม่อยู่
เขาก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว ก่อนประทับริมฝีปากลงบนแก้มป่องทั้งสองข้างอย่างถือวิสาสะ
...ฟอด...
...ฟอด...
หลัวเย่หลีเบิกตากว้าง รีบยกมือกุมแก้มของตนเองทันที
"โอ๊ย... ชินอ๋อง... ท่าน..."
นางทั้งอายทั้งขัดเขินจนพูดไม่ออก หากเปลี่ยนเป็นสตรีอื่นคงยกกำปั้นทุบเขาไปแล้ว
ทว่าหลัวเย่หลีเติบโตมาจากจวนติ้งเป่ยโหว ได้รับการอบรมกิริยามารยาทมาตั้งแต่เล็ก มีหรือจะกล้าลงไม้ลงมือกับพระสวามีผู้สูงศักดิ์
สิ่งที่นางทำได้จึงมีเพียงลุกขึ้นจากที่นั่ง ค้อนเขาไปหนึ่งวงใหญ่ ก่อนตั้งใจจะกลับไปใช้สำรับที่ตำหนักหน้าของตนเอง
ต่อหน้าฉู่กงกง นางกำนัล และองครักษ์มากมาย นางอับอายจนไม่อาจฝืนรับประทานอาหารต่อได้จริง ๆ
ทว่าเพียงนางก้าวออกไปได้ไม่ถึงสองก้าว เสียงทุ้มเรียบนิ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"หากเจ้าก้าวออกไปแม้เพียงก้าวเดียว"
หลัวเย่หลีชะงักฝีเท้าทันที
"มื้อเที่ยงวันนี้ เปิ่นหวางก็ไม่จำเป็นต้องกินข้าวแล้ว"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งเช่นเดิม
"แต่จะกินเจ้าแทน"
เพียงประโยคนั้น หลัวเย่หลีก็แทบไม่กล้าหายใจ พระสวามีของนางคือผู้ใดเล่า เขาคือชินอ๋อง ผู้บัญชาการกองทหารม้าเฮยฉี บุรุษผู้เด็ดขาดจนแม้ขุนนางชั่วหลายคนยังหวาดกลัว
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ นางมีหรือจะกล้าหนีต่อ หญิงสาวจึงเดินกลับมาหาเขาแต่โดยดี ก่อนนั่งลงข้างกายอย่างว่าง่าย
ทว่าหลี่หลงเฟยกลับตบมือลงบนต้นขาของตนเองเบา ๆ เป็นเชิงบอกตำแหน่งเดิม
หลัวเย่หลีได้แต่นิ่งงัน สุดท้ายก็ยอมให้อีกฝ่ายดึงตัวขึ้นไปนั่งบนตักตามใจเขา หาไม่แล้ว หากเขาโกรธขึ้นมาจริง ๆ จะทำเช่นไร
แต่สิ่งที่หลัวเย่หลีไม่เคยรู้เลยก็คือ คำว่า "กินเจ้า" ของนางกับของหลี่หลงเฟยนั้น มีความหมายต่างกันคนละฟ้ากับเหว
ในความคิดของหลัวเย่หลี นางเข้าใจว่าเขาจะจับนางกินจริง ๆ กินเสียจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก ภาพน่าหวาดหวั่นผุดขึ้นเต็มสมองของหญิงสาวผู้ไร้เดียงสา
ทว่าในความหมายของหลี่หลงเฟย...
เขาหมายถึงการพานางกลับเข้าห้องหอ มิใช่อาหารมื้อกลางวันต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ตลอดมื้ออาหาร หลัวเย่หลีจึงนั่งตัวเกร็งจนแทบกลืนข้าวไม่ลง
หลี่หลงเฟยมองออกทุกอย่าง
สุดท้ายเขาจึงวางตะเกียบก่อนเวลา ยอมจบมื้ออาหารเร็วกว่าปกติ เพราะไม่อยากเห็นนางหวาดกลัวไปมากกว่านี้ หลัวเย่หลีรีบลุกขึ้น ยอบกายคำนับอย่างเรียบร้อย
"หม่อมฉันอิ่มแล้วเพคะ เช่นนั้นเย่หลีขอตัวกลับตำหนักหน้าก่อน"
หลี่หลงเฟยพยักหน้าเบา ๆ
"ไปเถิด"
หญิงสาวล้างมือ บ้วนปาก แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเกรงว่าหากช้ากว่านี้จะถูกเรียกกลับไปนั่งบนตักอีกครั้ง
หลี่หลงเฟยนั่งมองแผ่นหลังของนางจนลับสายตา ในดวงตาที่ผู้คนนอกมองว่าเย็นชา กลับซ่อนความอ่อนโยนและความหนักใจเอาไว้เต็มเปี่ยม
สามปีที่ผ่านมา เขาเชื่อว่าตนแสดงออกชัดเจนพอแล้ว ทว่าหลัวเย่หลีกลับไม่เคยรู้เลยว่า ผู้เป็นสามีรักและทะนุถนอมนางเพียงใด
ขณะเดียวกัน เสียงกดดันจากเชื้อพระวงศ์สกุลหลี่สายรองก็เริ่มดังขึ้นทุกวัน แม้แต่หรงไท่เฮาผู้เป็นพระมารดา ยังมีรับสั่งเรียกเขาเข้าเฝ้าหลายครั้ง เพื่อเตือนให้รีบมีทายาทสืบสายโลหิตราชวงศ์
หากปีนี้ชินหวางเฟยยังไม่ตั้งครรภ์ เกรงว่าพระองค์คงไม่อาจต้านกระแสเรียกร้องให้รับพระชายารองเข้าจวนได้อีก
ยิ่งเวลาผ่านไป ความตั้งใจที่อยากมีพระชายาเพียงผู้เดียวก็ยิ่งถูกสั่นคลอนด้วยแรงกดดันจากทุกทิศทาง เพราะเหตุนี้ หลี่หลงเฟยจึงพยายามลดการออกไปราชการต่างแคว้นในช่วงหลัง
มิใช่เพราะเกียจคร้านราชกิจ แต่เพราะเขาตัดสินใจแล้วว่า...
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาจะไม่มีวันยอมให้สตรีอื่นก้าวเข้ามาใต้ชายคาเดียวกัน ฐานะพระชายาของชินอ๋อง มีได้เพียงหลัวเย่หลีผู้เดียวเท่านั้น!
เสียงครวญครางผสานไปกับเสียงคำรามกึกก้อง ยิ่งในจังหวะที่กายอวบอั๋นถูกสลับตำแหน่งให้ขึ้นไปขยับขับอยู่ด้านบน แล้วนางปล่อยผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วไปมา แหงนเงยใบหน้าเชิด ห่อปากด้วยความเสียวซ่านสุดชีวิต ช่างเป็นภาพอันงดงามที่กระชากความรู้สึกของบุรุษวัยฉกรรจ์จนสติเขาเตลิดยิ่งนางโยกคลึงบดสะโพกส่ายโยกไหวมิผิดจากที่เขากระทำต่อนาง หลี่หลงเฟยเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคดีเหลือเกิน เรือนร่างงามนุ่มนิ่มนี้มีความสุขมอบให้เขาอย่างใจกว้างเขาจึงเอื้อมมือไปยึดที่สะโพกขาวกลมกลึง ก่อนเร่งซอยกระแทกถี่ยิบขึ้นไปหานางเสียเอง ยิ่งเขาอัดกระแทกผลักดันเสยขึ้นไปร่องรักของภรรยาสาวนั้น ก็ยิ่งตอดรัดดูดดึงดุ้นแข็งขึง จนทำให้เขาไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป"โอ้ว…ซี้ด…เมียรักของข้า ท่านพี่เฟยทนไม่ไหวแล้ว ร่องของเมียรักช่างเอามันเหลือเกิน โอ้ว…โอ้ว…"ท่อนลำถูกอัดกระแทกรุนแรงและเร็วรี่"อา…อา…อา…ทะ…ท่านพี่…หลี่หลงเฟย…กรี๊ด…"ทั้งสองกายเกร็ง ร่างกระตุกสั่นไหว ก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักแตกกระจายโดยพร้อมเพรียงกันพระชายาคนงามรู้สึกสุขสมอย่างสุดขีด ร่างอวบอั๋นนั้นสั่นกระตุกถี่ระรัวอย่างเนิ่นนาน ก่อนที่นางจะทิ้งกายลงกอดเกี
"พระชายา…จะช่วยรับทั้งชีวิตของหลี่หลงเฟยเอาไว้ได้หรือไม่?"ดวงตาทรงดอกท้อหวานซึ้งมองประสานกับดวงตาคมเข้มที่ก็หวานซึ้งมิต่างกัน"ที่ยินยอมรั้งอยู่ข้างกายท่านมาสี่หนาว ถามจากใจ…พระสวามีท่านมิแจ้งใจจริงหรือ?"หากจะกล่าวว่าจอมทัพเช่นหลี่หลงเฟยนั้นเป็นบุรุษร้ายกาจ มากมายเล่ห์ คิดวางแผนเดินหมากอย่างรอบคอบเป็นฉากเป็นตอนมาจวบจนถึงบทสุดท้าย ที่ทุกผู้ล้วนสุขสมหวังกันไปทุกทางเกรงว่าภรรยาพยัคฆ์นางคงยืนอยู่เหนือเมฆา เฝ้ามองบุรุษที่ตนแอบรักเล่นบท 'คนเลว' อย่างสนุกสนานมาเสียสี่หนาวเสียแล้ว"เจ้า…อาหลีน้อย…เจ้ามันร้าย…ฮึ…ฮ่า…ฮ่า…แสบกว่าพยัคฆ์ก็ภรรยาพยัคฆ์นี่เอง"…เป็นครั้งแรกที่หลี่หลงเฟยรู้สึกสะใจต่อการถูกสตรีรังแก!...ซึ่งในใต้หล้านี้เกรงว่าจะมีนางเดียวที่ทำได้ นาง…หลัวเย่หลี…พระชายาตัวหอมแห่งตำหนักชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!จากนั้นหลัวเย่หลีนางก็ถูกจอมทัพร้ายกาจรังแกด้วยท่อนลำยิ่งใหญ่ ที่กดกระแทกผลักดันจนใบหน้าสราญนั้นบิดเบี้ยวด้วยความจุกแน่นปนเปไปกับความเสียวซ่านยิ่งเขาเริ่มกดกระแทกท่อนลำแกร่งเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ชนิดเข้าจนลึกสุดก่อนจะถูกถอนออกมาจนเกือบสุด จนปลายหัวหยักเกือบจะหล
แม้หัวใจจะเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกจากอก แต่นางก็ยังโน้มกายลงไป ประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายคางของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ริมฝีปากลงมาตามลำคอแกร่ง แวะหยุดเหนือแผ่นอกกำยำซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเมื่อระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเอาใจนางเช่นไร หลัวเย่หลีจึงพยายามทำตามสิ่งที่เพิ่งจดจำมาอย่างเก้กัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ความตั้งใจของนางกลับชัดเจนกว่าสิ่งใดทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มแตะแผ่วลงบนผิวกายของเขา หรือปลายลิ้นสัมผัสอย่างระมัดระวัง เสียงครางทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอของหลี่หลงเฟยโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยิ่งทั้งอาย ทั้งอยากรู้ว่าตนทำได้ถูกหรือไม่ จึงช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของพระสวามีเป็นระยะ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำชื่นชมจากเขาหลี่หลงเฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คล้ายกำลังปลอบโยนให้คลายความประหม่า"เจ้าก็เพียงใช้ปลายลิ้นแตะทักทายเสียก่อน จากนั้นค่อย ๆ ทำไปตามจังหวะของตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน เพียงอ่อนโยนและระวังอย่าให้ฟันโดนก็พอ"แม้พระสวามีจะสอนเพียงครั้งเดียว แต่นักเรียนผู้ตั้งใจอย่างหลัวเย่หลีกลับจดจำ
หลัวเย่หลีในยามนี้ถูกความเสียวซ่านเข้าครอบงำ จนเรือนร่างอวบอิ่มบิดไหวอย่างเร่าร้อน เพลิงราคะที่หลี่หลงเฟยค่อย ๆ จุดขึ้นราวกับกำลังเผาผลาญนางให้หลอมละลาย ริมฝีปากงามเผยอปล่อยเสียงครางแผ่วพร่าไม่ขาดสาย ขณะมือน้อยลูบไล้ไปตามเรือนร่างกำยำของพระสวามีหนุ่มอย่างลืมตัว"อา...หลี่หลงเฟย...หลี่หลงเฟย...""อา...คนดี...เรียกอีก...เรียกข้าว่า 'หลี่หลงเฟย' อีก...ยิ่งเรียกทุกคราวที่ท่านพี่เข้าหาเจ้า ข้าก็ยิ่งชอบ"เพียงได้ยินนางเอ่ยนามตน หลี่หลงเฟยก็ถอนริมฝีปากออก พลางเอ่ยบอกความต้องการด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ ลูบไล้ และขบจุมพิตไปทั่วเรือนกายอวบอิ่ม ราวกับไม่มีส่วนใดของร่างงามที่จะรอดพ้นจากการปรนนิบัติของเขาจากนั้นเขาจึงก้มลงซุกใบหน้าที่ซอกคอขาวผ่อง ไล่จุมพิตและโลมไล้อย่างอ้อยอิ่ง จนหลัวเย่หลีเกร็งกายด้วยความสั่นไหว เสียงครวญครางหวานพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง"อา...อูย...พะ...พอก่อน...หลี่หลงเฟย...พอก่อน...ซี้ด..."ทันใดนั้นหลี่หลงเฟยก็คลายการกักแขนทั้งสองข้างของนางเสียจนหลัวเย่หลีเผลอโล่งใจ คิดว่าพระสวามีผู้ร้ายกาจคงยอมปรานีแล้วทว่าความหวังนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เมื่อเขาทรุ
ดวงตากลมโตของหลัวเย่หลีพร่าพรายไปด้วยความอ่อนโยน นางทอดมองพระสวามีด้วยความรักอย่างไม่คิดปิดบัง"เป็นของข้า ด้วยความเต็มใจเถิด อาหลีน้อยของท่านพี่เฟย"สิ้นคำกล่าว หลี่หลงเฟยยกมือขึ้นประคองแผ่นหลังของนางไว้แน่น สายตาคมเข้มทอดมองสตรีตรงหน้าราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาหวงแหนที่สุดหลัวเย่หลีเผยอริมฝีปาก สูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นโอบลำคอของพระสวามีไว้แน่น พลางซบใบหน้าลงกับบ่ากว้างอย่างไว้วางใจ"อื้อ...ท่านพี่..."หลี่หลงเฟยลูบศีรษะนางเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน"ราตรีนี้ท่านพี่จะมอบความสุขให้เจ้า จะรักเจ้าให้สาสม"คำกล่าวนั้นทำให้หลัวเย่หลีเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา แล้วซบกลับลงสู่อ้อมกอดของบุรุษผู้เป็นทั้งพระสวามีและที่พักพิงของหัวใจอีกครั้ง“เจ้ายินยอมหรือไม่อาหลีน้อย”เขาพึมพำถามนางแผ่วเบา ทว่าใบหน้ายังคงซุกไซ้อยู่กับร่องอกอวบอิ่ม ปลายลิ้นตวัดเลียลูบไล้วนเวียนอยู่เหนือฐานทรวงผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะย้อนกลับมาดูดยอดปทุมถันสีแดงก่ำด้วยความกระหาย จนเกิดเสียงแผ่วดัง...จุ๊บ...จ๊าบ...กลิ่นหอมและรสหวานของกายสาวแรกรุ่นยิ่งปลุกเร้าความคลั่งไคล้ ย
หลัวเย่หลีกะพริบตาเรียกสติ ก่อนจะเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ นางใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดก็ได้คำตอบให้กับหัวใจของตนเอง"เชิญกล่าวเพคะ""ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงข้าไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับเจ้า แต่ข้าแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ ว่าข้ารักเจ้า ข้ายกย่องเจ้า มีเจ้าเป็นภรรยา เป็นสตรีเพียงผู้เดียวในดวงใจ ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ไม่ยอมบอกความจริง ข้าผิดที่รวบรัดเจ้า ข้าผิดทุกทาง แต่ทั้งหมดที่ข้าทำก็เพราะข้ารักเจ้า อาหลีน้อย ข้ามิใช่คนดีก็จริง แต่ความรักที่ข้ามีให้เจ้ามันจริงแท้ที่สุด หรือสี่ฤดูหนาวที่พวกเราเป็นสามาภรรยากันมา เจ้าไม่เคยมองเห็นความรักและความจริงใจของคนเลวผู้นี้เลยหรือ"ดวงตาของจอมทมิฬที่ทอดมองมายังนางในยามนี้ เปี่ยมไปด้วยความรัก หากก็แฝงความน้อยใจอยู่ไม่น้อยหลัวเย่หลีทบทวนทุกสิ่งอีกครั้ง จึงเริ่มเข้าใจว่า ที่ผ่านมานางมิใช่มองไม่เห็น เพียงแต่เพราะเขาเคยเป็นว่าที่อดีตพี่เขยของนาง แม้ลึก ๆ จะเผลอมีใจ แต่ความละอายกลับทำให้นางพยายามบังคับตนเองให้มองข้ามทุกความรู้สึกนั้นมาตลอด"หรือความผิดนี้ เจ้ามิอาจอภัยให้สามีผู้นี้ได้เลย"จะเป็นไปได้อย่างไรกันถึงนางจะมิใช่สตรีเฉลียวฉลาดนัก แต่







