LOGINเขาร้ายกับคนทั้งใต้หล้า แต่กับนาง สตรีเอวบางร่างน้อย ไร้พิษภัย หลี่หลงเฟยกลับพ่ายแพ้ มิใช่เพียงพ้ายแพ้ เขายังหวาดกลัวนางอีกด้วย ชินอ๋องจอมทิมฬกลัวที่สุด เขากลัวพระชายาหลัวไม่รัก!
View Moreฤดูหนาวปีนี้มาเยือนแคว้นเป่ยฉีแห่งอาณาจักรต้าเฉิงเร็วกว่าทุกปี
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงจากผืนฟ้าราวกับขนห่านสีขาว ปกคลุมหลังคาเรือน ถนนหนทาง และกำแพงเมืองทั่วทั้งแคว้น ลมเหนือพัดกระโชกเป็นระยะ พัดพาเกล็ดหิมะให้ปลิวละล่องไปตามสายลม เสียงกิ่งไม้แห้งเสียดสีกันแผ่วเบา คล้ายเสียงคร่ำครวญท่ามกลางฤดูเหมันต์อันยาวนาน
ผู้คนในเมืองต่างเร่งรีบกลับเรือนเพื่อหลบไอหนาว ร้านรวงสองฟากถนนทยอยปิดประตูตั้งแต่ยามเย็น บรรยากาศทั้งแคว้นเงียบเหงากว่าทุกวัน
ทว่าความหนาวเหน็บภายนอกกลับมิอาจเทียบได้กับบรรยากาศอันอึมครึมภายในจวนติ้งเป่ยโหว
บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต่างก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาเกินความจำเป็น เพราะงานอภิเษกซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้านานกว่าสามปี กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ก่อนถึงกำหนดรับตัวเจ้าสาวเพียงไม่กี่วัน
ภายในห้องหนังสือ ประตูไม้จันทน์ถูกปิดสนิท เตาอั้งโล่ลุกโชนอยู่กลางห้อง ทว่าความอบอุ่นจากเปลวไฟกลับมิอาจคลายบรรยากาศอันตึงเครียดของผู้คนภายในได้แม้แต่น้อย
หลัวหย่งคัง ติ้งเป่ยโหวคนปัจจุบัน นั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง บุรุษวัยสี่สิบสองปีผู้นี้นำทัพรักษาชายแดนเหนือมานานสิบห้าปี จนศัตรูนอกด่านมิกล้ารุกรานแผ่นดินต้าเฉิงแม้แต่ก้าวเดียว
แม่ทัพผู้ไม่เคยหวาดหวั่นต่อสนามรบ บัดนี้กลับมีสีหน้าซีดเซียว ราวกับชั่วข้ามคืนได้พรากเรี่ยวแรงและวัยหนุ่มของเขาไปกว่าสิบปี
เบื้องหน้าของเขาคือหรงเฟยเยี่ย ซู่กั๋วกง น้องชายแท้ ๆ ของหรงไท่เฮา พระราชมารดาของฮ่องเต้หลี่หลงอี้และชินอ๋องหลี่หลงเฟย จึงนับเป็นเสด็จน้าชายของทั้งสองพระองค์
ส่วนบุรุษหนุ่มที่ประทับนั่งอยู่ด้านข้าง สวมอาภรณ์สีดำปักมังกรเงิน พระพักตร์หล่อเหลา สง่างาม ดวงตาคมลึกราวกับน้ำแข็งพันปี เพียงประทับนั่งนิ่งก็ยังแผ่แรงกดดันออกมาโดยไม่ต้องตรัสวาจา บุรุษผู้นั้นคือชินอ๋อง หลี่หลงเฟย พระอนุชาร่วมพระราชมารดาของฮ่องเต้ ผู้มีฐานันดรศักดิ์รองเพียงฮ่องเต้และหรงไท่เฮา อีกทั้งยังเป็นเจ้าบ่าวของงานอภิเษกครั้งนี้
หลัวหย่งคังค่อย ๆ ลุกขึ้น ประสานมือค้อมศีรษะลงต่ำ
"เรื่องทั้งหมดเกิดจากการอบรมบุตรสาวของกระหม่อมไม่ดี กระหม่อมสมควรตายหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ ชินอ๋อง"
น้ำเสียงของติ้งเป่ยโหวแหบพร่า ราวกับมิได้นอนมาทั้งคืน
"ซ่งหรานหลบหนีออกจากจวนไปพร้อมบุรุษอื่น นับเป็นความผิดใหญ่หลวง หากซู่กั๋วกงและชินอ๋องทรงมีพระประสงค์ลงโทษ กระหม่อมจะไม่โต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ"
หรงเฟยเยี่ยถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
"ติ้งเป่ยโหว เจ้าเองก็ทราบดีว่าเรื่องนี้มิใช่ปัญหาระหว่างสกุลหลัวกับสกุลหรงเพียงเท่านั้น"
"ยามนี้ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียงสองปี ราชสำนักยังแบ่งเป็นหลายฝ่าย หากงานอภิเษกของชินอ๋องต้องล้มเลิก ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย"
"งานอภิเษกครั้งนี้ ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ส่วนหรงไท่เฮาก็ทรงเตรียมการด้วยพระองค์เองมาตลอดสามปี หากข่าวเจ้าสาวหลบหนีแพร่ออกไป เจ้าคิดหรือว่าจะมีเพียงสกุลหลัวที่เสียหน้า"
หลัวหย่งคังเม้มริมฝีปากแน่น
ติ้งเป่ยโหวย่อมทราบดีว่า เรื่องนี้มิได้กระทบเพียงสกุลหลัว หากยังเกี่ยวพันถึงพระพักตร์ของฮ่องเต้ หรงไท่เฮา ราชวงศ์หลี่ และความมั่นคงของราชบัลลังก์
หลี่หลงเฟยทอดพระเนตรเปลวไฟในเตาอั้งโล่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันพระพักตร์ไปทางผู้เป็นท่านน้า หรงเฟยเยี่ยจึงเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
"ชินอ๋องทรงคิดเห็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ"
หรงเฟยเยี่ยหันไปมองหลานชายก่อนเอ่ยถามอย่างนอบน้อม ภายในห้องหนังสือพลันตกอยู่ในความเงียบ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังชินอ๋อง รอคอยพระดำรัสจากพระองค์โดยมิได้นัดหมาย
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่หลงเฟยจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยกิริยาเชื่องช้า ก่อนวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา สีพระพักตร์ยังคงเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด
"เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว การตามตัวหลัวซ่งหรานกลับมาย่อมไร้ประโยชน์"
พระสุรเสียงของพระองค์สงบนิ่ง หากหนักแน่นจนผู้ฟังไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก สายพระเนตรทอดไปยังหลัวหย่งคัง ก่อนตรัสต่ออย่างสุขุม
"ต่อให้นำตัวกลับมาได้ นางก็ไม่อาจเข้าพิธีอภิเษกในฐานะพระชายาของเปิ่นหวางอีก"
พระองค์เว้นช่วงเพียงครู่ ก่อนตรัสต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
"ส่วนการเอาผิดติ้งเป่ยโหวในเวลานี้ ก็มีแต่จะสร้างปัญหาให้เสด็จพี่ฮ่องเต้"
หลัวหย่งคังค้อมศีรษะลงต่ำกว่าเดิม มือที่ประสานอยู่เบื้องหน้ากำแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความละอาย หากกลับมิคิดเอ่ยคำแก้ตัวแม้แต่ครึ่งคำ
หรงเฟยเยี่ยพยักหน้าช้า ๆ เห็นด้วยกับทุกถ้อยคำของหลานชาย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ชินอ๋องตรัสถูกต้อง เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมิอาจย้อนคืนได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือหาทางคลี่คลายสถานการณ์"
หลัวหย่งคังสูดลมหายใจลึก คล้ายรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้าย ก่อนประสานมือกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"กระหม่อมเองก็คิดเช่นนั้น จึงกล้าทูลเสนอทางออกเพียงประการเดียว"
เขาหยุดไปชั่วครู่ ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับชั่งใจ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"กระหม่อมยังมีบุตรสาวอีกคน นามว่าหลัวเย่หลี แม้อายุเพียงสิบสี่ปีและยังมิได้ผ่านพิธีปักปิ่น แต่หากชินอ๋องมิทรงรังเกียจ กระหม่อมยินดีให้นางแต่งเข้าตำหนักชินอ๋องแทนพี่สาว"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศภายในห้องยิ่งเงียบงันกว่าเดิม หรงเฟยเยี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิด ก่อนหันมองติ้งเป่ยโหวแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง
"ติ้งเป่ยโหว เจ้าตรึกตรองดีแล้วหรือ"
"กระหม่อมตรึกตรองมาดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หลัวหย่งคังตอบโดยไม่ลังเล ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"ยามนี้ผู้คนในเมืองหลวงทราบเพียงว่าชินอ๋องจะทรงอภิเษกกับบุตรสาวของติ้งเป่ยโหว หาได้ทราบว่าเป็นคุณหนูคนใด อีกทั้งเย่หลีก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกเช่นเดียวกับซ่งหราน"
เขาหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
"หากปล่อยให้งานอภิเษกล้มเลิก พระพักตร์ของฝ่าบาท หรงไท่เฮา ตลอดจนราชวงศ์และสองสกุลย่อมได้รับความเสียหายยิ่งกว่าเดิม"
หรงเฟยเยี่ยมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงหันไปมองหลานชาย เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่จะตัดสินใจเรื่องนี้มีเพียงชินอ๋องผู้เดียว
หลี่หลงเฟยนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สีพระพักตร์ยังคงสงบนิ่ง ก่อนตรัสขึ้นอย่างเรียบเฉย
"เปิ่นหวางไม่มีความเห็นคัดค้าน"
เพียงประโยคเดียว หลัวหย่งคังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับอยู่บนบ่าออกไปได้ครึ่งหนึ่ง
ทว่า ก่อนที่เขาจะทันกล่าวคำขอบพระทัย หลี่หลงเฟยก็ตรัสต่อทันที
"แต่ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจ เปิ่นหวางต้องการทราบความสมัครใจของคุณหนูสามหลัวเสียก่อน"
คำกล่าวนั้นทำให้หลัวหย่งคังชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด ราวกับไม่คาดคิดว่าชินอ๋องจะทรงให้ความสำคัญกับความสมัครใจของบุตรสาววัยสิบสี่ปีถึงเพียงนี้
ทว่าหลังตั้งสติได้ เขารีบประสานมือค้อมศีรษะลงต่ำ "ได้พ่ะย่ะค่ะ ชินอ๋อง กระหม่อมจะให้คนไปตามเย่หลีมาเดี๋ยวนี้"
เสียงครวญครางผสานไปกับเสียงคำรามกึกก้อง ยิ่งในจังหวะที่กายอวบอั๋นถูกสลับตำแหน่งให้ขึ้นไปขยับขับอยู่ด้านบน แล้วนางปล่อยผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วไปมา แหงนเงยใบหน้าเชิด ห่อปากด้วยความเสียวซ่านสุดชีวิต ช่างเป็นภาพอันงดงามที่กระชากความรู้สึกของบุรุษวัยฉกรรจ์จนสติเขาเตลิดยิ่งนางโยกคลึงบดสะโพกส่ายโยกไหวมิผิดจากที่เขากระทำต่อนาง หลี่หลงเฟยเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคดีเหลือเกิน เรือนร่างงามนุ่มนิ่มนี้มีความสุขมอบให้เขาอย่างใจกว้างเขาจึงเอื้อมมือไปยึดที่สะโพกขาวกลมกลึง ก่อนเร่งซอยกระแทกถี่ยิบขึ้นไปหานางเสียเอง ยิ่งเขาอัดกระแทกผลักดันเสยขึ้นไปร่องรักของภรรยาสาวนั้น ก็ยิ่งตอดรัดดูดดึงดุ้นแข็งขึง จนทำให้เขาไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป"โอ้ว…ซี้ด…เมียรักของข้า ท่านพี่เฟยทนไม่ไหวแล้ว ร่องของเมียรักช่างเอามันเหลือเกิน โอ้ว…โอ้ว…"ท่อนลำถูกอัดกระแทกรุนแรงและเร็วรี่"อา…อา…อา…ทะ…ท่านพี่…หลี่หลงเฟย…กรี๊ด…"ทั้งสองกายเกร็ง ร่างกระตุกสั่นไหว ก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักแตกกระจายโดยพร้อมเพรียงกันพระชายาคนงามรู้สึกสุขสมอย่างสุดขีด ร่างอวบอั๋นนั้นสั่นกระตุกถี่ระรัวอย่างเนิ่นนาน ก่อนที่นางจะทิ้งกายลงกอดเกี
"พระชายา…จะช่วยรับทั้งชีวิตของหลี่หลงเฟยเอาไว้ได้หรือไม่?"ดวงตาทรงดอกท้อหวานซึ้งมองประสานกับดวงตาคมเข้มที่ก็หวานซึ้งมิต่างกัน"ที่ยินยอมรั้งอยู่ข้างกายท่านมาสี่หนาว ถามจากใจ…พระสวามีท่านมิแจ้งใจจริงหรือ?"หากจะกล่าวว่าจอมทัพเช่นหลี่หลงเฟยนั้นเป็นบุรุษร้ายกาจ มากมายเล่ห์ คิดวางแผนเดินหมากอย่างรอบคอบเป็นฉากเป็นตอนมาจวบจนถึงบทสุดท้าย ที่ทุกผู้ล้วนสุขสมหวังกันไปทุกทางเกรงว่าภรรยาพยัคฆ์นางคงยืนอยู่เหนือเมฆา เฝ้ามองบุรุษที่ตนแอบรักเล่นบท 'คนเลว' อย่างสนุกสนานมาเสียสี่หนาวเสียแล้ว"เจ้า…อาหลีน้อย…เจ้ามันร้าย…ฮึ…ฮ่า…ฮ่า…แสบกว่าพยัคฆ์ก็ภรรยาพยัคฆ์นี่เอง"…เป็นครั้งแรกที่หลี่หลงเฟยรู้สึกสะใจต่อการถูกสตรีรังแก!...ซึ่งในใต้หล้านี้เกรงว่าจะมีนางเดียวที่ทำได้ นาง…หลัวเย่หลี…พระชายาตัวหอมแห่งตำหนักชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!จากนั้นหลัวเย่หลีนางก็ถูกจอมทัพร้ายกาจรังแกด้วยท่อนลำยิ่งใหญ่ ที่กดกระแทกผลักดันจนใบหน้าสราญนั้นบิดเบี้ยวด้วยความจุกแน่นปนเปไปกับความเสียวซ่านยิ่งเขาเริ่มกดกระแทกท่อนลำแกร่งเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ชนิดเข้าจนลึกสุดก่อนจะถูกถอนออกมาจนเกือบสุด จนปลายหัวหยักเกือบจะหล
แม้หัวใจจะเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกจากอก แต่นางก็ยังโน้มกายลงไป ประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายคางของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ริมฝีปากลงมาตามลำคอแกร่ง แวะหยุดเหนือแผ่นอกกำยำซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเมื่อระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเอาใจนางเช่นไร หลัวเย่หลีจึงพยายามทำตามสิ่งที่เพิ่งจดจำมาอย่างเก้กัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ความตั้งใจของนางกลับชัดเจนกว่าสิ่งใดทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มแตะแผ่วลงบนผิวกายของเขา หรือปลายลิ้นสัมผัสอย่างระมัดระวัง เสียงครางทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอของหลี่หลงเฟยโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยิ่งทั้งอาย ทั้งอยากรู้ว่าตนทำได้ถูกหรือไม่ จึงช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของพระสวามีเป็นระยะ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำชื่นชมจากเขาหลี่หลงเฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คล้ายกำลังปลอบโยนให้คลายความประหม่า"เจ้าก็เพียงใช้ปลายลิ้นแตะทักทายเสียก่อน จากนั้นค่อย ๆ ทำไปตามจังหวะของตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน เพียงอ่อนโยนและระวังอย่าให้ฟันโดนก็พอ"แม้พระสวามีจะสอนเพียงครั้งเดียว แต่นักเรียนผู้ตั้งใจอย่างหลัวเย่หลีกลับจดจำ
หลัวเย่หลีในยามนี้ถูกความเสียวซ่านเข้าครอบงำ จนเรือนร่างอวบอิ่มบิดไหวอย่างเร่าร้อน เพลิงราคะที่หลี่หลงเฟยค่อย ๆ จุดขึ้นราวกับกำลังเผาผลาญนางให้หลอมละลาย ริมฝีปากงามเผยอปล่อยเสียงครางแผ่วพร่าไม่ขาดสาย ขณะมือน้อยลูบไล้ไปตามเรือนร่างกำยำของพระสวามีหนุ่มอย่างลืมตัว"อา...หลี่หลงเฟย...หลี่หลงเฟย...""อา...คนดี...เรียกอีก...เรียกข้าว่า 'หลี่หลงเฟย' อีก...ยิ่งเรียกทุกคราวที่ท่านพี่เข้าหาเจ้า ข้าก็ยิ่งชอบ"เพียงได้ยินนางเอ่ยนามตน หลี่หลงเฟยก็ถอนริมฝีปากออก พลางเอ่ยบอกความต้องการด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ ลูบไล้ และขบจุมพิตไปทั่วเรือนกายอวบอิ่ม ราวกับไม่มีส่วนใดของร่างงามที่จะรอดพ้นจากการปรนนิบัติของเขาจากนั้นเขาจึงก้มลงซุกใบหน้าที่ซอกคอขาวผ่อง ไล่จุมพิตและโลมไล้อย่างอ้อยอิ่ง จนหลัวเย่หลีเกร็งกายด้วยความสั่นไหว เสียงครวญครางหวานพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง"อา...อูย...พะ...พอก่อน...หลี่หลงเฟย...พอก่อน...ซี้ด..."ทันใดนั้นหลี่หลงเฟยก็คลายการกักแขนทั้งสองข้างของนางเสียจนหลัวเย่หลีเผลอโล่งใจ คิดว่าพระสวามีผู้ร้ายกาจคงยอมปรานีแล้วทว่าความหวังนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เมื่อเขาทรุ











