Share

บทที่ 4

Author: ซีซีโหย่วอวี๋
หลินซีอินรู้ดีว่าอารมณ์หงุดหงิดของเขามาจากไหน ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวกับการหมั้นหมายของหมิงชิงหว่าน

ในใจของเธอรู้สึกขมขื่นมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจปัดมือของเผยมู่เหยี่ยออก แล้วก้าวขาลงจากเตียง “คืนนี้ฉันไปนอนห้องรับแขกแล้วกันค่ะ”

เผยมู่เหยี่ยไม่พูดอะไร เพียงแค่ยื่นมือไปคว้าข้อมือของเธอ แล้วดึงตัวคนให้ล้มลงมา

“เผยมู่เหยี่ย ฉันไม่อยากทำ” หางตาของหลินซีอินแดงเรื่อ “คุณช่วยให้เกียรติฉันหน่อยได้ไหม?”

“ผมเป็นสามีของคุณ ตอนนี้ผมมีความต้องการ แล้วคุณช่วยให้เกียรติผมบ้างได้ไหม?”

“มีครั้งไหนบ้างที่ฉันไม่ยอมปล่อยให้คุณทำตามใจชอบ ฉันเคยขัดขืนด้วยหรือไง?”

ท่าทางของทั้งสองคนดูแนบชิด ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

เผยมู่เหยี่ยแค่นหัวเราะเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “หลินซีอิน การทำเรื่องแบบนี้กับผมมันทำให้คุณทรมานขนาดนั้นเลยหรือ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น หลินซีอินก็หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน

……

เสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังมาจากในห้องน้ำ หลินซีอินตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องรับแขก

หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลินซีอินก็นอนที่ห้องรับแขกมาตลอด และเผยมู่เหยี่ยก็ไม่ได้มาหาเธอเลย

และแล้วก็ถึงวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ครอบครัวตระกูลเผยและตระกูลหมิงนัดหมายให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาพบปะกัน

เผยมู่เหยี่ยส่งเวลาและสถานที่ให้หลินซีอินแล้ว แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลานัดหมาย พ่อแม่ของตระกูลหมิงก็มากันหมดแล้ว ทว่ากลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของหลินซีอิน

เผยมู่เหยี่ยลุกขึ้นยืน จัดระเบียบปลายแขนเสื้ออย่างไม่รีบร้อน รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม “ผมจะไปโทรศัพท์”

หมิงชิงหว่านลุกขึ้นเช่นกัน “ฉันไปดูค่ะ”

เผยมู่เหยี่ยเดินมาถึงหน้าประตูร้านอาหาร กดโทรศัพท์ออกไป แต่ก็ยังไม่มีใครรับสาย

หมิงชิงหว่านเดินเข้ามาหา เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พี่มู่เหยี่ยคะ พี่ซีอิน... มีอคติอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ?”

เผยมู่เหยี่ยข่มความไม่พอใจในส่วนลึกของจิตใจลง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่หรอก ชิงหว่าน เธออย่าคิดมากเลย”

“แต่ว่า ฉันไม่สบายใจเลยค่ะ” หมิงชิงหว่านมองเขาด้วยแววตาราวกับจะร้องไห้ “พี่มู่เหยี่ย ความจริงแล้วฉัน... รู้สึกกลัวนิดหน่อยค่ะ”

เผยมู่เหยี่ยถาม “กลัวอะไร?”

“อวิ๋นชิงบอกว่า พอพวกเราหมั้นกันแล้ว ก็จะให้ฉันย้ายไปอยู่ที่บ้านต้นตระกูล แต่ว่า...” หมิงชิงหว่านพูดไปได้สองประโยค ก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความพึ่งพิง “พี่มู่เหยี่ย พี่... กับพี่ซีอิน กลับไปอยู่ที่นั่นด้วยได้ไหมคะ?”

หางตาของเผยมู่เหยี่ยกระตุกขึ้นมา

เขาหันไปมองหมิงชิงหว่านด้วยสายตาที่แฝงความอบอุ่น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ได้สิ”

หลินซีอินยังไม่ทันได้จอดรถ ก็มองเห็นภาพฉากนี้เข้าพอดี

หญิงสาวใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่าทางออดอ้อนราวกับนกน้อยคล้อยตามคน มองดูเผยมู่เหยี่ยด้วยสายตาเป็นประกาย

ส่วนเผยมู่เหยี่ยก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้ม แววตาเปล่งประกายความอ่อนโยนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

หลินซีอินจอดรถเสร็จเรียบร้อย ก็เดินตรงเข้ามาทางนี้

“ทำไมถึงมาเอาป่านนี้? นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทางเสียอีก” เผยมู่เหยี่ยเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยถาม “โทรไปทำไมถึงไม่รับสาย?”

น้ำเสียงของหลินซีอินก็ฟังดูไม่สบอารมณ์นัก “รถติด โทรศัพท์ตั้งปิดเสียงเอาไว้”

เธอปรายตามองหมิงชิงหว่านแวบหนึ่ง ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก

หมิงชิงหว่านยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “พี่ซีอิน มาถึงก็ดีแล้วค่ะ รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ พวกเขากำลังรออยู่เลย”

หลินซีอินไม่ได้พูดอะไรอีก และเดินนำเข้าไปในร้านอาหารก่อน

หมิงชิงหว่านและเผยมู่เหยี่ยเดินตามหลังมาหนึ่งก้าว ในสายตาของคนรอบข้าง พวกเขากลับดูเหมือนสามีภรรยากันมากกว่า

เมื่อคนมากันครบแล้ว หลังจากทักทายปราศรัยกันเสร็จสิ้น ก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองครอบครัวปรึกษาหารือกันเรื่องการหมั้นหมาย

หลินซีอินทำตัวราวกับเป็นคนนอก เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินอาหารของตัวเอง

จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงของหมิงชิงหว่านพูดขึ้นมา “ฉันอยากให้พี่มู่เหยี่ยกับพี่ซีอินกลับมาอยู่ด้วยกันนี่คะ คนเยอะ ๆ บ้านจะได้คึกคัก”

หลินซีอินเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ตอนที่เธอกับเผยมู่เหยี่ยแต่งงานกัน เผยมู่เหยี่ยเป็นฝ่ายที่ต้องการแยกออกไปอยู่ข้างนอกเอง

พูดตามตรง การที่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันแยกออกมาอยู่กันเอง ย่อมต้องรู้สึกอิสระและสบายใจกว่าอยู่แล้ว

กลับไปอยู่ที่บ้านต้นตระกูลเผยงั้นหรือ?

หลินซีอินไม่อยากกลับไปเลยแม้แต่นิดเดียว!

เผยเย่าไห่ยังพอทำเนา แต่โจวอวี้ซู่เป็นแม่เลี้ยง เผยอวิ๋นชิงก็เป็นน้องชายต่างแม่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้หญิงอย่างหมิงชิงหว่านอยู่อีกคน

เธอคือรักแรกในดวงใจของเผยมู่เหยี่ยเชียวนะ!

แล้วต่อไปจะต้องไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับเธองั้นเหรอ?

หลินซีอินอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเผยมู่เหยี่ย

ทุกคนต่างก็กำลังมองไปที่เขาเช่นกัน

หลินซีอินวางตะเกียบลง

เผยมู่เหยี่ยตอบตกลงโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย “ได้”

หลินซีอินขมวดคิ้วแน่นในทันที

เขาตอบตกลงงั้นหรือ?

เขาตอบตกลงได้อย่างไร?

ไม่คิดจะปรึกษากับเธอสักคำเลยหรือไง?

พอกลับไปแล้ว พวกเขาสองคนก็ต้องกลับไปนอนห้องเดียวกันอีกไม่ใช่หรือไง

โจวอวี้ซู่ย่อมไม่อยากให้เผยมู่เหยี่ยกลับมาอยู่ด้วย แต่เธอกลับมองไปทางหลินซีอินแล้วยิ้มออกมา “ก็ดีเหมือนกัน ถึงตอนที่ซีอินตั้งครรภ์ ฉันจะได้ช่วยดูแลให้”

แถมเรื่องการมีลูก พวกเขาสองคนก็เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเผยมู่เหยี่ยฝ่ายเดียวที่แจ้งให้เธอทราบต่างหาก

ว่ายังไม่อยากมีลูกในตอนนี้

แล้วโจวอวี้ซู่จะมาพูดเรื่องตั้งครรภ์อะไรกัน

หมิงชิงหว่านรู้สึกดีใจมาก “พี่มู่เหยี่ย พี่กับพี่ซีอินกลับมาอยู่ด้วยกัน ก็จะมีคนอยู่เป็นเพื่อนฉันแล้ว ดีใจจังเลยค่ะ!”

ก็นั่นสินะ หมิงชิงหว่านเป็นคนโปรดในดวงใจของเขา คำขอที่เธอเอ่ยปากมา เขาจะตัดใจปฏิเสธลงได้อย่างไร

อีกอย่าง การได้อยู่ร่วมบ้านกับหมิงชิงหว่าน ก็คงเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดอยู่แล้วสินะ

ความเห็นของหลินซีอิน ถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มื้ออาหารมื้อนี้ คนบนโต๊ะไม่มีใครสนใจไยดีเธอเลยแม้แต่คนเดียว

ใช่สิ ไม่มีชาติตระกูล ไม่มีเบื้องหลัง สามีก็ไม่ยอมออกหน้าปกป้อง แล้วใครที่ไหนจะมาเห็นหัวเธอกัน?

ต่อให้เธอปฏิเสธ แล้วจะมีใครยอมฟังกัน?

อาหารมื้อนี้ นอกจากหลินซีอินแล้ว ทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า

ตอนที่กำลังจะจากกัน หมิงชิงหว่านเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นส่งยิ้มหวานพลางมองไปที่เผยมู่เหยี่ย “พี่มู่เหยี่ย รีบย้ายกลับมาเร็ว ๆ นะคะ!”

เผยมู่เหยี่ยเอ่ยตอบ “พรุ่งนี้ก็ย้ายแล้วล่ะ”

หลินซีอินสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมตัวจะไปขับรถของตัวเอง

ทว่าข้อมือกลับถูกคนคว้าเอาไว้ คนอื่น ๆ ต่างพากันกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่เผยมู่เหยี่ยเท่านั้น

ดวงตาของเขาล้ำลึกไร้ก้นบึ้ง ยามที่มองมายังเธอใบหน้านั้นไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ “นั่งรถผมไป”

“ฉันขับรถมาเองค่ะ” หลินซีอินสะบัดมือเขาออก “แล้วก็ ฉันไม่ตกลงเรื่องย้ายบ้าน คุณอยากกลับไปก็กลับไปคนเดียวสิ มีสิทธิ์อะไรมาบังคับให้ฉันกลับไปด้วย?”

หากกลับไปที่บ้านต้นตระกูล เธอก็ทำได้เพียงนอนห้องเดียวกันกับเผยมู่เหยี่ยเท่านั้น

มีคนคอยจับตามองอยู่ตั้งมากมาย เธอคงไม่สามารถแยกเตียงกับเขาแล้วหนีไปนอนห้องแขกได้แน่

“มีสิทธิ์อะไรงั้นเหรอ?” เผยมู่เหยี่ยหลุบตามองเธอ “ก็สิทธิ์ที่ค่าผ่าตัดของพ่อคุณผมเป็นคนจ่ายให้ สิทธิ์ที่บ้านของคุณผมก็เป็นคนซื้อให้...”

เมื่อเห็นใบหน้าของหลินซีอินซีดเผือดลงในพริบตา เผยมู่เหยี่ยก็เบือนหน้าหนีทันที “พอไหมล่ะ?”

ปลายนิ้วของหลินซีอินสั่นเทา พื้นที่บางส่วนในหัวใจแหลกสลายพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี

เธอหลับตาลง คำว่า “หย่า” ปรากฏขึ้นในหัวของเธออย่างแน่วแน่และชัดเจน

ชีวิตแต่งงานในครั้งนี้ เธอไม่อยากทนฝืนเดินหน้าต่อไปอีกแล้ว

เนิ่นนานผ่านไป เธอจึงเอ่ยปากขึ้น “พอแล้วค่ะ คุณว่ายังไงก็ว่าตามนั้น ฉันจะย้าย”

พูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไปทันที

เผยมู่เหยี่ยยืนหยัดด้วยรูปร่างสูงโปร่ง ท่ามกลางความมืดมิด เขาดูราวกับหอกเล่มหนึ่ง ที่ทั้งตั้งตรงและแหลมคม

หลินซีอินกลับมาถึงบ้าน แม้แต่จะอาบน้ำก็ยังไม่อยากทำ แต่เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับเผยมู่เหยี่ยมากยิ่งกว่า

หลินซีอินเป็นเด็กเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะวิชาสายวิทย์ เธอมีความคิดที่รอบคอบและมีตรรกะที่ชัดเจน

ความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้นั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้

แต่ทว่าเธอ... กลับไม่อาจควบคุมหัวใจของตัวเองได้เลย

ทั้งที่รู้ดีว่าการตกหลุมรักเผยมู่เหยี่ยคือเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ แต่เธอก็ยังไม่อาจห้ามใจจนถลำลึกตกหลุมพรางไปจนได้

คุณสมบัติส่วนตัวของเผยมู่เหยี่ยนั้นยอดเยี่ยมเพียงพออยู่แล้ว เขายังสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงขึ้นมาได้อีก

ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จและมีเสน่ห์เฉพาะตัวแบบนี้ ย่อมทำให้ผู้หญิงหลงใหลจนลืมตัวได้อย่างง่ายดาย

หลินซีอินเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

เธอทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างสุดความสามารถ และทำตัวเป็นผู้หญิงที่เชื่อฟังอยู่ในกรอบระเบียบมาโดยตลอด

แต่สุดท้าย... เขาก็ยังคงไม่ปรายตามองเธอเลยแม้แต่น้อย

ถ้าอย่างนั้นก็ตัดใจเสียให้เด็ดขาดเถอะ เธอเองก็ควรจะไปตามหาชีวิตในแบบของตัวเองได้แล้ว

เธอตัดสินใจเด็ดขาด แล้วขังตัวเองเอาไว้ในห้องรับแขก

บางที นี่อาจจะเป็นคืนสุดท้าย ที่เป็นอิสระของเธอ และยังเป็นการต่อต้านของเธอด้วยเช่นกัน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เธอถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาปลุก นั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว

เมื่อเธอเดินออกมาจากห้องรับแขก ก็พบว่าเผยมู่เหยี่ยยังคงอยู่

ชายหนุ่มน่าจะเพิ่งกลับมาจากการวิ่งจ็อกกิ้งยามเช้า เขาสวมชุดกีฬาในโทนสีเทา เส้นผมปรกหน้าผากลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดูมีความเป็นเด็กหนุ่มเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน เมื่อเทียบกับมาดท่านประธานสุดเย็นชาและสมบูรณ์แบบอย่างที่ผ่านมา

หลินซีอินละสายตาไปทางอื่น

“บ่ายวันนี้เก็บของซะ” เผยมู่เหยี่ยเอ่ยปากสั่ง “แล้วก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น”

รีบร้อนจนรอไม่ไหวขนาดนี้เลยหรือ?

ก็นั่นสินะ รักแรกในดวงใจกำลังรออยู่

“ตอนบ่ายฉันไม่ว่างค่ะ” หลินซีอินเห็นเขาขมวดคิ้ว จึงพูดต่อ “เอาเป็นตอนเย็นแล้วกัน”

เผยมู่เหยี่ยถามขึ้น “อยากให้ผมช่วยไหม?”

หลินซีอินส่ายหน้า

เผยมู่เหยี่ยไม่ได้พูดอะไรอีก และเดินขึ้นชั้นบนไป

หลินซีอินทานอาหารเสร็จก็มุ่งหน้าไปยังสถาบันวิจัย ทันทีที่นั่งลง ก็มีหัวของใครบางคนชะโงกเข้ามาที่ประตู

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 270

    “ไม่มีอะไรหรอก แค่จะโทรมาถามว่าอาการดีขึ้นหรือยัง พรุ่งนี้เช้าอยากกินอะไรไหม” “ดีขึ้นมากแล้ว” หลินซีอินตอบ: “พรุ่งนี้เช้ามีคนเอาข้าวมาส่งให้แล้ว คุณไม่ต้องยุ่งหรอก” “หร่วนหร่วน…”“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันวางสายนะ” หลินซีอินวางสายไป เซียวรั่วอีเงียบไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถาม: “แล้วทางบ้านเธอเป็นยังไงบ้าง” “หลายวันมานี้ไม่ได้โทรคุยกันเลย” หลินซีอินบอก: “ฉันให้หลินจื่อหาวเขียนใบสัญญากู้เงินไว้แล้ว เขาคงแค่หลงผิดไปชั่ววูบ ถ้าวันหน้ากลับตัวกลับใจได้ ฉันก็เบาใจแล้วล่ะ” “เดี๋ยวฉันโทรไปถามให้” เซียวรั่วอีว่า: “เพื่อนคนที่เคยช่วยฉันสืบเรื่องนี้คราวก่อนน่ะ” พอเธอโทรไป เพื่อนคนนั้นถึงได้บอกว่าติดธุระอยู่ต่างจังหวัด ช่วงหลายวันมานี้เลยไม่ได้จับตาดูหลินจื่อหาว แต่ถ้าเซียวรั่วอีอยากรู้ เขาจะรีบสั่งให้ลูกน้องไปจัดการให้ทันที เซียวรั่วอีบอกให้เขาสืบได้เรื่องเมื่อไหร่ค่อยส่งข้อความมาหา จากนั้นก็วางสายไป “จะว่าไปแล้ว หลินจื่อหาวนี่ก็ใจกล้าไม่เบานะ สถานที่แบบนั้นยังกล้าไปเหยียบอีก”เซียวรั่วอีพูดขึ้น: “พ่อแม่เธอก็เหมือนกัน แยกแยะถูกผิดไม่ออก ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองไม่สนใจไยดี กลับไปรักหลานชายราวกั

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 269

    “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง? ทำไม สงสารเขาเหรอ?” เซียวรั่วอีถาม ฮั่วเซียนหยางรีบตอบ: “ผมจะไปสงสารเขาทำไม” เอาเวลาไปสงสารตัวเองดีกว่าไหม เผยมู่เหยี่ยจะน่าสงสารแค่ไหน เขากับหลินซีอินก็แต่งงานกันมาตั้งหลายปี ถึงตอนนี้จะทะเลาะกันจนถึงขั้นจะหย่า แต่ยังไงก็เคยใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องมาตั้งหลายปี ไม่เหมือนเขาสักนิด ที่ตอนนี้ยังเป็นแค่คนนอกไร้สถานะ คราวก่อนตอนบังเอิญเจอเพื่อนที่รู้จักกันทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันก็ยังนึกว่ากำลังคบกันอยู่ ผลปรากฏว่าเซียวรั่วอีกลับบอกเพื่อนไปว่า ฮั่วเซียนหยางเป็นลูกจ้างรายชั่วโมงที่มาซ่อมท่อน้ำที่บ้าน เขาเป็นถึงทนายความใหญ่ชื่อดัง เวลาไปพบลูกความค่าตัวคิดเป็นนาทีด้วยซ้ำ แต่เธอกลับบอกว่าเขาเป็นแค่ลูกจ้างรายชั่วโมง เพื่อนคนนั้นถึงกับทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ คงนึกว่าสำนักงานทนายความของฮั่วเซียนหยางล้มละลายไปแล้วกระมัง เพราะงั้น เขาจะไปสงสารเผยมู่เหยี่ยทำไมกัน? เขาต่างหากที่น่าสงสารกว่าเผยมู่เหยี่ยตั้งเยอะ “ใช่ คุณไม่ต้องไปสงสารเขาหรอก คนน่าสงสารก็ย่อมมีเรื่องให้น่ารังเกียจอยู่เสมอ” เซียวรั่วอีพูด: “ไม่เห็นจะน่าสงสารตร

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 268

    ฉือเทียนหลินรู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไรทำนองนั้นกับหลินซีอิน แต่เขาก็เข้าใจดีว่า แค่เขามาอยู่ใกล้ชิดกับเธอ ต่อให้ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มากพอที่จะทำให้เผยมู่เหยี่ยปวดใจได้แล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่เขาจงใจมาปรากฏตัวต่อหน้าหลินซีอินครั้งแล้วครั้งเล่า ขอแค่ได้กวนโมโหเผยมู่เหยี่ย จะให้ทำอะไรเขาก็ยอม ชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งหลายปี นาน ๆ ทีจะมีเรื่องที่ทำให้เผยมู่เหยี่ยหน้าแตกและเสียศูนย์ได้แบบนี้ มีหรือที่ฉือเทียนหลินจะไม่สนุกจนลืมเบื่อ แต่จะว่าไปแล้ว ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้หย่าขาดจากกันในแง่ของความถูกต้อง ฉือเทียนหลินก็ถือว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี ทว่าเมื่อครู่เซียวรั่วอียอมรับกล่องข้าวจากเขาไปแล้ว ถือว่าวันนี้เขาเป็นฝ่ายชนะไปอีกหนึ่งยก จึงไม่คิดจะเก็บเรื่องอื่นมาใส่ใจกับเผยมู่เหยี่ยอีก ชายหนุ่มหมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี เผยมู่เหยี่ยหลุบตาลงมองกล่องข้าวในมือ ความรู้สึกปวดหนึบแล่นพล่านขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก ขนาดตอนนี้ยังไม่ได้หย่ากัน หลินซีอินยังผลักไสและต่อต้านเขาถึงขนาดนี้ แล้วถ้าวันหน้าหย่ากันไป เธอจะยังยอมมาพบหน้าเขาอีกหรือ? ตอนที่ฮั่วเซียนหยางเดินเข้ามา เขาก็เห็นเผยม

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 267

    เซียวรั่วอีตอบรับ: “แน่นอนอยู่แล้ว!” “ดี” ฉือเทียนหลินยื่นของในมือส่งให้ทันที: “งั้นฝากบอกหร่วนหร่วนด้วยนะว่าฉันเป็นคนเอาข้าวมาส่งให้ อ้อ แล้วก็นี่...มือถือของคุณ” ฉือเทียนหลินอุตส่าห์กลับไปเอามาให้จากมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ เซียวรั่วอีรับของมา ยิ้มจนตาหยี: “คุณนี่มันรู้จักวางตัวดีจริง ๆ” แต่พอหันไปมองเผยมู่เหยี่ย รายนั้นหน้าดำทะมึนไปแล้ว เซียวรั่วอีพูดอย่างสะใจ: “เอาล่ะ พวกเรามีข้าวกินแล้ว ไม่ต้องไปแย่งกับคุณหรอก ประธานเผย ปล่อยมือค่ะ ฉันจะปิดประตู”เผยมู่เหยี่ยไม่ยอมปล่อยมือ: “หลินซีอินเป็นภรรยาของผม เธอป่วย ผมก็ต้องดูแลเธอ มันเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว” “ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลแถวนี้เลย” เซียวรั่วอีไม่หลงกลมุกนี้หรอก: “พวกคุณกำลังจะหย่ากันอยู่รอมร่อ นับเป็นสามีภรรยาประสาอะไร หร่วนหร่วนเห็นหน้าคุณแล้วมีแต่จะหงุดหงิด พานจะทำให้หายป่วยช้าไปอีกหลายวันน่ะสิ”สีหน้าของเผยมู่เหยี่ยยิ่งดูไม่ได้หนักกว่าเดิม ฉือเทียนหลินยังไม่วายพูดจาเติมเชื้อไฟอยู่ด้านหลัง: “บางคนก็อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย นึกว่าตัวเองเป็นที่ต้อนรับนักหนา ที่ไหนได้... แม้แต่ประตูยังเข้าไม่ได้เลย” เซียวรั่วอีอาศัยจั

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 266

    พอเธอถามประโยคนั้นออกไป ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าฮั่วเซียนหยางยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ เธอโบกมือไล่: “คุณกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ได้ใช้คุณแล้ว”ฮั่วเซียนหยาง : …… โคตรจะหงุดหงิด เวลาจะใช้งาน ก็เห็นเขาเป็นทั้งคนขับรถ คนรับใช้รายชั่วโมง แถมยังเป็นเครื่องนวดแบบมนุษย์อีก พอหมดประโยชน์ ก็โบกมือไล่ส่งให้เขาไสหัวไป เรียกปุ๊บมาปั๊บ ไล่ปุ๊บก็ต้องไป แต่ที่น่าเจ็บใจคือเขาก็ดันทำตัวเป็นของตายซะงั้น แค่เธอกระดิกนิ้วเรียก เขาก็วิ่งหน้าตั้งมาหาแล้ว ฮั่วเซียนหยางโมโหไม่เบาเลย แต่เขาทำได้แค่โมโหตัวเองเท่านั้นแหละ “งั้นเดี๋ยวผม... เอาข้าวเย็นมาส่งให้พวกคุณแล้วกัน” เขาทำได้เพียงลุกขึ้นแล้วถามเธอว่า: “อยากกินอะไรล่ะ?” “หร่วนหร่วนสภาพนี้จะไปกินอะไรได้?” เซียวรั่วอีปรายตามองเขา: “เอาของมีประโยชน์แล้วก็ย่อยง่าย ๆ มาส่งก็แล้วกัน” “โอเค เข้าใจแล้ว” คล้อยหลังฮั่วเซียนหยางเดินออกไป หลินซีอินก็หันไปมองเซียวรั่วอี: “ทำไมเธอไปทำท่าทางแบบนั้นใส่เขาล่ะ ไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ” เซียวรั่วอีไม่ใส่ใจ: “ท่าทางแบบนี้แล้วมันทำไม? เอาเถอะน่า เธอเจ็บคออยู่ก็พูดให้น้อย ๆ หน่อย”พอเซียวรั่วอีมา เผยมู่เหยี่ยกับฉือ

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 265

    เขาพูดขึ้นว่า: “เดี๋ยวผมแวะไปที่มหาลัย เอาโทรศัพท์มาให้คุณนะ” การไม่มีโทรศัพท์มือถือมันลำบากจริง ๆ หลินซีอินจึงรีบพยักหน้าตอบ: “ขอบคุณนะ” ฉือเทียนหลินปรายตามองเผยมู่เหยี่ยอย่างผู้ชนะแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป คล้อยหลังเขา เผยมู่เหยี่ยก็ทรุดตัวลงนั่งริมเตียงแล้วเอ่ยขึ้น: “หร่วนหร่วน ต่อให้มองข้ามเรื่องบาดหมางส่วนตัวระหว่างผมกับฉือเทียนหลินไป และต่อให้คุณจะไม่ได้เป็นภรรยาของผม ผมก็ไม่อยากให้คุณไปสนิทสนมกับเขามากเกินไปอยู่ดี” หลินซีอินเจ็บคอจนไม่อยากจะปริปากพูดอะไรออกมา หรือต่อให้ไม่เจ็บคอ เธอก็ไม่อยากจะเสวนากับเผยมู่เหยี่ยเลยสักนิด เขาใช้สถานะไหนมาพูดเรื่องพวกนี้กับเธอกัน? เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์เลือกคบเพื่อนด้วยตัวเอง ทั้งยังมีวิจารณญาณมากพอที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดี สำหรับฉือเทียนหลิน ถึงแม้เธอจะไม่ได้คลุกคลีกับเขามากนัก แต่เธอก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อีกอย่าง มาตรฐานของคำว่าคนเลวคืออะไรกันล่ะ? ต้องฆ่าคน วางเพลิง หรือปล้นชิงวิ่งราวอย่างนั้นเหรอ? เอาเป็นว่า การที่เธอคบหาเป็นเพื่อนกับฉือเทียนหลินแบบเรียบง่ายธรรมดามันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ไม่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status