Share

บทที่ 5

Author: ซีซีโหย่วอวี๋
หลินซีอินโบกมือให้เธอ “รีบมาสิ”

เจียงอวี่ฝานวิ่งยิ้มเข้ามา พร้อมกับยัดน้ำเต้าหู้ในมือส่งให้ “รีบดื่มสิ ยังร้อนอยู่เลย”

เจียงอวี่ฝานก็ทำงานที่สถาบันวิจัยเหมือนกัน แต่เธอไม่ได้สัมผัสกับเนื้องานหลัก ๆ สักเท่าไหร่นัก

“ฉันกินข้าวมาแล้วล่ะ” หลินซีอินดึงเธอให้นั่งลง “พักไปตั้งหลายวัน รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?”

ที่บ้านของเจียงอวี่ฝานมีธุระ จึงลางานไปหลายวัน

เธอพยักหน้า “จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว”

ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เจียงอวี่ฝานก็มองเธอด้วยท่าทีอึกอักเหมือนมีอะไรอยากจะพูด

หลินซีอินยื่นห่อคุกกี้ให้เธอ “อันนี้อร่อยนะ เธอชิมดูสิ มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ทำไมต้องอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ด้วย”

เจียงอวี่ฝานก้มหน้าลง “มะ เมื่อวานฉันเห็นเผยมู่เหยี่ยด้วย”

หลินซีอินชะงักไปเล็กน้อย ประหลาดใจเล็กน้อย “เธอไปเห็นเขาได้ยังไง?”

ปกติเผยมู่เหยี่ยมักจะอยู่ที่บริษัท ต่อให้จะออกไปข้างนอก เขาก็มักจะไปในสถานที่ที่ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น

“ที่ร้านสัตว์เลี้ยง” เจียงอวี่ฝานมองหน้าเธอ “อยู่กับหมิงชิงหว่าน พวกเขาดู...เหมือนคู่รักกันเลย”

หมิงชิงหว่านเลี้ยงลูกหมาไว้ตัวหนึ่ง เป็นพันธุ์ปอมเมอเรเนียน ทั้งน่ารักและสวยมาก

เจียงอวี่ฝานเห็นสีหน้าของหลินซีอินไม่ค่อยดีนัก จึงพูดต่อว่า “เรื่องแบบนี้ฉันเองก็ไม่อยากจะปิดบังเธอหรอกนะ ซีอิน พวกเธอแต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว ทำไมเขายัง...ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ได้ล่ะ?”

หลินซีอินไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าของเธอซีดเผือด ขนตาสั่นระริกเบา ๆ

เจียงอวี่ฝานขมวดคิ้ว กุมมือเธอเอาไว้ “ซีอิน เธอแสนดีขนาดนี้ ทำไมเธอต้อง...”

หลินซีอินยิ้มบาง ๆ “อวี่ฝาน ฉันไม่เป็นไร ฉันรู้ทุกอย่าง เธอหยุดพักไปหลายวัน งานต้องเยอะมากแน่ ๆ รีบไปจัดการเถอะ”

“งั้นตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันนะ”

ตอนกินมื้อเที่ยง เจียงอวี่ฝานบ่นพึมพำอะไรกับเธอหลายอย่าง แต่เธอไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลย

สุดท้ายเจียงอวี่ฝานก็จนปัญญา ถอนหายใจแล้วถามเธอว่า “เธอมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า? เล่าให้ฉันฟังได้ไหม?”

หลินซีอินมองเธอด้วยสายตาที่ค่อนข้างสับสน “อวี่ฝาน เธอคิดว่าฉัน...เป็นยังไงบ้าง?”

“ก็ดีมากน่ะสิ!” เจียงอวี่ฝานตอบอย่างไม่ลังเล เอ่ยชมเธอด้วยความจริงใจ “เธอเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยนะ!”

“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงเรื่องสายวิชาชีพ”

“สายวิชาชีพเหรอ? นั่นก็เก่งที่สุดเหมือนกัน!” เจียงอวี่ฝานพูด “ในสถาบันวิจัยเธออายุน้อยที่สุด แถมโปรเจกต์นี้ก็ยังได้รับความสำคัญมากที่สุดอีก งานที่อยู่ในมือเธอน่ะ ไม่มีใครมาแทนที่ได้หรอก”

หลินซีอินส่ายหน้า “ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก หลาย ๆ เรื่องฉันก็ทำออกมาให้ดีที่สุดไม่ได้”

“นั่นมันก็ช่วยไม่ได้นี่นา ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างหรอก”

“อวี่ฝาน ฉันอยากไปเรียนต่อปริญญาเอก”

เจียงอวี่ฝานตกใจมาก “นี่เธอ...ในที่สุดเธอก็คิดได้แล้วเหรอ?”

หลินซีอินสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ตอนอายุสิบหก เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด และเป็นสาขาฟิสิกส์ที่ดีที่สุด

ต่อมาเธอก็ถูกตาต้องใจอาจารย์ที่ปรึกษา ประกอบกับผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเธอเอง ทำให้ได้โควตาเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยเดิม

ปีที่เรียนจบปริญญาโท อาจารย์ที่ปรึกษาอยากให้เธอเรียนต่อปริญญาเอก แต่หลินซีอินปฏิเสธไป

เพราะเธอต้องการจะแต่งงาน

อาจารย์ที่ปรึกษาโกรธมาก ด่าว่าเธอเห็นแก่ตัว ด่าว่าเธอมีแต่ความรักจนหน้ามืดตามัว…

แม้ว่าสองปีมานี้ผลงานของเธอในสถาบันวิจัยจะเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป แต่ก็ยังห่างไกลจากความคาดหวังของอาจารย์มากนัก

หลินซีอินรู้สึกผิดในใจ รู้ดีว่าตัวเองทำให้ความทุ่มเทสั่งสอนของอาจารย์ต้องสูญเปล่า จึงไม่กล้าติดต่อไปอีกเลย

จนกระทั่งช่วงหลังมานี้…

หัวใจของเธอที่เคยถูกความรักยึดครอง เริ่มดิ้นรนและค่อย ๆ เอนเอียงไปทางสายวิชาการมากขึ้น

เธอต้องการหย่า เธอต้องการเริ่มต้นใหม่ เธอต้องการทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง และไปตามหาสาขาวิชาที่เธอชื่นชอบ

หลินซีอินพยักหน้า ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบา ๆ

เจียงอวี่ฝานรู้จักเธอดี อย่าเห็นว่าปกติเธอเป็นคนนิสัยดีและพูดจาประนีประนอม หากเป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้วล่ะก็ เธอจะเป็นคนที่ดื้อรั้นมากทีเดียว

ใครก็เปลี่ยนใจเธอไม่ได้

เจียงอวี่ฝานพูดว่า “นี่เป็นเรื่องดีนะ อาจารย์จี้เป็นปรมาจารย์ด้านวิชาการ ถ้าเธอได้ติดตามเขา เธอต้องได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะแน่ ๆ”

“แค่ไม่รู้ว่า...อาจารย์ยังจะรับฉันอยู่ไหม”

“ทำไมจะไม่รับล่ะ!” เจียงอวี่ฝานพูดพร้อมกับแววตาที่หม่นหมองลง “คนแบบฉันต่างหากที่อาจารย์ไม่เอา คนแบบเธอ ใคร ๆ เขาก็แย่งตัวกันทั้งนั้น”

หลินซีอินกุมมือเธอไว้ “เธอเป็นแบบไหนกัน? เธอกับฉันก็เหมือนกัน เธอเองก็เก่งมากเหมือนกันนะ!”

เจียงอวี่ฝานยิ้ม “ซีอิน เธอสู้ ๆ นะ! ฉันจะรอฟังข่าวดีจากเธอ!”

เมื่อทั้งสองแยกย้ายกันไปที่ทีมโปรเจกต์ของตัวเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงอวี่ฝานก็ค่อย ๆ จางหายไป

ในเมื่อหลินซีอินตัดสินใจไปแล้ว เธอก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน เธอก็โทรหาจี้หมิงถังทันที

ไม่มีคนรับสาย

หลินซีอินไม่กล้าโทรไปอีก

เธอกลัวว่าอาจารย์จะยังโกรธเธออยู่

เธอควรจะไปหาด้วยตัวเองถึงจะถูก

ตอนห้าโมงเย็นกว่า ๆ เธอได้รับข้อความจากเผยมู่เหยี่ย มีแค่สี่คำว่า: กลับมาย้ายของ

หลินซีอินมองดูงานในมือ แล้วตอบกลับเขาไปว่า: ฉันน่าจะใช้เวลาอีกประมาณสองชั่วโมงถึงจะกลับไปได้

เธอวางโทรศัพท์ลง เพิ่งจะคิดกลับไปทำงาน เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เธอหยิบขึ้นมาดู หมิงชิงหว่านได้สร้างกลุ่มแชทขึ้นมา และดึงคนในตระกูลเผยทุกคนเข้าไปในกลุ่ม

จากนั้นเธอก็ถ่ายรูปส่งเข้าไปในกลุ่ม แล้วก็แท็กหาหลินซีอินเป็นการส่วนตัว

พี่ซีอินคะ ของของพี่มู่เหยี่ยย้ายมาหมดแล้ว พี่จะมาถึงเมื่อไหร่คะ?

รูปถ่ายนั้นถ่ายในห้องของเธอกับเผยมู่เหยี่ย เผยมู่เหยี่ยกำลังวางของใช้ในห้องน้ำอยู่ และรูปใบนั้นก็ถ่ายติดมือของเขามาด้วย

เธอส่งเข้าไปในกลุ่มครอบครัวอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

หลินซีอินยิ้มขมขื่น แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวอีกครั้ง

กว่าจะทำงานเสร็จก็เกือบจะสองทุ่มแล้ว เธอรีบเก็บของและกลับไปที่บ้านทะเลเมฆ

ความจริงแล้วไม่มีของอะไรต้องเก็บมากมายนัก ก็มีแค่ของใช้ในห้องน้ำและเสื้อผ้าที่ใส่เป็นประจำไม่กี่ชุด

หลินซีอินจัดของใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก แล้วก็เดินทางไปที่บ้านต้นตระกูล

เมื่อจอดรถเสร็จ เธอเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่ท้ายรถ ทันใดนั้น เสียงเห่าของลูกหมาก็ดังต่อเนื่องจากไกลเข้ามาใกล้

ปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขพันธุ์ที่สวยมาก ตัวนี้มีขนปุกปุยสีขาวทั้งตัว ดูเหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย

ขนาดตัวก็ไม่ใหญ่ ดูเล็ก ๆ น่ารัก

แต่ทว่ามันกลับพุ่งเข้าใส่หลินซีอินพร้อมกับเห่ากรรโชก เสียงของมันฟังดูก็รู้เลยว่าแฝงไปด้วยการต่อต้านและมุ่งร้าย

เดิมทีหลินซีอินเป็นคนชอบสัตว์ตัวเล็ก ๆ อยู่แล้ว แต่พอเห็นมันเห่าดุขนาดนี้ เธอก็ไม่กล้าขยับตัวไปชั่วขณะ

หลินซีอินไม่ขยับ แต่เจ้าปอมเมอเรเนียนกลับยิ่งดุขึ้นเรื่อย ๆ และเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ หลินซีอินเห็นท่าทีดุร้ายของมันก็อดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

ใครจะรู้ว่า พอเธอถอย เจ้าปอมเมอเรเนียนก็พุ่งเข้ามาทันที หมายจะกัดเธอ

หลินซีอินตกใจมาก ด้วยสัญชาตญาณ เธอจึงยกขาขึ้นแล้วเตะสวนออกไป

เดิมทีปอมเมอเรเนียนก็เป็นสุนัขพันธุ์เล็กอยู่แล้ว ตัวนี้ก็น่าจะหนักแค่ประมาณสองสามกิโลกรัม หลินซีอินเตะไปทีเดียว มันก็กระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว

เธอไม่กล้าออกแรงมากนัก เพียงแค่ไม่อยากให้มันเข้ามาโจมตีเธอได้อีก

“เล่อเล่อ!”

หลินซีอินเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหมิงชิงหว่านวิ่งเข้ามา

ด้านหลังของเธอมีเผยมู่เหยี่ยเดินตามมา สายตาของเขาที่มองมานั้นเย็นชายิ่งนัก

หมิงชิงหว่านอุ้มเจ้าปอมเมอเรเนียนขึ้นมาแนบอก รีบตรวจดูด้วยความร้อนรน ก่อนจะหันไปมองหลินซีอินด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “พี่ซีอิน ถ้าพี่มีปัญหาอะไรกับฉัน พี่ก็พูดกับฉันตรง ๆ สิคะ เล่อเล่อตัวเล็กแค่นี้ พี่คิดจะเตะมันให้ตายเลยเหรอคะ?”

หลินซีอินยกมือขึ้นกุมหน้าอก ยังคงรู้สึกหวาดผวาไม่หาย

เธอไม่คิดเลยว่าลูกหมาจะพุ่งเข้ามาโจมตีตัวเองกะทันหันแบบนี้ ตามหลักแล้วสุนัขเลี้ยงแบบนี้ ปกติจะไม่เป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีคนก่อน

ถึงแม้หมาจะตัวไม่ใหญ่ แต่ตอนที่มันพุ่งเข้ามา หลินซีอินก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี

เธอเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มะ มันจะกัดฉัน”

เผยมู่เหยี่ยก้าวยาว ๆ เข้ามา “ก็แค่ลูกหมาตัวเดียว ซีอิน ทำไมคุณถึงขี้ขลาดแบบนี้?”

หมิงชิงหว่านมองเห็นทั้งสองคนกำลังคุยกัน จึงรีบอุ้มเจ้าปอมเมอเรเนียนเข้าไปใกล้เผยมู่เหยี่ยทันที “พี่มู่เหยี่ยคะ พี่อย่าเพิ่งพูดเลย รีบพาฉันไปตรวจดูอาการเล่อเล่อก่อนเถอะค่ะ!”

เมื่อหลินซีอินได้ยินดังนั้น จึงหิ้วกระเป๋าเดินทางเดินเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยตัวเอง

เธอจัดการเก็บของของตัวเอง อาบน้ำ แล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ขยับตัวไปด้านข้างอีกสิบเซนติเมตร

เตียงกว้างสองเมตร แต่เธอนอนกินพื้นที่ไปไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เผยมู่เหยี่ยก็กลับมา เมื่อเห็นเธอนอนหลับอย่างว่าง่ายอยู่บนเตียง สีหน้าของเขาก็ดูอ่อนลงมาบ้าง

แต่ในวินาทีต่อมา เมื่อมองเห็นหลินซีอินนอนอย่างเป็นระเบียบอยู่ริมเตียง มองปราดเดียวก็รู้เลยว่านี่คือการตั้งใจรักษาระยะห่างจากเขา แบ่งแยกเขตแดนกันอย่างชัดเจน

สีหน้าของเผยมู่เหยี่ยพลันดูแย่ลงทันที

เขาขึ้นเตียงเหมือนกัน โดยนอนหันหลังให้หลินซีอิน ระยะห่างที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง กว้างพอที่จะให้คนลงไปนอนได้อีกคนเลยทีเดียว

หลินซีอินนอนหลับยาวจนกระทั่งนาฬิกาปลุกดัง

ก่อนหน้านี้ตอนที่ทั้งคู่อยู่ที่บ้านทะเลเมฆ เธอไม่เคยรู้เลยว่าเผยมู่เหยี่ยตื่นนอนตอนกี่โมงในตอนเช้า

เพราะเมื่อไหร่ที่เธอตื่น เผยมู่เหยี่ยก็มักจะออกไปแล้วเสมอ

แต่ครั้งนี้ ตอนที่หลินซีอินลืมตาขึ้นมา เธอรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

บริเวณเอวรู้สึกร้อนผ่าว นั่นคือฝ่ามือของเผยมู่เหยี่ยที่ทาบอยู่บนผิวของเธอ

ผิวสัมผัสใต้ฝ่ามือของเธอมีความนุ่มและแข็งกำลังดี สัมผัสดีเยี่ยม...นี่คือแผงอกของเผยมู่เหยี่ย

ทันทีที่ลืมตาขึ้น เธอก็เห็นกล้ามอกอันแน่นตึงของเผยมู่เหยี่ย

พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็สบประสานสายตากับชายหนุ่มเข้าพอดี

หลินซีอินรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างหนัก และเตรียมจะผลักเขาออกทันที

แต่เผยมู่เหยี่ยกลับจับมือเธอเอาไว้ แล้วกดร่างเธอลงไปอยู่ใต้ร่างเขาทันที

หลินซีอินตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “คุณจะทำอะไร?”

แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใด ๆ

เธอรู้สึกว่า ชีวิตคู่ควรเป็นการหลอมรวมกันระหว่างอารมณ์ความรู้สึกและความรัก

แต่ทว่า การสัมผัสใกล้ชิดที่ปราศจากความรัก มันจะต่างอะไรกับพวกเดรัจฉานกัน?

แต่เห็นได้ชัดเลยว่า สำหรับเผยมู่เหยี่ยแล้ว ความรักกับความปรารถนาสามารถแยกออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง

หลินซีอินปล่อยให้เขาจูบเธอ แต่ในแววตาของเธอกลับมีความเย็นชาอยู่เต็มเปี่ยม

เผยมู่เหยี่ยเองก็หยุดการกระทำลง แววตาของเขาเรียบเฉย แต่กลับราวกับมีคมมีดที่ทิ่มแทงเข้าใส่เธออย่างไม่ปรานี

“คุณทำท่าทางแบบนี้ให้ใครดู? แต่งงานกับผมแล้ว ยังจะเก็บความบริสุทธิ์ไว้ให้ใครอีกหรือไง?”

พูดจบ เขาก็ลุกจากเตียงและเดินเข้าห้องน้ำไป

หลินซีอินเงียบไปหลายวินาที จากนั้นก็ยื่นมือออกไปดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้

เธอเป็นตัวอะไรกันแน่?

ภรรยาที่แต่งงานเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณีอย่างเธอนั้นคืออะไร?

ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

บางทีอาจเป็นเพียงเพราะว่า ในใจของเผยมู่เหยี่ยไม่ได้มีเธออยู่เลย

อาหารเช้าของคนตระกูลเผยนั้นจะต้องกินด้วยกันเสมอ

ตอนที่หลินซีอินลงมา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกำลังชื่นมื่น

แต่ทว่า เมื่อเห็นเธอ หมิงชิงหว่านก็มีท่าทีประหม่าขึ้นมาทันที “พี่ซีอิน พะ พี่อย่าเตะเล่อเล่อของฉันอีกได้ไหมคะ? ฉันขอร้องล่ะค่ะ”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 266

    พอเธอถามประโยคนั้นออกไป ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าฮั่วเซียนหยางยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ เธอโบกมือไล่: “คุณกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ได้ใช้คุณแล้ว”ฮั่วเซียนหยาง : …… โคตรจะหงุดหงิด เวลาจะใช้งาน ก็เห็นเขาเป็นทั้งคนขับรถ คนรับใช้รายชั่วโมง แถมยังเป็นเครื่องนวดแบบมนุษย์อีก พอหมดประโยชน์ ก็โบกมือไล่ส่งให้เขาไสหัวไป เรียกปุ๊บมาปั๊บ ไล่ปุ๊บก็ต้องไป แต่ที่น่าเจ็บใจคือเขาก็ดันทำตัวเป็นของตายซะงั้น แค่เธอกระดิกนิ้วเรียก เขาก็วิ่งหน้าตั้งมาหาแล้ว ฮั่วเซียนหยางโมโหไม่เบาเลย แต่เขาทำได้แค่โมโหตัวเองเท่านั้นแหละ “งั้นเดี๋ยวผม... เอาข้าวเย็นมาส่งให้พวกคุณแล้วกัน” เขาทำได้เพียงลุกขึ้นแล้วถามเธอว่า: “อยากกินอะไรล่ะ?” “หร่วนหร่วนสภาพนี้จะไปกินอะไรได้?” เซียวรั่วอีปรายตามองเขา: “เอาของมีประโยชน์แล้วก็ย่อยง่าย ๆ มาส่งก็แล้วกัน” “โอเค เข้าใจแล้ว” คล้อยหลังฮั่วเซียนหยางเดินออกไป หลินซีอินก็หันไปมองเซียวรั่วอี: “ทำไมเธอไปทำท่าทางแบบนั้นใส่เขาล่ะ ไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ” เซียวรั่วอีไม่ใส่ใจ: “ท่าทางแบบนี้แล้วมันทำไม? เอาเถอะน่า เธอเจ็บคออยู่ก็พูดให้น้อย ๆ หน่อย”พอเซียวรั่วอีมา เผยมู่เหยี่ยกับฉือ

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 265

    เขาพูดขึ้นว่า: “เดี๋ยวผมแวะไปที่มหาลัย เอาโทรศัพท์มาให้คุณนะ” การไม่มีโทรศัพท์มือถือมันลำบากจริง ๆ หลินซีอินจึงรีบพยักหน้าตอบ: “ขอบคุณนะ” ฉือเทียนหลินปรายตามองเผยมู่เหยี่ยอย่างผู้ชนะแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป คล้อยหลังเขา เผยมู่เหยี่ยก็ทรุดตัวลงนั่งริมเตียงแล้วเอ่ยขึ้น: “หร่วนหร่วน ต่อให้มองข้ามเรื่องบาดหมางส่วนตัวระหว่างผมกับฉือเทียนหลินไป และต่อให้คุณจะไม่ได้เป็นภรรยาของผม ผมก็ไม่อยากให้คุณไปสนิทสนมกับเขามากเกินไปอยู่ดี” หลินซีอินเจ็บคอจนไม่อยากจะปริปากพูดอะไรออกมา หรือต่อให้ไม่เจ็บคอ เธอก็ไม่อยากจะเสวนากับเผยมู่เหยี่ยเลยสักนิด เขาใช้สถานะไหนมาพูดเรื่องพวกนี้กับเธอกัน? เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์เลือกคบเพื่อนด้วยตัวเอง ทั้งยังมีวิจารณญาณมากพอที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดี สำหรับฉือเทียนหลิน ถึงแม้เธอจะไม่ได้คลุกคลีกับเขามากนัก แต่เธอก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อีกอย่าง มาตรฐานของคำว่าคนเลวคืออะไรกันล่ะ? ต้องฆ่าคน วางเพลิง หรือปล้นชิงวิ่งราวอย่างนั้นเหรอ? เอาเป็นว่า การที่เธอคบหาเป็นเพื่อนกับฉือเทียนหลินแบบเรียบง่ายธรรมดามันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ไม่

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 264

    เธอหลับตาลงพร้อมกับยกมือชี้ไปที่ประตู: “พวกคุณออกไปให้หมดเลย” ทันใดนั้นทั้งสองคนก็เงียบกริบ ทว่า... กลับไม่มีใครยอมขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่คนเดียว เผยมู่เหยี่ยไม่มีทางยอมจากไปแน่ อย่าว่าแต่หลินซีอินยังเป็นภรรยาของเขาอยู่เลย ต่อให้พวกเขาสองคนหย่าขาดจากกันจริง ๆ เขาก็ยังตั้งใจจะตามง้อเธอให้กลับมาอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาจะยอมกลับไปได้ยังไง ยิ่งไปกว่านั้น ฉือเทียนหลินก็กำลังจ้องจะตะครุบอยู่แบบนี้ เขาไม่มีทางเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อยู่กับหลินซีอินตามลำพังอย่างเด็ดขาด หลินซีอินรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา จึงตัดสินใจหลับตาลง ทำเหมือนว่าทั้งสองคนไม่มีตัวตน ทว่าเวลาหลังจากนั้น ชายหนุ่มทั้งสองกลับทำตัวราวกับ กำลังแย่งกันทำคะแนน แข่งกันเอาอกเอาใจหลินซีอินสารพัด เผยมู่เหยี่ยทำอะไร ฉือเทียนหลินก็จะรีบทำตามทันที พอฉือเทียนหลินเอ่ยปากถาม เผยมู่เหยี่ยก็ไม่ยอมน้อยหน้าและรีบพูดแทรกขึ้นมาบ้าง หลินซีอินจะไล่ก็ไล่ไม่ไป จะด่าก็อ้าปากไม่ขึ้น แถมยังเจ็บคออยู่ เธอจึงทำได้เพียงหลับตา ปล่อยเบลอ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขาต่อไป อาศัยจังหวะที่เผยมู่เหยี่ยเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก ฉือเทียนหลินก็รีบฉวยโ

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 263

    หลินซีอินเจ็บคอจนไม่อยากพูดอะไร ส่วนฉือเทียนหลินก็กลับคิดว่าเธอไม่อยากจะสนใจตน จึงโมโหอยู่ไม่น้อย เขาเซ้าซี้ถามต่ออีกหลายประโยค หลินซีอินถึงได้ยอมเอ่ยปาก: “ฉันเจ็บคอจะตายอยู่แล้ว…”ก่อนหน้านี้ฉือเทียนหลินก็เคยติดเชื้อมาเหมือนกัน อาการเจ็บคอราวกับมีใบมีดมากรีดนั้นเขารู้ซึ้งดี ท่าทีของเขาจึงอ่อนลงถนัดตา: “ว่าแล้วเชียว ผมก็นึกว่าคุณไม่อยากจะคุยกับผมซะอีก”หลินซีอินส่ายหน้าเบา ๆ ฉือเทียนหลินนั่งลงริมเตียง มุมปากประดับรอยยิ้มบาง ๆ: “ถ้าอย่างนั้นผมจะเป็นคนพูด ส่วนคุณก็แค่ฟังก็พอ” หลินซีอินพยักหน้ารับ “ผมส่งข้อความไปคุณก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับ นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นซะอีก” ฉือเทียนหลินพูดต่อ: “จนเพื่อนคุณเป็นคนรับสาย ถึงได้รู้ว่าคุณป่วย” หลินซีอินเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก: “คุณโทรมา... มีธุระอะไรเหรอ”ฉือเทียนหลินโบกมือไปมา: “คุณไม่ต้องพูดแล้ว ไม่มีธุระก็โทรหาไม่ได้หรือไง คุณยังติดหนี้เลี้ยงข้าวผมอยู่มื้อนึงนะ” หลินซีอินยิ้มบาง ๆ ฉือเทียนหลินพูดขึ้นอีกว่า: “ผมรู้ ไว้รอคุณหายดีค่อยว่ากัน ตอนนี้คุณป่วยอยู่ ผมไม่ไร้เหตุผลขนาดนั้นหรอก” เขาเป็นฝ่ายพูดและเธอเป็นฝ่ายฟังอยู่เช่น

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 262

    “พี่มู่เหยี่ย ทำไมคะ...” หมิงชิงหว่านร้องไห้ออกมาจริง ๆ: “ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้? ฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอคะ? พี่บอกมาสิ ฉันจะแก้ไขตัวเองใหม่ ไม่ได้เหรอ?” เผยมู่เหยี่ยไม่อยากจะเอ่ยคำต่อว่าให้มากความ และไม่อยากแม้แต่จะไปคาดคั้นหาความจริง ขอเพียงหลินซีอินเป็นคนพูด เขาก็พร้อมจะเชื่อ หมิงชิงหว่านจะต้องตั้งใจหรือเผลอพูดอะไรบางอย่างต่อหน้าหลินซีอินแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นหลินซีอินคงไม่มีทางสงสัยว่าเขานอกใจ แถมคนที่เขานอกใจด้วยก็คือหมิงชิงหว่านเสียด้วย “เปล่า ฉันก็แค่คิดว่า ตอนนี้เธอหมั้นแล้ว ควรจะรักษาระยะห่างกับฉันสักหน่อย” เผยมู่เหยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ: “วันหลังก็จำข้อนี้ไว้ให้ดีก็แล้วกัน” “พี่มู่เหยี่ย!” หมิงชิงหว่านมองเขาด้วยน้ำตานองหน้า: “ต่อให้ฉันจะหมั้นแล้ว แต่ฉันก็ยังเป็นน้องสาวของพี่ไม่ใช่เหรอคะ? พี่เคยรับปากกับคุณปู่เอาไว้ว่าจะดูแลฉันให้ดี หรือว่าหลังจากนี้พี่จะไม่สนใจฉันแล้ว?” “เธอมีตรงไหนที่ยังต้องการให้ฉันดูแลอีก? ขาดเงิน หรือว่าขาดอะไร?” เผยมู่เหยี่ยตอบกลับ: “เผยอวิ๋นชิงเองก็หาเงินได้แล้ว ฉันเชื่อว่าเขาเลี้ยงดูเธอได้ ตอนนี้... เธอไม่จำเป็นต้องให้ฉันดูแลอีกต่อไปแล้ว” หมิงช

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 261

    แม้ปากเผยมู่เหยี่ยจะเอ่ยคำปลอบโยนเธอ แต่ลึก ๆ ในใจเขากลับร้อนรุ่มกระวนกระวาย หลังจากปรึกษาหมอ เขาก็ได้รู้ว่าอาการไข้หวัดทั่วไปต้องใช้เวลาห้าถึงเจ็ดวันกว่าจะหายสนิท ต่อให้ใช้ยาก็ทำได้แค่บรรเทาอาการ ยิ่งตอนนี้หลินซีอินกำลังตั้งครรภ์ ยาหลายขนานไม่สามารถใช้ได้ดังนั้นเธอจะต้องรู้สึกไม่สบายตัวอย่างแน่นอน แต่ขอแค่อดทนผ่านช่วงสองวันที่ทรมานที่สุดไปได้ เวลาที่เหลือฝืนทนอีกนิดเดี๋ยวก็ดีขึ้น แต่เผยมู่เหยี่ยกลับปรารถนาให้ความทรมานเหล่านั้นมาตกอยู่ที่เขาแทน การต้องทนเห็นหลินซีอินเป็นแบบนั้น มันทำให้เขาปวดใจแทบตาย เขาอาศัยจังหวะที่หลินซีอินหลับแวะกลับมาที่บ้าน อาบน้ำ และกะจะเปลี่ยนเสื้อผ้าสักชุด แต่พอก้าวออกมาจากห้องน้ำ เขากลับเห็นหมิงชิงหว่าน นับว่าโชคดีที่วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้น ใบหน้าของเขาก็ยังฉายแววกรุ่นโกรธ: “ทำไมจู่ ๆ ถึงเข้ามาในห้องฉัน?” หมิงชิงหว่านรีบลนลานตอบ: “ฉันเคาะประตูแล้วนะคะ แต่พี่ไม่ตอบ ฉันก็เลยนึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น…” เผยมู่เหยี่ยเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย: “ออกไปคุยกันข้างนอก” ขอบตาของหมิงชิงหว่านแดงเรื่อ: “พี่มู่เหยี่ย…” เมื่อก่

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status