Se connecterเดินมาถึงประตูเรือนยั่งยืนเฉียนฟู่กับหวู่เอินสบตากับชิวหมัวมัวด้วยท่าทางลำบากใจ ชิวหมัวมัวมององครักษ์ทั้งสองด้วยความฉงน พลางกล่าวออก “ท่านอ๋อง แม่นางฉินมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ให้นางเข้ามา” เสียงนั้นเคร่งขรึมอีกทั้งยังทรงพลังชวนให้คนฟังขนลุกซู่
ชิวหมัวมัวพาฉินมี่เดินเข้าไปด้านใน จังหวะนั้นกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็โชยมาแตะจมูกอย่างรุนแรง จนฉินมี่เกือบหงายหลัง ทั้งสองรีบยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกทันที
“ท่านอ๋อง นี่ท่าน…” เขายังไม่ให้องครักษ์ทำความสะอาดร่างกายให้อีกหรือ นี่เขาจงใจกลั่นแกล้งฉินมี่ชัด ๆ
“ชิวหมัวมัวเจ้าออกไปก่อน” เซียวเหิงกล่าวเสียงเรียบ
“แต่ว่า…”
“เจ้าฟังข้าพูดไม่รู้เรื่องหรือ” เซียวเหิงกดเสียงต่ำบ่งบอกว่าพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้สุดกำลัง “บอกเฉียนฟู่กับหวู่เอิน หากข้าไม่สั่งก็ไม่ต้องเข้ามา”
ชิวเหลียนจึงทำหน้าคล้ายกับอยากจะร้องไห้ “เจ้าค่ะ” เดิมทีการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเซียวเหิงเป็นหน้าที่ขององครักษ์ทั้งสอง เพราะเขาไม่ชอบให้สตรีมองเห็นเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ซึ่งการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาต้องใช้กำลังมหาศาลแล้วฉินมี่ตัวแค่นี้จะทำคนเดียวได้อย่างไร
อีกทั้งกลิ่นอุจจาระปัสสาวะคละคลุ้งบนตัวบนเตียงเขานั้นเล่า สตรีสูงศักดิ์อย่างฉินมี่จะทนรับไหวได้อย่างไร ถึงเขาบอกว่าจะไม่สังหารนาง แล้วทำเช่นนี้ต่างกันตรงไหนเล่า
แม้แต่อดีตพระชายาที่เคยปักใจรักใคร่กับเซียวเหิงมาเนิ่นนานยังไม่เคยปรนนิบัติเขาเช่นนี้ แล้วฉินมี่นับเป็นอะไรถึงให้นางมาพบเจอกับเรื่องพวกนี้
เพล้ง!
คล้อยหลังชิวเหลียนเซียวเหิงก็เริ่มปาข้าวของที่อยู่บนหัวเตียงลงมา แต่ฉินมี่กลับหลบเลี่ยงได้อย่างหวุดหวิด อีกทั้งยังย่างเท้าเข้าไปด้านในห้องที่มีม่านแพรขวางกั้นไม่หยุด และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาห่างกันราวสิบก้าว พร้อมกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ฉินมี่คารวะท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
ฉินมี่มองคนที่นอนเอนตัวอยู่บนเตียงไม้อย่างนิ่งงัน ใบหน้าของเขาหล่อเหลางดงามปานเทพเซียน คิ้วเข้มรูปดาบเฉียงขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาลคล้ายกับเป็นลูกเสี้ยวของชนเผ่า จมูกเป็นสันโด่ง กรอบหน้าคมชัดริมฝีปากบางเม้มแน่น เพียงแต่เส้นผมกลับกลายเป็นสีเงินยวงมันปลาบเกือบทั้งหมด เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เขาเพิ่งอายุสามสิบปีเท่านั้น ผมหงอกไปครึ่งศีรษะแล้วหรือ
เพล้ง!
เมื่อดึงสติจากดวงหน้างดงามพริ้มเพราของนางได้แล้ว เขาเขวี้ยงแจกันที่อยู่ใกล้มือที่สุดใส่นางอีกครั้ง แต่ฉินมี่ก็หลบหลีกได้ทันอีกเช่นเคย ตามด้วยหมอนและหมอนข้าง นางก็หลบทันทั้งสิ้น
พอไม่มีอะไรให้เขวี้ยงแล้วสายตาก็มองหาสิ่งอื่นไปทั่วห้อง เขาหงุดหงิดให้ตนเองที่ตอนนี้ไม่ได้นั่งอยู่บนรถเข็นจึงเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เมื่อหมดสิ้นหนทางเขาก็ตวาดใส่นาง “ไสหัวออกไป”
ฉินมี่ทำหน้างง เรียกนางมาปรนนิบัติ แต่ยังไม่ได้ทำอะไรก็เสือกไสไล่ส่งนางแล้ว เขาเป็นไบโพลาร์หรือไม่ นางยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่เกรงกลัวสายตาเขา ส่วนหนึ่งที่ไม่กลัวก็เพราะนางแอบรู้มาว่าเว่ยอ๋องสูญเสียวรยุทธ์และกำลังภายในตั้งแต่ถูกพิษในสงครามครั้งนั้น “แต่ท่านอ๋องยังไม่ได้กินข้าวกินยาเลยนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน อีกอย่าง…” นางใช้มือพัดโบกไปมาตรงปลายจมูกคล้ายกำลังไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์ “ท่านอ๋องยังไม่ได้เช็ดตัวกระมัง”
“มันเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องมายุ่ง” เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อเขาเขวี้ยงปาข้าวของแล้วนางต้องกลัวจนหัวหดและรีบวิ่งหนีตายออกจากห้อง ไม่คาดคิดว่านางจะหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนี้
“ท่านอ๋องเรียกข้ามาปรนนิบัติมิใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะละเลยหน้าที่นี้ได้อย่างไร” คนไข้พยศเช่นนี้นางชอบยิ่งนัก
ฉินมี่กวาดสายตาไปทั่วห้องโดยไม่สนใจข้าวของที่ถูกเขาปาลงบนพื้นเมื่อครู่ เมื่อเห็นอ่างน้ำอุ่นกับเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ จึงเดินเข้าไปยกมาไว้ใกล้เตียงนอน อันดับแรกต้องเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนถึงจะกินข้าวกินยาได้
“ท่านต้องเช็ดตัว” นางจ้องไปบนตัวเขา เสื้อผ้าท่อนล่างเลอะไปด้วยอุจจาระตนเองที่เปื้อนไปถึงเตียงนอน เขาควบคุมการขับถ่ายของตนไม่ได้แสดงว่าช่วงล่างไร้ความรู้สึกอย่างนั้นหรือ นางจึงตัดสินใจถาม “ส่วนไหนในร่างกายของท่านที่ใช้งานไม่ได้บ้าง”
“ออกไป!” ได้ยินคำถามนี้ เซียวเหิงก็รู้สึกโกรธจนหน้าเขียว มันเป็นความรู้สึกที่คับแค้นใจและไม่อยากคุยเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับสตรีตรงหน้าคนนี้
“ข้าหมายถึง ร่างกายส่วนไหนที่ไร้ความรู้สึก” ฉินมี่ย้ำอีกครั้ง
“ข้าบอกให้ออกไป”
“ข้าไม่ไป จนกว่าจะทำหน้าที่เสร็จ”
“เจ้าอยากตายหรือไง”
“ข้าว่าท่านน่าจะตายก่อนข้าเสียอีก”
“ทำไมข้าต้องตายก่อนเจ้า” สตรีผู้นี้ช่างหาญกล้าต่อปากต่อคำกับเขานัก
“เพราะกลิ่นเหม็นพวกนี้อย่างไรเล่า”
ฉินมี่ไม่ได้สนใจเขาอีก ย่างสามขุมเข้าไปใกล้เตียงมากขึ้น เซียวเหิงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี สตรีผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือถึงไม่กลัวตาย
มือเล็กเอื้อมไปใกล้หมายจะถอดเสื้อให้เขา แต่มันกลับไม่ง่ายเช่นนั้น มือทั้งสองคู่เกิดการต่อสู้กันพัลวัน เหมือนเด็กกำลังตีกัน
ผ่านไปเกือบสองเค่อต่างคนต่างเหนื่อยไม่มีใครยอมใคร แต่ในที่สุดคนที่ขาใช้การไม่ได้ทั้งสองข้างก็ต้องหอบแฮ่ก ๆ มือไม้อ่อนไปหมด เพราะเซียวเหิงฝึกยุทธ์ไม่ได้จึงทำให้เขาเหนื่อยเร็วกว่าปกติ
ฉินมี่ก็เหนื่อยจนหายใจหอบเช่นเดียวกัน แต่นางยังไม่ยอมแพ้ คิดไม่ผิดที่นางทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อนจะมาพบเขา นางเอ่ยถามเขาหน้าตาเฉยชาคล้ายเป็นเรื่องปกติ “จะถอดส่วนบนหรือส่วนล่างก่อน”
“ข้าไม่ถอดส่วนไหนทั้งนั้น” เป็นครั้งแรกที่เขาพ่ายแพ้ต่อสตรี ผู้หญิงอะไรตัวเล็กนิดเดียว แต่พลังเยอะเป็นบ้า
“ท่านไม่สามารถทนกลิ่นเหม็นพวกนี้ได้ทั้งวันหรอก” เซียวเหิงยิ่งหน้าแดงทั้งโกรธทั้งอับอาย สตรีผู้นี้ไม่ได้ตายดีแน่ “งั้นเช็ดส่วนบนก่อนก็แล้วกัน” ว่าแล้วนางก็ปลดสายรัดเอวถอดเสื้อเขาออกอย่างทุลักทุเล เพราะเขาไม่ให้ความร่วมมือ แต่ท้ายที่สุดนางก็ทำได้สำเร็จ
พอท่อนบนเปลือยเปล่าฉินมี่ถึงกับต้องร้อง ว้าว! กล้ามท้องเป็นลอนสวยจนอยากใช้มือลูบไล้ “หนึ่ง สอง สาม…”
“เจ้านับอะไร” เซียวเหิงขมวดคิ้ว
“ไม่ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
ช่วงนี้เซียวเหิงฮ่องเต้มีราชกิจรัดตัว เพราะต้องจัดการงานหลายอย่างที่ฮ่องเต้องค์ก่อนและอดีตไทเฮาได้ทำค้างไว้ อีกทั้งยังต้องแต่งตั้งขุนนางและอ๋องต่างสกุลที่ไว้ใจได้ไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ ทั้งแคว้นฉิน และแคว้นเว่ย เพื่อแบ่งเบาภาระของเขาการทำงานของเซียวเหิงเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งยังชัดเจนและเด็ดขาด เน้นการช่วยเหลือราษฎรที่อดอยากทั้งสองแคว้นเป็นหลัก และดำเนินการปราบขุนนางกังฉินอย่างจริงจัง เมื่อตรวจสอบแล้วใครผิดจริงก็ริบทรัพย์และตัดสินโทษประหารชีวิตทันทีไม่มีผ่อนปรนแม้แต่น้อยทำให้ในราชสำนักและตามหัวเมืองต่าง ๆ ต่างมีขุนนางต้องโทษประหารชีวิตไปหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ท้องพระคลังที่เคยว่างเปล่า กลับมีทรัพย์สมบัติเพิ่มเข้ามาอย่างมากมายมหาศาล ทรัพย์สินส่วนนี้จึงถูกจัดสรรออกเป็นหลายส่วน เพื่อช่วยเหลือกรมกองต่าง ๆ อีกทั้งยังแบ่งไปช่วยเหลือราษฎรตามถิ่นทุรกันดาน ทั้งเรื่องปากท้อง อาชีพ และการศึกษาเมื่อเซียวเหิงฮ่องเต้ประกาศราชโองการอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับสนมเข้าวังอีก ขุนนางทั้งหลายก็ไม่กล้ามีปากเสียง เพราะการทำงานของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้วว่า ทั้งเที่ยงธรรมและให้ความช
หมอฉีที่ตามเสด็จมาด้วยจึงเข้ามาตรวจชีพจรให้นาง สีหน้าของเขาดูประหลาดใจเล็กน้อย “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ” เซียวเหิงอดเป็นห่วงพระชายาไม่ได้ “พระชายาน่าจะตั้งครรภ์แฝดพ่ะย่ะค่ะ” “ครรภ์แฝดรึ” เซียวเหิงมีท่าทางไม่อยากเชื่อ เขาเก่งถึงเพียงนี้ ฉินมี่หันมองหมอฉีพลางกล่าวออกด้วยความตื่นเต้น “ท่านแน่ใจหรือ” “คราวก่อนไม่มั่นใจจึงไม่ได้กราบทูล แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คราวก่อนชีพจรของนางยังไม่มั่นคงขนาดนี้ หมอฉีจึงไม่กล้าพูดออกไป เชียวเหิงจับมือนางมากุมไว้ มือของนางเย็นเฉียบ “เจ้าจงรักษาร่างกายให้ดี” “เพคะ” ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเซียวเหิงจึงขึ้นไปนอนเอนกายเคียงข้างนาง โอบกอดนางไว้แล้วถาม “เจ้าจะไม่บอกเราจริง ๆ หรือ ว่าเจ้ามาจากที่ใด” “ฝ่าบาทยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกหรือเพคะ” “เรื่องของเจ้าเราไม่เคยลืม” ฉินมี่จึงไม่คิดปิดบังเขาอีก “หม่อมฉันมาจากอนาคตเพคะ” “มาจากอนาคตอย่างนั้นหรือ” “เพคะ น่าจะห่างจากที่นี่ราว ๆ หนึ่งพันปี” เซียวเหิงไม่อยากเชื่อเลยส
ทางด้านของฉินมี่ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็นั่งเหม่อมองภูเขาอยู่เกือบสองชั่วยามแล้ว เจียวฝางเดินยกยาบำรุงมาให้พร้อมกล่าว “องค์หญิง ดื่มยาสักหน่อยนะเจ้าคะ” ฉินมี่ตื่นจากภวังค์หันมายกยาขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ช่วงนี้นางรู้สึกแพ้ท้องอย่างหนักจึงต้องดื่มยาแก้คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย เจียวฝางกล่าวต่อ “ได้ยินว่าท่านอ๋อง ไม่สิ ได้ยินว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่รวมสองแคว้นเข้าด้วยกันแล้วเจ้าค่ะ” แต่ฉินมี่ยังคงเงียบงัน เจียวฝางจึงพูดขึ้นอีก “องค์หญิงไม่ยินดีหรือเจ้าคะ” “เขากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ดีใจแล้ว” ตอนนี้เขาเป็นถึงฮ่องเต้ เรื่องระหว่างนางกับเขายิ่งลำบากขึ้นไปอีก “เช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงตามหาองค์หญิงหรือไม่เจ้าคะ” “ข้าก็ไม่รู้” เดิมทีนางคิดว่าการแอบซ่อนจดหมายไว้ใต้หมอนจะทำให้เขารู้ที่อยู่ของนาง แต่นี่ก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว เขาคงไม่คิดตามหานางแล้ว ทหารที่เซียวเหิงฮ่องเต้ส่งออกไปตามหาพระชายากลับมารายงานว่าไม่พบร่องรอยของฉินมี่สักคน เซียวเหิงรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก ห้าวันแล้วที่เขากลับมาพักที่จวนอ๋องแต่กลับไม่ได้นอนเลยสักคืน เอาแต่นั่
“เจ้าไปทำอันใด เขาถึงได้ตามฆ่าเจ้า” เรื่องที่ตู้ซือซงถูกสังหารเขาทราบแล้ว แต่ไม่คิดว่าตู้หนิงอวี่จะกล้ากลับมาอยู่ที่จวนของเขา “เพราะข้า เพราะข้ารู้ความลับของเขาเจ้าค่ะ” “ความลับอะไร” “เอ่อ… ความลับที่พวกเขาส่งทองคำให้แคว้นฉินเพื่อแลกกับสิบเมืองนั้นเจ้าค่ะ” ตู้หนิงอวี่คุกเข่าลงบนพื้นแล้วคลานไปกอดขาเขาไว้แน่น “ท่านอ๋องต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้วจริง ๆ ท่านอ๋องจะให้ข้าเป็นชายารองหรืออนุภรรยาก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่ให้อยู่รับใช้ท่านอ๋อง ข้ายอมทุกอย่าง” เซียวเหิงแค่นยิ้ม พลางสะบัดขาแรง มือของนางที่เกาะกุมอยู่จึงหลุดออก ร่างของนางฟุบลงกับพื้น แต่เซียวเหิงหาได้สนใจไม่ ตู้หนิงอวี่ตกใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก “ท่านอ๋อง” เขาไม่อ่อนโยนกับนางเหมือนที่เคยเป็นแล้ว “ตอนที่เจ้าหนีไปจากที่นี่เคยไปอยู่ที่ใดก็จงกลับไปอยู่ที่นั่น” “ไม่นะเจ้าคะท่านอ๋อง ข้าจะอยู่กับท่าน ข้าสัญญาว่าจะไม่หนีท่านไปอีกแล้ว” เว้นช่วงไปสองลมหายใจนางจึงกล่าวต่อ “ที่ผ่านมาข้าหนีไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อขอพรให้ท่านอ๋องหายเป็นปกติโดยเร็ว และท่านอ๋องก็หายจริง
สิบวันต่อมาเว่ยอ๋องกวาดต้อนข้าศึกกระทั่งเข้ายึดเมืองเจิ้งโจวได้สำเร็จ เติ้งคุณต่อสู้อยู่กับขงซีห่าวเพื่อแก้แค้นที่เขาบังอาจมาหลอกลวงเขาถึงค่ายทหาร แม้ตอนนี้เลือดหลั่งไหลท่วมกายแล้วยังเอ่ย “ข้าจะฆ่าเจ้า” ว่าจบก็ถือดาบวิ่งเข้าหาขงซีห่าวอีกครั้ง ทั้งสองฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายเติ้งคุณก็โดนขงซีห่าวฟันเอวจนร่างกายขาดเป็นสองท่อน หยวนหงเจี๋ยฮ่องเต้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับเว่ยอ๋องเห็นแม่ทัพเติ้งสิ้นใจไปแล้วถึงกับหน้าถอดสี อีกทั้งความแค้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น “หากวันนี้ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าฮ่องเต้” เซียวเหิงยิ้มหยัน “ข้าไม่เคยเรียกเจ้าว่าฮ่องเต้อยู่แล้ว” “หากเจ้าตายวันนี้ข้าจะเอามี่มี่ของข้ากลับแคว้นฉินไปด้วย” “หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าเสีย หากเจ้าอยากได้มี่มี่ก็ข้ามศพข้าไปก่อน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องแม้แต่เส้นผมของนางอีก” สิ้นคำเว่ยอ๋องก็ออกกระบวนท่าพร้อมกับดาบคู่ใจ หยวนหงเจี๋ยยังแปลกใจว่าเหตุใดแว่ยอ๋องถึงได้แสดงท่าทีว่าหึงหวงฉินมี่ออกมา ทั้งที่เขาให้นางเป็นเพียงสาวใช้ อีกทั้งยังทำให้เขาออกกระบวนท่าอย่างบ้าคลั่งเ
ราวหนึ่งชั่วยามซูลี่จึงกลับมาพร้อมกับท่าทางเหนื่อยหอบเจือตกใจ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…” “พูดให้มันดี ๆ” “คือว่า คือว่ายานี้ ยานี้เป็นยาบำรุงครรภ์เจ้าค่ะ” นัยน์ตาของตู้หนิงอวี่ขยายใหญ่ขึ้น พูดออกเสียงแผ่ว “ยาบำรุงครรภ์อย่างนั้นหรือ” ทำท่าคล้ายคิดหนัก “ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบกำจัดนางเสีย” “บ่าวต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ” “เจ้าเต็มใจช่วยข้าหรือไม่” “เต็มใจเจ้าคะ ข้าเต็มใจทำเพื่อท่านทุกอย่าง” เพื่อในอนาคตนางจะได้ใกล้ชิดกับเว่ยอ๋อง ซูลี่ย่อมทำได้ทุกอย่าง “เช่นนั้นก็ดี เข้ามาใกล้ ๆ ข้า” ซูลี่ขยับกายเข้าไปใกล้ ตู้หนิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้หูพลางกระซิบ ดวงตาของซูลี่วาวโรจน์เมื่อได้ยินแผนการนั้น “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สามวันต่อมาตู้หนิงอวี่ออกมาเดินเล่นที่ริมสระน้ำข้างเรือนรับรอง จึงบอกซูลี่ว่าอยากดื่มชาดอกไม้ของเรือนดอกโบตั๋น ซึ่งฉินมี่เป็นคนทำเอง นางจึงเข้าไปบอกแก่เจ้าของเรือน และให้เจียวฝางยกออกไปให้ และยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เพียงแค่นี้คงไม่เป็นการรบกวนเจ้ามากเกินไ
“นี่มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคะ” เจียวฝางเดือดดาลแทนผู้เป็นนาย ฉินมี่ปรายตามองนาง เจียวฝางจึงก้มหน้าแล้วพูด “บ่าวพูดมากไปแล้วเจ้าค่ะ” แต่มันมากไปจริง ๆ นางไม่คิดว่าเว่ยอ๋องจะใจดำกับสตรีเช่นนี้ เขาคงเกลียดสตรีต่างแคว้นเข้าไส้จริง ๆ “เจ้ากลับไปบอกท่านอ๋องเถิดว่าข้าจะทำตามที่เขาสั่ง
คล้อยหลังซูลี่ เจียวฝางที่อดทนอดกลั้นมานานจึงเอ่ยถามพ่อครัวหู “ซูลี่ นางเป็นใครกันถึงได้กล้าพูดเช่นนี้กับองค์หญิง” พ่อครัวหูถอนหายใจออกเบา ๆ “เดิมทีนางเคยเป็นสาวใช้ของอดีตพระชายาที่ท่านอ๋องรักมาก ตอนนี้อดีตพระชายาไม่อยู่แล้ว ท่านอ๋องจึงย้ายนางมาเป็นผู้ช่วยพ่อบ้าน”
เห็นนางยืนจ้องอยู่นาน ฉินมี่จึงกล่าว “ชิวหมัวมัว” ชิวหมัวมัวได้สติจึงเรียกนาง “แม่นางฉิน” ฉินมี่ขมวดคิ้วกับคำเรียกขานของชิวหมัวมัวที่เปลี่ยนไป แต่เจียวฝางกลับพูดขึ้นก่อน “แม่นางฉินอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ไม่ใช่ว่า…” “แม่นางโปรดอภัยให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ แต่ท่านอ๋องสั่งมาเ
พอถึงทางแยกเข้าจวนเว่ยอ๋อง องครักษ์เหยียนโม่โฉวกับไต้ห่าวซวนจึงคุมขบวนบรรณาการเข้าไปที่เมืองผิงเหยาซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเว่ย ส่วนเฉียนฟู่กับหวู่เอิน พาขบวนเจ้าสาวตรงไปที่จวนเว่ยอ๋องราวสองเค่อรถม้าก็หยุดลง เฉียนฟู่จึงเอ่ยออก “ถึงจวนอ๋องแล้วขอรับ”เจียวฝางเป็นฝ่ายลงมาก่อน จากนั้นจึงช่วยประคองผู้







