Masukคล้อยหลังซูลี่ เจียวฝางที่อดทนอดกลั้นมานานจึงเอ่ยถามพ่อครัวหู “ซูลี่ นางเป็นใครกันถึงได้กล้าพูดเช่นนี้กับองค์หญิง”
พ่อครัวหูถอนหายใจออกเบา ๆ “เดิมทีนางเคยเป็นสาวใช้ของอดีตพระชายาที่ท่านอ๋องรักมาก ตอนนี้อดีตพระชายาไม่อยู่แล้ว ท่านอ๋องจึงย้ายนางมาเป็นผู้ช่วยพ่อบ้าน”
ท่านอ๋องรักอดีตพระชายามากอย่างนั้นหรือ มิน่าเล่าถึงได้ทำเช่นนี้กับองค์หญิงของนาง เจียวฝางรู้สึกไม่พอใจเซียวเหิงขึ้นมาอีกหลายส่วน แล้วแบบนี้องค์หญิงของนางจะไม่ได้อยู่ในจวนนี้ในฐานะสาวใช้ตลอดไปหรือ
ส่วนฉินมี่นั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด ใครอยากรักใครมากก็รักไปสิ เกี่ยวอะไรกันกับนาง ได้มีชีวิตอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน สบายกว่าการเข้าเวรของพยาบาลเสียอีก
เจียวฝางเห็นฉินมี่ทำไม่รู้ไม่ชี้ก็รู้สึกขัดใจยิ่งนัก “องค์หญิง ท่านจะไม่พูดอะไรสักหน่อยหรือเจ้าคะ”
ฉินมี่จึงทำตามความต้องการของบ่าว พูดสักหลายคำก็ดี “ไปกินข้าวกันเถิด ข้าหิวจะแย่แล้ว”
เจียวฝางถึงกับพูดอะไรไม่ออก องค์หญิงของนางกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกไปตั้งแต่เมื่อไร
พูดจบฉินมี่ก็ชวนพ่อบ้านไปกินอาหารด้วยกัน นางเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายมาตั้งแต่เด็ก เรื่องแค่นี้ไม่ถือว่าลำบากสักนิด
พ่อบ้านหูได้ชิมโจ๊กปลาคำแรกก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ฉินมี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร”
“ข้าไม่เคยกินโจ๊กปลาที่อร่อยเท่านี้มาก่อน” พูดจบก็รีบตักโจ๊กเข้าปากอีกหลายคำ เจียวฝางอยากรู้บ้างก็ตักโจ๊กกินเช่นกัน นางถึงกับตาค้างเลยทีเดียว องค์หญิงของนางมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารตั้งแต่เมื่อใดกัน
ซูลี่นำอาหารมาที่เรือนยั่งยืน ในห้องนั้นมีชิวหมัวมัวยืนรออยู่ก่อนแล้ว ชิวหมัวมัวเอ่ยถาม “วันนี้แม่นางฉินทำสิ่งใดมาให้ท่านอ๋อง”
“โจ๊กปลาเจ้าค่ะ”
“พ่อครัวหูไม่ได้บอกนางหรือว่าท่านอ๋องไม่ชอบกินปลา” ชิวหมัวมัวตำหนิพ่อครัว
“บอกเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนว่าแม่นางฉินอยากจะกลั่นแกล้งท่านอ๋องเจ้าค่ะ” ซูลี่ไม่ชอบสตรีทุกคนที่เข้าใกล้เว่ยอ๋อง เพราะเว่ยอ๋องต้องเป็นของเจ้านายของนางเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้สตรีนางอื่นมาใกล้ชิดเว่ยอ๋อง ตัวนางเองก็จะหมดหนทางที่จะปีนป่ายไปเป็นอนุภรรยาของเขา ถึงตอนนี้เขาพิการก็ใช่ว่าอนาคตจะไม่มีทางหาย
ซูลี่เอ่ยถามเซียวเหิงอีกว่า “ท่านอ๋องจะให้ข้าเอาไปเททิ้งเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้อง” นางอยากกลั่นแกล้งเขาก็ปล่อยให้นางทำไป ถึงอย่างไรเขาก็ไม่นึกอยากอาหาร กินคำสองคำก็พอแล้ว ลองชิมฝีมือนางสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย เดี๋ยวนางจะหาว่าเขารังแกนาง สั่งให้ทำอาหารแล้วไม่ยอมกิน “นางทำเองทุกขั้นตอนหรือไม่”
“เอ่อ… นางทำเองทุกขั้นตอนอย่างคล่องแคล่วราวกับว่าเคยเป็นแม่ครัวมาก่อนอย่างไรอย่างนั้นเลยเจ้าค่ะ” ทุกเรื่องที่เว่ยอ๋องให้นางไปทำ ซูลี่ไม่กล้าบิดเบือนความจริง เพราะหากว่าเขาจับได้นางคงตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่
เซียวเหิงมองโจ๊กปลาที่หน้าตาไม่เหมือนกับที่พ่อบ้านหูเคยทำให้กิน ชิวหมัวมัวใช้เข็มทดสอบพิษแล้วจึงเอ่ย “น่ากินมากเลยเจ้าค่ะ”
มุมปากเซียวเหิงโค้งขึ้นเล็กน้อย “น่ากินเพียงใดข้าก็กินได้ไม่กี่คำอยู่ดี” มือยกถ้วยกระเทียมเจียวเทใส่ชามโจ๊ก ซึ่งพ่อบ้านหูไม่เคยทำมาให้สักครั้ง
ซูลี่ที่ยืนก้มหน้าอยู่ภาวนาให้เซียวเหิงปาถ้วยโจ๊กปลานั้นทิ้งเหมือนยามที่เขาไม่พอใจในรสชาติอาหาร
เซียวเหิงคิดว่าเขาต้องอาเจียนออกมาแน่หากกินโจ๊กปลาชามนี้ แต่พอตักเข้าปากไปได้หนึ่งคำ ความเนียนละเอียดของเนื้อโจ๊กและความหวานกลมกล่อมของน้ำแกงก็ทำให้เขาหยุดมือไม่ได้ แม้กระทั่งเนื้อปลายังไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด
อีกทั้งขิงซอยและกระเทียมเจียวกรอบ ๆ ก็ทำให้ความคาวหายไปจนหมดสิ้น เซียวเหิงตักโจ๊กเข้าปากพลางขมวดคิ้ว นี่ใช่ฝีมือนางจริง ๆ หรือ พลางกินพลางคิดไปด้วย กินกับผักดองเค็มก็เข้ากันยิ่งนัก กินไปกินมาจนโจ๊กปลาถ้วยนั้นหมดไปตั้งแต่เมื่อไรยังไม่รู้ตัว
ชิวหมัวมัวยิ้มออกมาด้วยความยินดี “ท่านอ๋องกินข้าวหมดเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยเจ้าค่ะ” ซูลี่เหลือบมองชามใส่โจ๊กยังรู้สึกตกใจ เว่ยอ๋องกินหมดได้อย่างไร
เซียวเหิงมองชามใส่โจ๊กของตนด้วยความไม่อยากเชื่อเช่นกัน “ข้าก็แค่ไม่อยากกินทิ้งกินขว้าง” เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าฝีมือการทำอาหารของนางดีมากแค่ไหน
ชิวหมัวมัวรู้ว่านั่นคือคำแก้เก้อจึงไม่อยากทำให้เขาอาย “หากท่านอ๋องกินอาหารได้เช่นนี้ทุกวันก็คงดีไม่น้อย”
“เรียกเฉียนฟู่เข้ามาเถอะข้าอยากออกไปข้างนอกแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
ซูลี่กลับไปที่โรงครัวอยากจะขอลองชิมโจ๊กปลาสักหน่อย แต่ก็พบว่าไม่เหลือสักหยดแล้ว ทุกคนที่ได้ชิมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยนุ่มลิ้นมาก
หลังจากนั้นฉินมี่ก็มีหน้าที่ทำอาหารให้เซียวเหิงทุกวัน ทุกมื้ออาหารที่นางทำถูกเขากินจนหมด โดยเขาให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เสียของ แต่ที่นางทำอาหารอร่อยก็ใช่ว่าเขาจะยินดี ในใจเขาอยากเห็นนางทรมานมากกว่า
ฉินมี่ทำหน้าที่แม่ครัวส่วนตัวให้เขาจนครบสิบวัน เขาจึงเอ่ยถามซูลี่ “นางมีท่าทีอย่างไรบ้าง”
“นางดูราวกับมีความสุขมากเลยเจ้าค่ะ” เป็นซูลี่เสียอีกที่ไม่อยากตื่นแต่เช้ามาเฝ้าแม่นางฉินทำอาหาร
เซียวเหิงรู้สึกไม่พอใจกับคำตอบเป็นอย่างมาก เป็นไปได้อย่างไรที่นางจะมีความสุข หรือว่างานครัวจะเบาสำหรับนางเกินไป เช่นนั้นก็… “ตั้งแต่พรุ่งนี้ให้นางไปอยู่หน่วยซักล้าง”
“เจ้าค่ะ”
“ท่านอ๋อง!” ชิวหมัวมัวตกใจเป็นอย่างยิ่ง จะให้สตรีบอบบางเช่นนั้นไปอยู่หน่วยงานซักล้างได้อย่างไร
เซียวเหิงพูดต่ออีกว่า “เจ้าออกไปได้แล้ว” ซู่ลี่เดินออกจากเรือนยั่งยืนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อนั้นชิวหมัวมัวจึงเอ่ย “ท่านอ๋องนางเป็นถึง…”
“นางจะเป็นใครขึ้นอยู่กับความต้องการของข้า” ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ตายสถานเดียว
บ่ายวันนั้นชิวหมัวมัวก็มาพบกับฉินมี่อีกครั้ง นางยังคงยอบกายคารวะฉินมี่เสมอ “แม่นางฉิน”
“ชิวหมัวมัวมีธุระอันใดหรือ”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านอ๋องให้ท่านไปอยู่หน่วยซักล้างเจ้าค่ะ” ดูท่าทางแล้วองค์หญิงผู้นี้ดูมีความสุขจริง ๆ น่าแปลกยิ่งนัก ถึงแม้นางจะตัวเล็กแต่ความอดทนเป็นเลิศจริง ๆ
ช่วงนี้เซียวเหิงฮ่องเต้มีราชกิจรัดตัว เพราะต้องจัดการงานหลายอย่างที่ฮ่องเต้องค์ก่อนและอดีตไทเฮาได้ทำค้างไว้ อีกทั้งยังต้องแต่งตั้งขุนนางและอ๋องต่างสกุลที่ไว้ใจได้ไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ ทั้งแคว้นฉิน และแคว้นเว่ย เพื่อแบ่งเบาภาระของเขาการทำงานของเซียวเหิงเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งยังชัดเจนและเด็ดขาด เน้นการช่วยเหลือราษฎรที่อดอยากทั้งสองแคว้นเป็นหลัก และดำเนินการปราบขุนนางกังฉินอย่างจริงจัง เมื่อตรวจสอบแล้วใครผิดจริงก็ริบทรัพย์และตัดสินโทษประหารชีวิตทันทีไม่มีผ่อนปรนแม้แต่น้อยทำให้ในราชสำนักและตามหัวเมืองต่าง ๆ ต่างมีขุนนางต้องโทษประหารชีวิตไปหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ท้องพระคลังที่เคยว่างเปล่า กลับมีทรัพย์สมบัติเพิ่มเข้ามาอย่างมากมายมหาศาล ทรัพย์สินส่วนนี้จึงถูกจัดสรรออกเป็นหลายส่วน เพื่อช่วยเหลือกรมกองต่าง ๆ อีกทั้งยังแบ่งไปช่วยเหลือราษฎรตามถิ่นทุรกันดาน ทั้งเรื่องปากท้อง อาชีพ และการศึกษาเมื่อเซียวเหิงฮ่องเต้ประกาศราชโองการอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับสนมเข้าวังอีก ขุนนางทั้งหลายก็ไม่กล้ามีปากเสียง เพราะการทำงานของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้วว่า ทั้งเที่ยงธรรมและให้ความช
หมอฉีที่ตามเสด็จมาด้วยจึงเข้ามาตรวจชีพจรให้นาง สีหน้าของเขาดูประหลาดใจเล็กน้อย “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ” เซียวเหิงอดเป็นห่วงพระชายาไม่ได้ “พระชายาน่าจะตั้งครรภ์แฝดพ่ะย่ะค่ะ” “ครรภ์แฝดรึ” เซียวเหิงมีท่าทางไม่อยากเชื่อ เขาเก่งถึงเพียงนี้ ฉินมี่หันมองหมอฉีพลางกล่าวออกด้วยความตื่นเต้น “ท่านแน่ใจหรือ” “คราวก่อนไม่มั่นใจจึงไม่ได้กราบทูล แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คราวก่อนชีพจรของนางยังไม่มั่นคงขนาดนี้ หมอฉีจึงไม่กล้าพูดออกไป เชียวเหิงจับมือนางมากุมไว้ มือของนางเย็นเฉียบ “เจ้าจงรักษาร่างกายให้ดี” “เพคะ” ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเซียวเหิงจึงขึ้นไปนอนเอนกายเคียงข้างนาง โอบกอดนางไว้แล้วถาม “เจ้าจะไม่บอกเราจริง ๆ หรือ ว่าเจ้ามาจากที่ใด” “ฝ่าบาทยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกหรือเพคะ” “เรื่องของเจ้าเราไม่เคยลืม” ฉินมี่จึงไม่คิดปิดบังเขาอีก “หม่อมฉันมาจากอนาคตเพคะ” “มาจากอนาคตอย่างนั้นหรือ” “เพคะ น่าจะห่างจากที่นี่ราว ๆ หนึ่งพันปี” เซียวเหิงไม่อยากเชื่อเลยส
ทางด้านของฉินมี่ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็นั่งเหม่อมองภูเขาอยู่เกือบสองชั่วยามแล้ว เจียวฝางเดินยกยาบำรุงมาให้พร้อมกล่าว “องค์หญิง ดื่มยาสักหน่อยนะเจ้าคะ” ฉินมี่ตื่นจากภวังค์หันมายกยาขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ช่วงนี้นางรู้สึกแพ้ท้องอย่างหนักจึงต้องดื่มยาแก้คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย เจียวฝางกล่าวต่อ “ได้ยินว่าท่านอ๋อง ไม่สิ ได้ยินว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่รวมสองแคว้นเข้าด้วยกันแล้วเจ้าค่ะ” แต่ฉินมี่ยังคงเงียบงัน เจียวฝางจึงพูดขึ้นอีก “องค์หญิงไม่ยินดีหรือเจ้าคะ” “เขากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ดีใจแล้ว” ตอนนี้เขาเป็นถึงฮ่องเต้ เรื่องระหว่างนางกับเขายิ่งลำบากขึ้นไปอีก “เช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงตามหาองค์หญิงหรือไม่เจ้าคะ” “ข้าก็ไม่รู้” เดิมทีนางคิดว่าการแอบซ่อนจดหมายไว้ใต้หมอนจะทำให้เขารู้ที่อยู่ของนาง แต่นี่ก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว เขาคงไม่คิดตามหานางแล้ว ทหารที่เซียวเหิงฮ่องเต้ส่งออกไปตามหาพระชายากลับมารายงานว่าไม่พบร่องรอยของฉินมี่สักคน เซียวเหิงรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก ห้าวันแล้วที่เขากลับมาพักที่จวนอ๋องแต่กลับไม่ได้นอนเลยสักคืน เอาแต่นั่
“เจ้าไปทำอันใด เขาถึงได้ตามฆ่าเจ้า” เรื่องที่ตู้ซือซงถูกสังหารเขาทราบแล้ว แต่ไม่คิดว่าตู้หนิงอวี่จะกล้ากลับมาอยู่ที่จวนของเขา “เพราะข้า เพราะข้ารู้ความลับของเขาเจ้าค่ะ” “ความลับอะไร” “เอ่อ… ความลับที่พวกเขาส่งทองคำให้แคว้นฉินเพื่อแลกกับสิบเมืองนั้นเจ้าค่ะ” ตู้หนิงอวี่คุกเข่าลงบนพื้นแล้วคลานไปกอดขาเขาไว้แน่น “ท่านอ๋องต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้วจริง ๆ ท่านอ๋องจะให้ข้าเป็นชายารองหรืออนุภรรยาก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่ให้อยู่รับใช้ท่านอ๋อง ข้ายอมทุกอย่าง” เซียวเหิงแค่นยิ้ม พลางสะบัดขาแรง มือของนางที่เกาะกุมอยู่จึงหลุดออก ร่างของนางฟุบลงกับพื้น แต่เซียวเหิงหาได้สนใจไม่ ตู้หนิงอวี่ตกใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก “ท่านอ๋อง” เขาไม่อ่อนโยนกับนางเหมือนที่เคยเป็นแล้ว “ตอนที่เจ้าหนีไปจากที่นี่เคยไปอยู่ที่ใดก็จงกลับไปอยู่ที่นั่น” “ไม่นะเจ้าคะท่านอ๋อง ข้าจะอยู่กับท่าน ข้าสัญญาว่าจะไม่หนีท่านไปอีกแล้ว” เว้นช่วงไปสองลมหายใจนางจึงกล่าวต่อ “ที่ผ่านมาข้าหนีไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อขอพรให้ท่านอ๋องหายเป็นปกติโดยเร็ว และท่านอ๋องก็หายจริง
สิบวันต่อมาเว่ยอ๋องกวาดต้อนข้าศึกกระทั่งเข้ายึดเมืองเจิ้งโจวได้สำเร็จ เติ้งคุณต่อสู้อยู่กับขงซีห่าวเพื่อแก้แค้นที่เขาบังอาจมาหลอกลวงเขาถึงค่ายทหาร แม้ตอนนี้เลือดหลั่งไหลท่วมกายแล้วยังเอ่ย “ข้าจะฆ่าเจ้า” ว่าจบก็ถือดาบวิ่งเข้าหาขงซีห่าวอีกครั้ง ทั้งสองฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายเติ้งคุณก็โดนขงซีห่าวฟันเอวจนร่างกายขาดเป็นสองท่อน หยวนหงเจี๋ยฮ่องเต้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับเว่ยอ๋องเห็นแม่ทัพเติ้งสิ้นใจไปแล้วถึงกับหน้าถอดสี อีกทั้งความแค้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น “หากวันนี้ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าฮ่องเต้” เซียวเหิงยิ้มหยัน “ข้าไม่เคยเรียกเจ้าว่าฮ่องเต้อยู่แล้ว” “หากเจ้าตายวันนี้ข้าจะเอามี่มี่ของข้ากลับแคว้นฉินไปด้วย” “หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าเสีย หากเจ้าอยากได้มี่มี่ก็ข้ามศพข้าไปก่อน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องแม้แต่เส้นผมของนางอีก” สิ้นคำเว่ยอ๋องก็ออกกระบวนท่าพร้อมกับดาบคู่ใจ หยวนหงเจี๋ยยังแปลกใจว่าเหตุใดแว่ยอ๋องถึงได้แสดงท่าทีว่าหึงหวงฉินมี่ออกมา ทั้งที่เขาให้นางเป็นเพียงสาวใช้ อีกทั้งยังทำให้เขาออกกระบวนท่าอย่างบ้าคลั่งเ
ราวหนึ่งชั่วยามซูลี่จึงกลับมาพร้อมกับท่าทางเหนื่อยหอบเจือตกใจ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…” “พูดให้มันดี ๆ” “คือว่า คือว่ายานี้ ยานี้เป็นยาบำรุงครรภ์เจ้าค่ะ” นัยน์ตาของตู้หนิงอวี่ขยายใหญ่ขึ้น พูดออกเสียงแผ่ว “ยาบำรุงครรภ์อย่างนั้นหรือ” ทำท่าคล้ายคิดหนัก “ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบกำจัดนางเสีย” “บ่าวต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ” “เจ้าเต็มใจช่วยข้าหรือไม่” “เต็มใจเจ้าคะ ข้าเต็มใจทำเพื่อท่านทุกอย่าง” เพื่อในอนาคตนางจะได้ใกล้ชิดกับเว่ยอ๋อง ซูลี่ย่อมทำได้ทุกอย่าง “เช่นนั้นก็ดี เข้ามาใกล้ ๆ ข้า” ซูลี่ขยับกายเข้าไปใกล้ ตู้หนิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้หูพลางกระซิบ ดวงตาของซูลี่วาวโรจน์เมื่อได้ยินแผนการนั้น “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สามวันต่อมาตู้หนิงอวี่ออกมาเดินเล่นที่ริมสระน้ำข้างเรือนรับรอง จึงบอกซูลี่ว่าอยากดื่มชาดอกไม้ของเรือนดอกโบตั๋น ซึ่งฉินมี่เป็นคนทำเอง นางจึงเข้าไปบอกแก่เจ้าของเรือน และให้เจียวฝางยกออกไปให้ และยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เพียงแค่นี้คงไม่เป็นการรบกวนเจ้ามากเกินไ
เดินมาถึงประตูเรือนยั่งยืนเฉียนฟู่กับหวู่เอินสบตากับชิวหมัวมัวด้วยท่าทางลำบากใจ ชิวหมัวมัวมององครักษ์ทั้งสองด้วยความฉงน พลางกล่าวออก “ท่านอ๋อง แม่นางฉินมาแล้วเจ้าค่ะ” “ให้นางเข้ามา” เสียงนั้นเคร่งขรึมอีกทั้งยังทรงพลังชวนให้คนฟังขนลุกซู่ ชิวหมัวมัวพาฉินมี่เดินเข้า
“นี่มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคะ” เจียวฝางเดือดดาลแทนผู้เป็นนาย ฉินมี่ปรายตามองนาง เจียวฝางจึงก้มหน้าแล้วพูด “บ่าวพูดมากไปแล้วเจ้าค่ะ” แต่มันมากไปจริง ๆ นางไม่คิดว่าเว่ยอ๋องจะใจดำกับสตรีเช่นนี้ เขาคงเกลียดสตรีต่างแคว้นเข้าไส้จริง ๆ “เจ้ากลับไปบอกท่านอ๋องเถิดว่าข้าจะทำตามที่เขาสั่ง
เห็นนางยืนจ้องอยู่นาน ฉินมี่จึงกล่าว “ชิวหมัวมัว” ชิวหมัวมัวได้สติจึงเรียกนาง “แม่นางฉิน” ฉินมี่ขมวดคิ้วกับคำเรียกขานของชิวหมัวมัวที่เปลี่ยนไป แต่เจียวฝางกลับพูดขึ้นก่อน “แม่นางฉินอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ไม่ใช่ว่า…” “แม่นางโปรดอภัยให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ แต่ท่านอ๋องสั่งมาเ
พอถึงทางแยกเข้าจวนเว่ยอ๋อง องครักษ์เหยียนโม่โฉวกับไต้ห่าวซวนจึงคุมขบวนบรรณาการเข้าไปที่เมืองผิงเหยาซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเว่ย ส่วนเฉียนฟู่กับหวู่เอิน พาขบวนเจ้าสาวตรงไปที่จวนเว่ยอ๋องราวสองเค่อรถม้าก็หยุดลง เฉียนฟู่จึงเอ่ยออก “ถึงจวนอ๋องแล้วขอรับ”เจียวฝางเป็นฝ่ายลงมาก่อน จากนั้นจึงช่วยประคองผู้







