Masukด้านข้างของเต๋อซิ่วยังมีหลี่มู่เฉียงองค์ชายสี่ และหลี่ตงฟู่ซื่อจื่อ เดินมาหยุดอยู่ไม่ห่างจากนางอีกด้วย ต้าเหนิงทำได้เพียงก้มหน้าเม้มปากไว้แน่น ท่าทางของนางราวกับลูกกระต่ายที่กำลังถูกหมาป่าฝูงใหญ่ล้อมเอาไว้อย่างหมดหนทางหนี แม้แต่จะเก็บอารมณ์ให้สุขุมเช่นเดิมนางก็ทำไม่ได้
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ หะ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ขะ ข้า ข้าขอตัวก่อน” นางรีบหันหนีเพื่อจะเดินออกจากตรงนี้ไปให้เร็วที่สุด
“ช้าก่อน จะรีบไปไหน ข้าเองก็อยากจะสนทนากับเจ้า” เต๋อซิ่วดึงคอเสื้อของต้าเหนิงเอาไว้จนนางเสียหลักจะล้มไปใส่ตัวเขา ยังดีที่เสี่ยวชุนเข้ามารับตัวนางเอาไว้ได้เสียก่อน ร่างของต้าเหนิงจึงตกไปอยู่ที่ตัวของเสี่ยวชุนแทน
เสี่ยวชุนประคองร่างของต้าเหนิงให้ลุกขึ้นทรงตัวดีแล้ว จึงได้คุกเข่าลงตรงหน้าของเต๋อซิ่ว
“องค์ชายห้าโปรดยั้งมือ คุณชายของบ่าวเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากเมืองซีเจียง ร่างกายผ่ายผอมลงไปไม่น้อย หากล้มลงจนได้รับบาดเจ็บ บ่าวเกรงว่าอาการของคุณชายจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ เจ้าเป็นเพียงบ่าว แต่กล้าเข้ามาขวางหน้าข้าไว้ คุณชายเสิ่นช่างบอบบางเสียจริง มิรู้ว่าชั้นเรียนกระบี่ยามบ่ายนี้จะทนรับการฝึกได้หรือไม่” มุมปากของเขายกขึ้นอย่างเย้ยหยัน
สายตาของเต๋อซิ่วไม่ได้ปรายมองเสี่ยวชุนสักนิด กลับตกอยู่ที่ร่างของต้าเหนิงที่สั่นเทาอยู่น้อยๆ เหงื่อของนางผุดออกมาเต็มหน้าผาก แต่ไม่กล้าแม้แต่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดออก
“กระหม่อมขออภัยองค์ชายห้า บ่าวของกระหม่อมเพียงแค่ปกป้องตามคำสั่งของท่านพ่อเท่านั้น หากพระองค์ไม่พอพระทัยคิดจะลงโทษ โปรดลงโทษกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ต้าเหนิงเดินขึ้นมาอยู่ข้างเสี่ยวชุน พร้อมทั้งก้มหน้าลงต่ำ
“ดี เช่นนั้น...” เต๋อซิ่วเผลอจ้องมองคอขาวของ ต้าเหนิงจนลืมที่จะพูดประโยคต่อไปออกมา
“คุณชายเสิ่น น้องห้าไม่ลงโทษบ่าวของเจ้าหรอก หากรู้สึกผิด เช่นนั้นเจ้าเลี้ยงมื้อกลางวันพวกข้าก็พอ” หลี่มู่เฉียงโบกพัดในมืออย่างสบายใจ
“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ” ต้าเหนิงได้แต่ถอนหายใจออกมา
องค์ชายห้าผู้นี้ไม่ใช่คนที่นางจะแข็งขอได้ด้วย ดูท่าแล้วเขาคงจะร้ายกาจกว่าหลี่ตงฟู่เสียอีก
วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาเรียนนางก็อยากจะร่ำไห้เสียแล้ว คิดว่าทำตัวนิ่งๆ ไม่อยู่ในสายตาของผู้อื่นแล้วแท้ๆ ยังมีเรื่องวุ่นวายเข้ามาให้นางได้แต่ปวดหัว
ทั้งหกคน ต่างก็แยกไปขึ้นรถม้าของตนเพื่อเดินทางไปเหลาอาหารฟู่เฟิ่ง ยังดีที่วันนี้นางนำเงินติดตัวมาด้วยไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจะพอจ่ายค่าอาหารที่สหายและเชื้อพระวงศ์จะสั่งหรือไม่
“เสี่ยวชุน หากเงินของข้าไม่พอเล่า” นางเงยหน้ามองเสี่ยวชุนที่เข้ามารอรับนางลงจากรถม้า
“ให้ไปเก็บที่จวนขอรับ” สีหน้าของเสี่ยวชุนยังเรียบเฉยเช่นเดิม
“อืม วันแรกก็ยุ่งยากเพียงนี้ ข้าไม่อยากจะมาเรียนแล้ว” นางบ่นพึมพำเบาๆ พอจะเริ่มบ่นอีกรอบก็ต้องรีบหุบปากลง เมื่อเสี่ยวชุนส่งสายตาให้นาง ว่าคนทั้งหมดมาถึงกันแล้ว
ต้าเหนิงเดินตามหลังของบุรุษทั้งห้าเข้าไปในเหลาอาหารอย่างไร้ชีวิตชีวา นางก้มหน้าลงมองเพียงทางเดินเท่านั้น จึงไม่รู้ว่ายามนี้มีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว พอเข้าไปในห้องรับรองจึงได้เห็นว่า หลี่เลี่ยงหลิง องค์รัชทายาทนั่งอยู่ที่โต๊ะเช่นกัน
“ถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” นางรีบทำความเคารพทันที
“หึหึ เปิ่นกง ได้ยินว่าคุณชายเสิ่นจะเลี้ยงมื้อเที่ยง ขอร่วมโต๊ะด้วยคงมิเป็นอันใดใช่หรือไม่”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทเมตตาข้าน้อยเพียงนี้ นับว่าเป็นวาสนาของข้าน้อยแล้ว” แผ่นหลังของ ต้าเหนิงเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาอีกครั้ง
“นั่งเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
ต้าเหนิงเดินไปนั่งลงข้างซูกวน แต่ถูกมือหนาของเต๋อซิ่วลากนางมานั่งลงข้างเขาแทน องค์ชายห้าผู้นี้คงจะแค้นนางมาก ที่เมื่อครู่จะกลั่นแกล้งนางแต่ถูกเสี่ยวชุนเข้ามาขวางเอาไว้ ยามนี้ในห้องไม่มีเสี่ยวชุนปกป้องนาง ต้าเหนิงได้แต่ยอมให้เขารังแกได้อย่างเต็มที่
อาหารที่พวกเขาเลือกสั่งคนละอย่างสองอย่าง ยามนี้ถูกนำขึ้นวางเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเลือกกินสิ่งใด ที่ต้าเหนิงกังวลไม่ใช่ว่าไม่มีของโปรดนาง แต่เป็นราคาอาหารที่นางต้องจ่ายออกไป ความหิวก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะหายไปจนสิ้น มีแต่ความปวดใจเข้ามาแทนที่
“อาหารไม่อร่อยหรือ” หลี่เลี่ยงหลิงอมยิ้มมอง ต้าเหนิงที่นางเอาแต่ก้มหน้ากินข้าวในชาม โดยไม่แตะต้องอาหาร
“เอ่อ...กระหม่อมไม่ค่อยหิวพ่ะย่ะค่ะ” แม้ปากจะบอกไปเช่นนั้น แต่ท้องเจ้ากรรมดันร้องออกมา เพื่อให้นางขายหน้าโดยแท้
“ฮ่า ฮ่า คุณชายเสิ่น วาจาเจ้าช่างน่าขันนัก” หลี่ตงฟู่ หัวเราะออกมาเสียงดัง
คนอื่นก็พลอยยิ้มกริ่มมองนางอย่างหยอกล้อไปด้วย ใบหน้าของต้าเหนิงแดงก่ำไปด้วยความอับอาย ตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยได้รับความอับอายมากเพียงนี้มาก่อนเลย
“พอแล้ว หิวก็กินเข้าไป เจ้าจะมัวอายผู้ใด อย่างไรเสียมื้อนี้เจ้าก็ต้องจ่าย” หลี่เต๋อซิ่วเลื่อนจานอาหารที่นางสั่งมาตรงหน้าของนาง ก่อนจะปรายตามองหลี่ตงฟู่ญาติผู้น้องให้หุบปากเสียที
“ขอบพระทัยองค์ชายห้าพ่ะย่ะค่ะ” นางเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปคีบอาหารมาใส่ในชาม
ต้าเหนิงไม่รู้รสชาติอาหารที่เข้าปากเลยสักนิด นางรีบกินรีบกลืนลงคอ แต่ก็กินไปได้เพียงครึ่งชามเท่านั้นก็วางตะเกียบลงแล้ว
ยามนี้นางกลับมานั่งสุขุมเช่นเดียวกับที่พี่ชายนางชอบแสดงออก สายตาของคนในห้อง ยังมีลอบมองสำรวจนางอย่างแปลกใจอยู่บ้าง แม้คนตรงหน้าจะเป็นคุณชายเสิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูไปแล้วก็ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว มันต่างจากเมื่อก่อนมากนัก แต่บอกไม่ถูกว่าต่างที่ใด
องค์รัชทายาทเห็นว่าทุกคนกินอาหารกันอิ่มแล้ว ก็สั่งให้คนมายกทั้งหมดออกไป ก่อนจะเรียกให้ยกชาเข้ามาด้านในห้อง
“พวกเจ้ายังต้องไปเรียนกระบี่กับอาจารย์ตู้อีกไม่ใช่หรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ/พ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนพยักหน้ารับ
น้ำในกาที่ต้าเหนิงเห็น มิใช่ชาเช่นที่นางเข้าใจ มันคือสุรานารีแดงรสชาติร้อนแรงต่างหาก
“แค่ก แค่ก” นางดื่มไปเต็มที่ คิดว่าเป็นชากลิ่นแปลกใหม่ ไม่คิดว่าจะเป็นสุราจึงได้สำลักเสียหน้าดำหน้าแดง
“อาซิ่ว นี่เจ้าเปลี่ยนน้ำชาเป็นสุราหรือ หากเรียนช่วงบ่ายไม่ไหว เจ้าได้ถูกอาจารย์ตู้เล่นงานแน่” องค์รัชทายาทส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของน้องชาย แต่ก็เป็นเพียงการตำหนิที่ไม่ได้ว่ากล่าวสิ่งใดมากนัก
“เพียงจิบเล็กน้อย คงไม่เสียการเรียนกระมังพ่ะย่ะค่ะ” มือของเขาตบลงที่หลังของต้าเหนิงไปด้วย แต่น้ำหนักที่ลงมา ยิ่งทำให้นางจุกจนหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
“เอาเถิด ไปกันได้แล้ว คุณชายเสิ่นเพิ่งจะหายดี เจ้าก็อย่าได้รังแกเกินไปนักเลย”
“สุรากานี้ข้าจ่าย เจ้าจะทิ้งขว้างเช่นนี้ไม่ได้” เต๋อซิ่วจ้องมองใบหน้างามคล้ายสตรีอย่างข่มขู่
ต้าเหนิงจำต้องกลั้นใจดื่มสุราในจอกลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นมา แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำอย่างน่ามอง ดวงตาของนางมีน้ำเอ่อคลอหยาดเยิ้ม ความเย้ายวนที่ปิดซ่อนเอาไว้ดูจะค่อยๆ เปิดเผยออกมาให้เห็นทีละน้อย จนซูกวนและอู๋หลางที่เป็นสหายสนิทยังอดที่จะลอบมองอยู่หลายหนไม่ได้
สหายของเขากลับมาจากเมืองซีเจียงหนนี้ มีแต่เรื่องแปลกประหลาด ใบหน้าก็ดูจะหวานขึ้นมาสองส่วน ในจะท่าทีที่สุขุมเช่นปกติ ก็ดูจะผ่อนปรนไปถึงสามส่วน จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร
ร่างอวบอ้วนของฝาแฝดทั้งสามวิ่งไปที่เรือนพักของต้าเหนิงแทบจะในทันที แม้แต่บ่าวรับใช้และแม่นมยังวิ่งไล่ตามไม่ทัน“ลูกชายแม่กลับมาแล้ว” ต้าเหนิงยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ทั้งสามที่ปีนขึ้นมานั่งบนเตียง“ท่านแม่เป็นเช่นใดขอรับ เหตุใดถึงล้มป่วยได้เล่า” ลู่ซือเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“ต่อไปข้าไม่ไปจวนใดแล้ว” หนิงเจี้ยนมองใบหน้าซีดขาวของต้าเหนิงอย่างปวดใจ“ท่านแม่กินยาแล้วหรือยังขอรับ” ดวงตากลมโตที่เอ่ยคลอไปด้วยน้ำของหรงซิ่งที่มองมา ทำให้ต้าเหนิงนางในเหลวไปเลย“พระชายา จะมีน้องให้ซื่อจื่อทั้งสามเจ้าค่ะ มิได้ล้มป่วยหนักเช่นที่กังวล” อาซียิ้มมองทั้งสามอย่างเอ็นดู“น้องอยู่ไหน” หรงซิ่งมองหาน้องก็ไม่เห็นจะมี“เจ้าโง่ น้องก็ต้องอยู่ในท้องท่านแม่อย่างไรเล่า ดูท่านป้าสะใภ้ที่ท้องโตใกล้คลอด เจ้าไม่รู้ความเสียจริง” หนิงเจี้ยนปรายตามองหรงซิ่งอย่างดูแคลน“ในนี่หรือ ไม่เห็นจะใหญ่เช่นป้าสะใภ้เลย” หรงซิ่งลูบท้องของต้าเหนิงเบาๆ“อีกไม่กี่เดือนก็จะใหญ่เช่นฮูหยินน้อยเสิ่นแล้วเจ้าค่ะ” อาจิ่วพูดไปก็ยิ้มขบขันไปต้าเหนิงมองบุตรทั้งสามอย่างรักใคร่ ต่อให้พวกเขาจะดื้อรั้นเช่นใด แต่เมื่ออยู่กับนางก็เป็นเด็กที่ว่าง่ายยิ่งนักผ่า
แต่เต๋อซิ่วจะยอมได้อย่างไร ต่อให้ยังไม่มีบุตรสาวเขาก็ไม่ยอมรับ เต๋อซิ่วส่งหยกพกสีชมพูคืนกลับไปให้เจี้ยหรุน พร้อมจดหมายที่เขียนตำหนิร่ายยาวถึงสามแผ่นฝากไปให้เขาด้วยเจี้ยหรุนที่ได้อ่านก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องทรงงาน เขาคิดเช่นที่เต๋อซิ่วเข้าใจจริงๆ หากต้าเหนิงนางมีบุตรสาวไม่รู้ว่าจะงามล่มเมืองเช่นเดียวกับนางหรือไม่ จึงอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ก็เท่านั้นแต่เจี้ยหรุนรู้ดีว่า เต๋อซิ่วไม่มีทางยอม คนตระกูลเสิ่นไม่ยอมให้ลูกหลานของตนแต่งกับคนที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ แต่อย่างว่าโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อบุตรสาวของต้าเหนิงแต่งกับพระโอรสองค์ที่สามที่เกิดจากฮองเฮาของเจี้ยหรุนจริงๆจินเหรินและหลินหว่านเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลวงก่อน ต้าเหนิงนางต้องรอให้ฝาแฝดอายุครบหกเดือนก่อนถึงจะออกเดินทางคนที่ยินดีที่สุดอีกคนเห็นจะเป็นตงฟู่ ที่จะได้กลับเมืองหลวงเสียที ทั้งยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรอเขาอยู่อีกด้วยเต๋อซิ่ว ได้รับพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง แทนที่แม่ทัพหลิวท่านลุงของต้าเหนิงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนใต้ แทนตระกูลจ้าว จ้านอ๋องหรือมู่เฉียงยังคงเป็นกุนซือข้างกายของเต๋อซิ่วต่อไ
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจริง นางก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง“บาดเจ็บหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน อาซิ่ว...ข้ากลัว กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบท่านแล้ว” นางโอบกอดรอบคอเต๋อซิ่วเอาไว้แน่น“ข้ากลับมาแล้ว ไม่มีทางแยกจากเจ้าอีกแล้ว” นานเกือบหกเดือนที่เขาห่างจากนาง โดยที่ไม่รู้เลยว่านางตั้งครรภ์อยู่ หากกลับมาไม่ทันนางคลอด หรือหลินหว่านนางไม่เดินทางมาอยู่กับต้าเหนิง เต๋อซิ่วคงไม่อาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิตเต๋อซิ่วเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาเช่นกัน แต่ได้น้ำวิเศษของหลินหว่านช่วยเอาไว้ เขาจึงเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยโจวได้อย่างรวดเร็วยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเต๋อซิ่วไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว พอต้าเหนิงนางตรวจสอบดูจึงไม่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บเช่นที่เขาพูดเอาไว้“ขึ้นเถิด ขออยากเห็นลูก”“อืม...ที่นี่คือที่ใด” เต๋อซิ่วอุ้มต้าเหนิงขึ้นจากน้ำ“ห้วงมิติของพี่สะใภ้ อาหว่านนางแต่งให้พี่ชายข้าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ท่านแม่รู้ว่าเด็กในท้องข้ามีมากกว่าหนึ่งคน นางจึงช่วยพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลข้า หากนางไม่มา...” ต้าเหนิงเงียบเสียงลง ซุกเข้าไปในแผงอกของเต๋อซิ่ว“รอให้เจ้าพวกลูกเต่าโตเสียก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการพวกเขาเช่
ในมือขององครักษ์ของเต๋อซิ่วเหลือถุงน้ำที่ยังไม่ได้ใช้อีกเพียงแค่สี่ถุง ที่มู่เฉียงมีอีกถุง พวกเขาจึงอาศัยความวิเศษของน้ำ ดื่มวันละจอก แล้วเร่งเดินทางกลับตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้หยุดพักในตอนแรกเจี้ยหรุนเองก็อยากจะรั้งให้พวกเขาอยู่ที่แคว้นต้าเยี่ยสักหลายวัน เพื่อต้องการฝากของกำนัลไปมอบให้ต้าเหนิงที่นางมอบน้ำวิเศษให้ตน แต่เมื่อรู้เหตุผลก็ไม่อาจรั้งเต๋อซิ่วไว้ได้อีกต่อไปยังดีที่ตงฟู่ยังมิได้เดินทางกลับ เจี้ยหรุนจึงพอมีเวลาให้จัดเตรียมสิ่งของ เสบียงอาหารให้พวกเขา เจี้ยหรุนเองก็ไม่ได้หยุดพัก เมื่อต้องจัดการเรื่องในราชสำนักใหม่ทั้งหมด ไหนจะจัดการสนมนับพัน เรื่องราวที่เสด็จอาของตนสร้างเอาไว้มากมายสนมบางคนที่ยั่วยุให้ฮ่องเต้พระราชทานของมีค่า สร้างตำหนักพักตากอากาศให้ตน หรือรังแกเสด็จแม่ของเจี้ยหรุน ถูกตัดสิ้นให้ติดตามฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเดินทางไปปรโลกพร้อมกันขุนนางชั่ว ต่างก็ถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพียงพอให้เจี้ยหรุน นำมาฟื้นฟูแคว้นและปลอบขวัญครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตไปจินเหรินนางเดาเอาไว้ไม่ผิดนัก ว่าต้าเหนิงนางจะต้องคลอดก่อนกำหนดแน่ ในตำหนักจึงมีแม่นมเตรี
พอเข้ามาถึงในห้องโถง นอกจากฝูกงกง อาซีและอาจิ่วแล้ว สาวใช้คนอื่นต่างก็ออกไปรออยู่ด้านหน้า หลินหว่านนางต้องการตรวจครรภ์ให้ต้าเหนิง เครื่องมือที่นางใช้ ไม่มีในแคว้นต้าหลี่จึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นหูฟังแพทย์ ที่นางนำออกมา ตรวจฟังเสียงหัวใจของเด็กทารกในครรภ์ของต้าเหนิง“อื้มมมม ดูเหมือนว่าจะมีถึงสามคน” หลินหว่านมองครรภ์ของต้าเหนิงอย่างตกตะลึง“ห๊ะ!!! สามเลยหรือ” จินเหรินเริ่มจะเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วยามที่นางคลอดเสิ่นเฉิงและต้าเหนิง เพียงแค่สองคนก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่นี่...ต้าเหนิงนางมีถึงสามคนในท้อง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ อาเหนิงกับลูกของนางจะต้องปลอดภัยเจ้าค่ะ”จินเหรินจะไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านได้อย่างไร ในเมื่อนางเองก็ได้เห็นมิติของหลินหว่านแล้ว ทั้งยังเห็นของวิเศษของนางอีกด้วย“อีกสองเดือนจะคลอด ไม่รู้ว่าอาซิ่วจะกลับมาทันหรือไม่” ต้าเหนิงลูบท้องของนางอย่างเหม่อลอยต่อให้มีมารดาและพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลแล้ว แต่ต้าเหนิงนางก็ยังอยากให้เต๋อซิ่วอยู่ข้างนางตอนที่นางคลอดอยู่ดีทางด้านเต๋อซิ่ว เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยแล้ว ฮ่องเต้ของแค
ต้าเหนิงนางยังคงไม่เชื่อว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว“หากไม่ใช่เล่า พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจกันไป ข้าเพียงแค่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น” นางไม่เห็นจะมีอาการเช่นเกาซีม่านสหายของนางเลย ที่อาเจียนจนลุกจากที่นอนไม่ได้ ไหนจะต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง หากลุกขึ้นแล้วจะมันหัวจนเดินไม่ได้“เชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวตั้งครรภ์ ก็เหม็นกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ แต่บ่าวอาเจียนเสียลุกไม่ขึ้นอยู่นานหลายเดือน รอให้ท่านหมอมายืนยันอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”ต้าเหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลายวันมานี่ นางก็ไม่นึกอยากอาหาร ทั้งยังไม่อยากกินเนื้อสัตว์เช่นที่สาวใช้อาวุโสว่าจริงๆเมื่อท่านหมอมาถึง พอได้ตรวจชีพจรของต้าเหนิง หมอก็แจ้งข่าวมงคลกับนาง ต้าเหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว“เช่นนั้นก็ก่อนที่จะมาถึงเป่ยโจว แล้วเด็กในท้องข้าเป็นเช่นใดบ้าง” นางร้องถามอย่างรวดเร็ว“ครรภ์ของพระชายาแข็งแรงดีขอรับ มิต้องห่วง พระชายาเพียงต้องแข็งใจกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้ว เดือนหน้าข้าน้อยจะมาตรวจให้ท่านใหม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องกินยาบำรุงครรภ์ขอรับ”“ขอบคุณท่านมาก เรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ท่านหมอช่วยเก็บเป็นความลับเอาไว้เสียก่อน







