Masukต้าเหนิงลุกขึ้นไปดึงชายเสื้อของซูกวนเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาต่อปากต่อคำกับกลุ่มของเว่ยซีหมิ่น
“พวกท่านกล่าวไม่ผิด ข้าเดินทางไปแสดงความกตัญญูต่อท่านปู่ ท่านย่าครั้งนี้ลำบากไม่น้อยเลย ร่างกายจะผ่านผอมลงไปก็เห็นจะไม่แปลก ที่แปลกคงเห็นจะเป็นความคิดของพวกเจ้า ที่ไม่เอาเวลาไปสนใจอ่านตำรา แต่กลับสนใจเรือนร่างของผู้อื่น” แววตาของนางเรียบเฉยเสียงที่ปรับให้ทุ่มต่ำ กังวานไพเราะกว่าเสียงของเสิ่นเฉิงมากนัก
ใบหน้าของทุกคนที่ได้ยินเริ่มบิดเบี้ยวอย่างไม่น่าดู เป็นจริงที่เสิ่นต้าเหนิงพูด นางกำลังพูดว่าพวกเขา เอาแต่เวลามายุ่งเรื่องของผู้อื่นไม่สนใจอ่านตำรา เพื่อเตรียมตัวสอบ
“หึหึ วาจาของคุณชายเสิ่นช่างเฉียบขาดนัก ตัวข้าซื่อจื่อ ก็เพิ่งเคยได้ฟังเป็นคราแรกเช่นกัน” เสียงตบมือของหลี่ตงฟู่ ซื่อจื่อตำหนักสู่อ๋องดังขึ้นทันทีที่ต้าเหนิงพูดจบ
ตงฟู่ ยืนฟังอยู่นานแล้ว เขาเองก็อยากจะเห็นว่าเสิ่นเฉิงที่สูงส่งไม่สนใจผู้ใด คิดจะตอบโต้เว่ยซีหมิ่นกลับหรือไม่ ยามที่อ้าปากตำหนิเว่ยซีหมิ่นออกมา ตงฟู่ที่ไม่ค่อยเห็นเสิ่นเฉิง แสดงอารมณ์มากนักก็แปลกใจมากเช่นกัน
หากพิจารณาตามที่เว่ยซีหมิ่นว่า ร่างกายของเสิ่นเฉิงก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลย แต่ความสูงตงฟู่ไม่แน่ใจ ด้วยไม่เคยเทียบกันจริงๆ จังๆ สักครั้ง
ต้าเหนิงทำได้เพียงโค้งคำนับหลี่ตงฟู่ตามธรรมเนียม โดยที่สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศกับพวกเขาเท่านั้น
“ขอบคุณซื่อจื่อที่เอ่ยชมข้าจากใจจริง”
“แต่ร่างกายของเจ้าก็ซูบผอมจริงเช่นที่เว่ยซีหมิ่นว่า หรือว่าสองท่านผู้เฒ่าเสิ่นล้มป่วยหรือ”
“ท่านปู่ ท่านย่าสบายดี เพียงแค่ข้าเร่งเดินทางกลับเมืองหลวง จึงมิค่อยได้ดื่มกินอันใดมากนัก” ไม่รู้จะถามอะไรนางมากมาย
“ดี ไม่เป็นอันใดก็ดี เพียงแต่ว่า...เหตุใด น้องสาวเจ้าต้องเร่งรีบเดินทางออกจากเมืองหลวงด้วยเล่า ปีนี้นางต้องพูดคุยเรื่องแต่งงานแล้วมิใช่หรือ หรือว่า...สองผู้เฒ่าเสิ่นจะจัดการเรื่องงานแต่งให้นาง”
ต้าเหนิงได้แต่เม้มปากแน่น เป็นจริงเช่นที่ตงฟู่ว่า ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดหนาวแล้ว อย่างไรก็ต้องออกเรือนในปีนี้ หากล่าช้ากว่านี้เกรงว่าจะหาบุรุษตบแต่งนางได้ยากแล้ว
เมื่อต้าเหนิงไม่คิดสนใจคำพูดของเขาต่อ แต่ดูเหมือนว่าหลี่ตงฟู่จะไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้นาง ทั้งยังไล่คนที่นั่งติดกันให้หลบไปนั่งที่อื่นแทน
“ซื่อจื่อเช่นข้าจะนั่งข้างเจ้าก็แล้วกัน หวังว่า...เจ้าจะชี้แนะข้าด้วย”
ต้าเหนิงยังคงไม่ตอบ นางนั่งลงที่ตำแหน่งของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่จะมีผู้ใดเอ่ยคำถามออกมาอีก อาจารย์ฟ่านก็เดินเข้ามาภายในห้อง ทุกคนจำต้องเดินกลับไปนั่งตามตำแหน่งของตน
“อาเฉิงเดินทางครั้งนี้ลำบากมากเลยหรือ” อาจารย์ฟ่านมองศิษย์รักด้วยสายตาเป็นห่วง ทุกครั้งที่สำนักศึกษาหยุดพักการสอนนับเดือน เสิ่นเฉิงจะเดินทางไปเยี่ยมท่านปู่ ท่านย่า เรื่องนี้ผู้ใดล้วนแต่รู้ดี
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ห่วงใยศิษย์ ศิษย์เดินทางลำบากเล็กน้อยขอรับ” นางลุกขึ้นกุมมืออย่างนอบน้อม น้ำเสียงที่กดให้ต่ำลงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้อาจารย์ฟ่านยิ่งมองนางด้วยความห่วงใยเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
“ดูแลสุขภาพด้วย อีกเพียงสามเดือนจะสอบ เจ้าก็อย่าได้กดดันตนเองจนล้มป่วยเล่า” เขาโบกมือให้ต้าเหนิงนั่งลง
ต้าเหนิงยิ่งกังวลเพิ่มขึ้นกว่าเดิม นางรู้ดีว่าอาจารย์ฟ่านคาดหวังผลการสอบของพี่ชายนางมากเพียงใด
เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบด้านหลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าอีกคู่ที่เดินอย่างเออระเหยดังขึ้นก่อนที่อาจารย์ฟ่านจะร้องสั่งให้เปิดตำรา
“เห็นหรือไม่ ยังไม่เริ่มเรียน” เสียงเฉยชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวดังขึ้น ราวกับจะบอกชายหนุ่มที่เร่งรีบด้านหน้า แต่เสียงของเขาก็ดังมากพอให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน
“องค์ชายสี่ องค์ชายห้า พระองค์มายามนี้ก็นับว่าสายแล้ว ทั้งสองพระองค์คัดตำราเพิ่มจากเดิมอีกห้าแผ่น” เสียงสั่งของอาจารย์ฟ่าน บ่งบอกว่าเขาไม่พอใจอย่างเต็มที่ แต่ก็มิอาจลงโทษไปได้มากกว่าสั่งให้ทำงานเพิ่ม
“น้องห้า ข้าบอกเจ้าแล้ว ครั้งหน้าข้าไม่รอเจ้าแน่” องค์ชายสี่ หลี่มู่เฉียงเดินกระทืบเท้าเข้ามานั่งตำแหน่งของตนเองอย่างไม่พอใจ ขันทีข้างกายทำได้เพียงแค่นำสิ่งของมาวางให้เขาแล้วกลับออกไปรอด้านนอก
แต่หลี่เต๋อซิ่ว ทำเพียงแค่นเสียงอยู่ในลำคอ ก่อนจะรับสิ่งของมาจากขันทีแล้วเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามานั่งอย่างไม่สบอารมณ์ หากไม่ใช่ว่าถูกองค์รัชทายาทที่เป็นพี่ชายร่วมอุทรของตน รั้งตัวเอาไว้เพื่อสอบถามเรื่องที่เขาทำให้เสด็จแม่โกรธ ก็คงไม่ต้องมาสายถึงเพียงนี้
ต้าเหนิงมิได้หันมาสนใจผู้ที่เพิ่งมาถึงทั้งสองคน นางนั่งหลังตรงก้มหน้าลงสนใจเพียงแค่ตำราที่อยู่ตรงหน้า แต่แผ่นหลังของนางกลับเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่เกิดจากความเคร่งเครียด ในห้องเรียนนี้ ไม่มีผู้ใดที่นางสามารถหาเรื่องได้สักคน ทุกการกระทำของนางจะต้องทำไปด้วยความระมัดระวัง
พออาจารย์ฟ่านเริ่มท่องบรรยายตามตำรา หัวใจที่เต้นระรัวของนางก็ผ่อนคลายลง รับฟังและจดตามสิ่งที่อาจารย์ฟ่านสอนอย่างตั้งใจ วันหนึ่งนางต้องใช้เวลาอยู่ที่สำนักศึกษาสองชั่วยามในช่วงเช้าเพื่อเรียนตามตำรา ช่วงบ่ายต้องไปเรียนขี่ม้า ยิงธนูอีกสองชั่วยาม
“พรุ่งนี้ นำงานที่สั่งมาส่งก่อนเข้าชั้นเรียนครึ่งชั่วยาม วันนี้พวกเจ้าไปพักได้แล้ว” ราวกับเสียงสวรรค์ ต้าเหนิงได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของหลายคนที่ได้รับการปลดปล่อยเสียที
นางรีบเก็บข้าวของใส่ถุงผ้าที่แม่นมถิงเย็บให้ใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้หลบออกไปหาเสี่ยวชุนที่รออยู่ด้านนอกเสียที
“อาเฉิงจะรีบไปไหน พวกข้ากำลังจะไปเหลาอาหาร ไปด้วยกันดีหรือไม่ ประเดี๋ยวจะได้ไปเรียนกระบี่กับท่านอาจารย์ตู้ต่อได้เลย” ซูกวนดึงรั้งแขนของต้าเหนิงที่กำลังจะออกจากห้องเรียนเอาไว้
“เอ่อ...ข้าเตรียมมื้อกลางวันมาเอง ไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว” นางตั้งท่าจะเดินออกไป ก็ถูกโจวอู๋หลางรั้งเอาไว้อีกคน
“ข้าอยากรู้เรื่องที่เมืองซีเจียง อยากจะให้เจ้าเล่าให้ฟัง อาหารที่เตรียมมา เจ้าก็ยกให้บ่าวของเจ้าไปเสีย”
“ตะ แต่ว่า...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ซูกวนกับอู๋หลางคล่องแขน ต้าเหนิงคนละข้าง ก่อนจะลากนางออกไปจากห้อง
สีหน้าของนางแตกตื่นไม่น้อย ด้วยบุรุษและสตรีมิอาจจะถูกเนื้อต้องตัวกันได้ นางเองก็ไม่เคยมีสหายที่เป็นบุรุษมาก่อน นอกจากพี่ชายของนาง แม้จะอยู่ในนามของเสิ่นเฉิงแล้ว แต่มันก็ยังไม่คุ้นชินเสียที
เสี่ยวชุนที่เห็นบัณฑิตร่วมชั้นของผู้เป็นนายเดินออกมากันแล้ว จึงได้มายืนรออยู่ด้านข้างเพื่อรอรับ ต้าเหนิง พอเห็นสายตาของนางที่ส่งมาให้เขาเข้าช่วยเหลือ จึงเดินเข้ามาขวางอยู่ตรงหน้าของทั้งสามทันที
“คุณชายเหอ คุณชายโจว ปล่อยมือจากคุณชายของบ่าวด้วยขอรับ” เสี่ยวชุนเอ่ยเสียงเรียบออกมา แต่เสียงของเขาก็ทำให้สหายของเสิ่นเฉิงสะดุ้งจนยอมปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว
ต้าเหนิงเดินปรี่เข้าไปอยู่ข้างเสี่ยวชุนทันที ก่อนจะส่งของในมือให้เขาถือเอาไว้ นางยังส่งสายตาขอบคุณไปให้เสี่ยวชุนอีกด้วย
“ไม่เห็นจะต้องทำเช่นนี้เลย คุณชายเจ้าเป็นสตรีหรืออย่างไร” เสียงเย้ยหยันแกมหยอกล้อขององค์ชายห้า หลี่เต๋อซิ่ว ทำให้ต้าเหนิงอดที่จะสะดุ้งไม่ได้
ร่างอวบอ้วนของฝาแฝดทั้งสามวิ่งไปที่เรือนพักของต้าเหนิงแทบจะในทันที แม้แต่บ่าวรับใช้และแม่นมยังวิ่งไล่ตามไม่ทัน“ลูกชายแม่กลับมาแล้ว” ต้าเหนิงยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ทั้งสามที่ปีนขึ้นมานั่งบนเตียง“ท่านแม่เป็นเช่นใดขอรับ เหตุใดถึงล้มป่วยได้เล่า” ลู่ซือเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“ต่อไปข้าไม่ไปจวนใดแล้ว” หนิงเจี้ยนมองใบหน้าซีดขาวของต้าเหนิงอย่างปวดใจ“ท่านแม่กินยาแล้วหรือยังขอรับ” ดวงตากลมโตที่เอ่ยคลอไปด้วยน้ำของหรงซิ่งที่มองมา ทำให้ต้าเหนิงนางในเหลวไปเลย“พระชายา จะมีน้องให้ซื่อจื่อทั้งสามเจ้าค่ะ มิได้ล้มป่วยหนักเช่นที่กังวล” อาซียิ้มมองทั้งสามอย่างเอ็นดู“น้องอยู่ไหน” หรงซิ่งมองหาน้องก็ไม่เห็นจะมี“เจ้าโง่ น้องก็ต้องอยู่ในท้องท่านแม่อย่างไรเล่า ดูท่านป้าสะใภ้ที่ท้องโตใกล้คลอด เจ้าไม่รู้ความเสียจริง” หนิงเจี้ยนปรายตามองหรงซิ่งอย่างดูแคลน“ในนี่หรือ ไม่เห็นจะใหญ่เช่นป้าสะใภ้เลย” หรงซิ่งลูบท้องของต้าเหนิงเบาๆ“อีกไม่กี่เดือนก็จะใหญ่เช่นฮูหยินน้อยเสิ่นแล้วเจ้าค่ะ” อาจิ่วพูดไปก็ยิ้มขบขันไปต้าเหนิงมองบุตรทั้งสามอย่างรักใคร่ ต่อให้พวกเขาจะดื้อรั้นเช่นใด แต่เมื่ออยู่กับนางก็เป็นเด็กที่ว่าง่ายยิ่งนักผ่า
แต่เต๋อซิ่วจะยอมได้อย่างไร ต่อให้ยังไม่มีบุตรสาวเขาก็ไม่ยอมรับ เต๋อซิ่วส่งหยกพกสีชมพูคืนกลับไปให้เจี้ยหรุน พร้อมจดหมายที่เขียนตำหนิร่ายยาวถึงสามแผ่นฝากไปให้เขาด้วยเจี้ยหรุนที่ได้อ่านก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องทรงงาน เขาคิดเช่นที่เต๋อซิ่วเข้าใจจริงๆ หากต้าเหนิงนางมีบุตรสาวไม่รู้ว่าจะงามล่มเมืองเช่นเดียวกับนางหรือไม่ จึงอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ก็เท่านั้นแต่เจี้ยหรุนรู้ดีว่า เต๋อซิ่วไม่มีทางยอม คนตระกูลเสิ่นไม่ยอมให้ลูกหลานของตนแต่งกับคนที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ แต่อย่างว่าโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อบุตรสาวของต้าเหนิงแต่งกับพระโอรสองค์ที่สามที่เกิดจากฮองเฮาของเจี้ยหรุนจริงๆจินเหรินและหลินหว่านเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลวงก่อน ต้าเหนิงนางต้องรอให้ฝาแฝดอายุครบหกเดือนก่อนถึงจะออกเดินทางคนที่ยินดีที่สุดอีกคนเห็นจะเป็นตงฟู่ ที่จะได้กลับเมืองหลวงเสียที ทั้งยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรอเขาอยู่อีกด้วยเต๋อซิ่ว ได้รับพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง แทนที่แม่ทัพหลิวท่านลุงของต้าเหนิงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนใต้ แทนตระกูลจ้าว จ้านอ๋องหรือมู่เฉียงยังคงเป็นกุนซือข้างกายของเต๋อซิ่วต่อไ
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจริง นางก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง“บาดเจ็บหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน อาซิ่ว...ข้ากลัว กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบท่านแล้ว” นางโอบกอดรอบคอเต๋อซิ่วเอาไว้แน่น“ข้ากลับมาแล้ว ไม่มีทางแยกจากเจ้าอีกแล้ว” นานเกือบหกเดือนที่เขาห่างจากนาง โดยที่ไม่รู้เลยว่านางตั้งครรภ์อยู่ หากกลับมาไม่ทันนางคลอด หรือหลินหว่านนางไม่เดินทางมาอยู่กับต้าเหนิง เต๋อซิ่วคงไม่อาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิตเต๋อซิ่วเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาเช่นกัน แต่ได้น้ำวิเศษของหลินหว่านช่วยเอาไว้ เขาจึงเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยโจวได้อย่างรวดเร็วยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเต๋อซิ่วไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว พอต้าเหนิงนางตรวจสอบดูจึงไม่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บเช่นที่เขาพูดเอาไว้“ขึ้นเถิด ขออยากเห็นลูก”“อืม...ที่นี่คือที่ใด” เต๋อซิ่วอุ้มต้าเหนิงขึ้นจากน้ำ“ห้วงมิติของพี่สะใภ้ อาหว่านนางแต่งให้พี่ชายข้าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ท่านแม่รู้ว่าเด็กในท้องข้ามีมากกว่าหนึ่งคน นางจึงช่วยพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลข้า หากนางไม่มา...” ต้าเหนิงเงียบเสียงลง ซุกเข้าไปในแผงอกของเต๋อซิ่ว“รอให้เจ้าพวกลูกเต่าโตเสียก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการพวกเขาเช่
ในมือขององครักษ์ของเต๋อซิ่วเหลือถุงน้ำที่ยังไม่ได้ใช้อีกเพียงแค่สี่ถุง ที่มู่เฉียงมีอีกถุง พวกเขาจึงอาศัยความวิเศษของน้ำ ดื่มวันละจอก แล้วเร่งเดินทางกลับตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้หยุดพักในตอนแรกเจี้ยหรุนเองก็อยากจะรั้งให้พวกเขาอยู่ที่แคว้นต้าเยี่ยสักหลายวัน เพื่อต้องการฝากของกำนัลไปมอบให้ต้าเหนิงที่นางมอบน้ำวิเศษให้ตน แต่เมื่อรู้เหตุผลก็ไม่อาจรั้งเต๋อซิ่วไว้ได้อีกต่อไปยังดีที่ตงฟู่ยังมิได้เดินทางกลับ เจี้ยหรุนจึงพอมีเวลาให้จัดเตรียมสิ่งของ เสบียงอาหารให้พวกเขา เจี้ยหรุนเองก็ไม่ได้หยุดพัก เมื่อต้องจัดการเรื่องในราชสำนักใหม่ทั้งหมด ไหนจะจัดการสนมนับพัน เรื่องราวที่เสด็จอาของตนสร้างเอาไว้มากมายสนมบางคนที่ยั่วยุให้ฮ่องเต้พระราชทานของมีค่า สร้างตำหนักพักตากอากาศให้ตน หรือรังแกเสด็จแม่ของเจี้ยหรุน ถูกตัดสิ้นให้ติดตามฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเดินทางไปปรโลกพร้อมกันขุนนางชั่ว ต่างก็ถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพียงพอให้เจี้ยหรุน นำมาฟื้นฟูแคว้นและปลอบขวัญครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตไปจินเหรินนางเดาเอาไว้ไม่ผิดนัก ว่าต้าเหนิงนางจะต้องคลอดก่อนกำหนดแน่ ในตำหนักจึงมีแม่นมเตรี
พอเข้ามาถึงในห้องโถง นอกจากฝูกงกง อาซีและอาจิ่วแล้ว สาวใช้คนอื่นต่างก็ออกไปรออยู่ด้านหน้า หลินหว่านนางต้องการตรวจครรภ์ให้ต้าเหนิง เครื่องมือที่นางใช้ ไม่มีในแคว้นต้าหลี่จึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นหูฟังแพทย์ ที่นางนำออกมา ตรวจฟังเสียงหัวใจของเด็กทารกในครรภ์ของต้าเหนิง“อื้มมมม ดูเหมือนว่าจะมีถึงสามคน” หลินหว่านมองครรภ์ของต้าเหนิงอย่างตกตะลึง“ห๊ะ!!! สามเลยหรือ” จินเหรินเริ่มจะเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วยามที่นางคลอดเสิ่นเฉิงและต้าเหนิง เพียงแค่สองคนก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่นี่...ต้าเหนิงนางมีถึงสามคนในท้อง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ อาเหนิงกับลูกของนางจะต้องปลอดภัยเจ้าค่ะ”จินเหรินจะไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านได้อย่างไร ในเมื่อนางเองก็ได้เห็นมิติของหลินหว่านแล้ว ทั้งยังเห็นของวิเศษของนางอีกด้วย“อีกสองเดือนจะคลอด ไม่รู้ว่าอาซิ่วจะกลับมาทันหรือไม่” ต้าเหนิงลูบท้องของนางอย่างเหม่อลอยต่อให้มีมารดาและพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลแล้ว แต่ต้าเหนิงนางก็ยังอยากให้เต๋อซิ่วอยู่ข้างนางตอนที่นางคลอดอยู่ดีทางด้านเต๋อซิ่ว เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยแล้ว ฮ่องเต้ของแค
ต้าเหนิงนางยังคงไม่เชื่อว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว“หากไม่ใช่เล่า พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจกันไป ข้าเพียงแค่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น” นางไม่เห็นจะมีอาการเช่นเกาซีม่านสหายของนางเลย ที่อาเจียนจนลุกจากที่นอนไม่ได้ ไหนจะต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง หากลุกขึ้นแล้วจะมันหัวจนเดินไม่ได้“เชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวตั้งครรภ์ ก็เหม็นกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ แต่บ่าวอาเจียนเสียลุกไม่ขึ้นอยู่นานหลายเดือน รอให้ท่านหมอมายืนยันอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”ต้าเหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลายวันมานี่ นางก็ไม่นึกอยากอาหาร ทั้งยังไม่อยากกินเนื้อสัตว์เช่นที่สาวใช้อาวุโสว่าจริงๆเมื่อท่านหมอมาถึง พอได้ตรวจชีพจรของต้าเหนิง หมอก็แจ้งข่าวมงคลกับนาง ต้าเหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว“เช่นนั้นก็ก่อนที่จะมาถึงเป่ยโจว แล้วเด็กในท้องข้าเป็นเช่นใดบ้าง” นางร้องถามอย่างรวดเร็ว“ครรภ์ของพระชายาแข็งแรงดีขอรับ มิต้องห่วง พระชายาเพียงต้องแข็งใจกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้ว เดือนหน้าข้าน้อยจะมาตรวจให้ท่านใหม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องกินยาบำรุงครรภ์ขอรับ”“ขอบคุณท่านมาก เรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ท่านหมอช่วยเก็บเป็นความลับเอาไว้เสียก่อน







