Masukหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนหรูแบรนด์ดังระดับโลกที่ประดับอยู่บนข้อมือแกร่ง บ่งบอกเวลาว่าขณะนี้เป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้ว
แสงไฟวิบวับจากสปอตไลต์บนฟลอร์ชั้นล่างยังคงสาดส่องสลับสีไปมา ท่ามกลางเสียงเพลงอีดีเอ็มจังหวะหนักหน่วงที่กระหึ่มไปทั่วทั้งร้าน
ทว่าสำหรับพื้นที่โซนวีไอพีชั้นลอยกลับถูกกั้นด้วยกระจกเก็บเสียง ทำให้บรรยากาศบนนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและสงบกว่ามาก
บรู๊คละสายตาจากหน้าปัดนาฬิกาเรือนล้านของตัวเอง ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบหันไปมองเพื่อนสนิทที่กำลังกระดกเครื่องดื่มสีอำพันเข้าปาก
"ไอ้วา" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาเอ่ยเรียกเจ้าของร้าน
"อะไรของมึง?" วาโร่เลิกคิ้วถามพลางวางแก้วคริสตัลลงบนโต๊ะ
"ปกติเด็กที่ทำงานเสิร์ฟโซนวีไอพีที่ร้านมึงเลิกงานกันกี่โมง?"
คำถามนั้นทำเอาวาโร่และคีรินที่กำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟาอยู่ถึงกับชะงักไปพร้อมกัน
วาโร่หรี่ตามองเพื่อนรักอย่างจับผิด ก่อนจะตอบออกไปตามความจริง
"ก็ถ้าเป็นกะปกติ ไม่ได้มีงานจัดเลี้ยงพิเศษอะไร เด็กเสิร์ฟโซนวีไอพีจะเลิกงานตอนตีหนึ่งครึ่ง เก็บกวาดเคลียร์โต๊ะนิดหน่อย เปลี่ยนชุดเสร็จก็ประมาณตีสองนั่นแหละ ทำไมวะ? มึงถามทำไม? อย่าบอกนะว่า..."
วาโร่ยังพูดไม่ทันจบ คีรินก็ประสานเสียงหัวเราะร่วนขึ้นมาเสียก่อน แล้วตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่พลางชี้หน้าเพื่อนอย่างล้อเลียน
"โอ้โห! คุณพระคุณเจ้าช่วย! ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นไอ้คุณบรู๊คมันสนใจเวลาเลิกงานของใคร แค่มันโผล่หน้ามาร้านมึงวันนี้กูก็ว่าเซอร์ไพรส์ชิบหายแล้วนะ แต่นี่มันนั่งแช่อยู่นานจนร้านใกล้จะปิด แถมยังถามเวลาเลิกงานของเด็กร้านมึงอีก ยิ่งเซอร์ไพรส์เข้าไปใหญ่เลยว่ะ ฮ่าๆๆ สงสัยแบงก์ร้อยใบนั้นจะขลังจริง"
คีรินอดไม่ได้ที่จะขุดเอาเรื่องธนบัตรสีแดงใบนั้นขึ้นมาแซวอีกรอบ ทำให้วาโร่หัวเราะสมทบอย่างเห็นด้วย
บรู๊คไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านกับคำแซวของเพื่อนสนิทแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาดุดันยังคงเรียบเฉย ทว่ามุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆที่อ่านยาก
นัยน์ตาทอดมองลงไปยังฟลอร์ด้านล่างอีกครั้งราวกับกำลังมองหาใครบางคน
"ถ้ามีอะไรที่มันน่ารอ กูก็รอได้"
ประโยคสั้นๆที่หลุดออกมาจากปากของผู้นำแก๊งเบรคคิง ทำเอาเพื่อนสนิททั้งสองคนถึงกับอ้าปากค้าง
เพราะคนอย่างบรู๊คไม่เคยรอใคร และไม่เคยต้องเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ แต่ตอนนี้เขากลับยอมนั่งจิบเหล้าฆ่าเวลาเพื่อรออะไรบางอย่างหรือใครบางคน
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข็มยาวของนาฬิกาชี้บอกเวลาตีหนึ่งสี่สิบห้านาที
ร่างสูงใหญ่ของบรู๊คผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาจัดการติดกระดุมสูทสีเข้มของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่วงท่าสง่างาม
"กูขอตัวก่อน"
เขาเอ่ยลาเพื่อนสั้นๆโดยไม่รอฟังคำทัดทานหรือคำแซวใดๆทั้งสิ้น ร่างกำยำก้าวเดินออกไปจากโซนวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยมีทิมและลูกน้องชุดดำอีกสองคนเดินคุมเชิงตามหลังไปติดๆ ทิ้งให้วาโร่กับคีรินได้แต่นั่งมองหน้ากันอย่างงุนงง
ทว่าเมื่อลงมาถึงลานจอดรถด้านหลังร้าน บรู๊คกลับไม่ได้สั่งให้คนขับรถบึ่งรถสปอร์ตคันหรูของเขากลับคฤหาสน์อย่างที่ควรจะเป็น
ร่างสูงก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่เบาะหลังของรถสีดำสนิทติดฟิล์มทึบ ที่จอดซุ่มอยู่ในมุมมืดห่างจากประตูทางออกพนักงานเพียงไม่กี่สิบเมตร
"มึงยังไม่ต้องออกรถ รออยู่ตรงนี้ก่อน" บรู๊คออกคำสั่งเสียงเรียบผ่านกระจกกั้นคนขับ
ทิมที่นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับพยักหน้ารับทราบ แม้จะแปลกใจแต่เขาก็รู้ดีว่าเจ้านายกำลังรอใครอยู่
ดวงตาคมทอดมองฝ่าความมืดออกไปยังประตูเหล็กบานใหญ่ที่ใช้สำหรับพนักงานเข้าออก เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างบางที่คุ้นตาก็เดินผลักประตูออกมา
แพรขวัญในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสุดเซ็กซี่เหมือนเมื่อชั่วโมงก่อนแล้ว
เธอเปลี่ยนกลับมาใส่เสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวสกรีนลายการ์ตูน กับกางเกงยีนส์ขาสั้นกุดและรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เดิม
ผมยาวที่เคยรวบเป็นหางม้าสูงถูกปล่อยสยายลงมากลางหลัง ดูเป็นเด็กสาวมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่น่าจะดึงดูดสายตาใครได้ แต่กลับทำให้สายตาของมาเฟียหนุ่มไม่อาจละไปไหนได้เลย
"แกกลับดีๆนะเว้ยยัยแพร ดึกแล้วแถวซอยหอแกมันยิ่งเปลี่ยวๆอยู่ด้วย" เสียงของวาโยดังแว่วมาให้ได้ยิน
"เออ แกก็เหมือนกันนั่นแหละ ถึงห้องแล้วไลน์บอกฉันด้วยนะ"
แพรขวัญโบกมือลาเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันเดินไปคนละทิศทาง
แพรขวัญกระชับสายกระเป๋าเป้ใบเล็กบนบ่า ขาเรียวก้าวเดินไปตามทางเท้าอย่างทะมัดทะแมง แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งคืน แต่พอนึกถึงทิปที่ได้มาบวกกับเงินเดือนที่จะออกในอีกไม่กี่วัน เธอก็มีแรงฮึดสู้ขึ้นมาทันที
แต่แล้วความโชคร้ายก็มักจะมาในรูปแบบของความซวยที่ไม่ได้รับเชิญเสมอ
เมื่อเดินพ้นหัวมุมถนนมาได้เพียงนิดเดียว ร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์สามคนที่อยู่ในสภาพเมาแอ๋ เดินโซเซส่งกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั่วบริเวณ ก็เดินเข้ามาขวางหน้าเด็กสาวเอาไว้
"โอ๊ะโอ น้องสาวคนสวย ดึกป่านนี้แล้วมาเดินทำอะไรแถวนี้คนเดียวจ๊ะเนี่ย"
หนึ่งในนั้นเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงยานคาง สายตาหยาบโลนกวาดมองเรียวขาขาวเนียนของแพรขวัญอย่างจาบจ้วง
"ให้พวกพี่เดินไปส่งไหมจ๊ะ รับรองว่าส่งถึงเตียง เอ้ย! ถึงห้องแน่นอน ฮ่าๆๆ" อีกคนพูดเสริมพลางเดินรี่เข้ามาทำท่าจะคว้าแขนเธอ
แพรขวัญเบิกตากว้าง ถอยกรูดไปด้านหลังทันที สัญชาตญาณระวังตัวทำงาน
"ถอยไปนะ! อย่าเข้ามา ไม่งั้นฉันร้องให้คนช่วยจริงๆด้วย"
"ร้องเลยจ้ะ ร้องดังๆเลย แถวนี้ไม่มีใครหรอกน้องสาว มามะ มาสนุกกับพวกพี่ดีกว่า"
มันยังพูดไม่ทันขาดคำ...
พลั่ก!! ตุ้บ!!
ร่างของไอ้ขี้เมาคนที่กำลังจะยื่นมือมาแตะตัวแพรขวัญ ก็ลอยหวือกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงอิฐด้านหลังอย่างแรง ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยฝีเท้าของชายชุดดำสองคนที่พุ่งพรวดเข้ามาจากความมืดราวกับเงา
"เฮ่ย! พวกมึงเป็นใครวะ!"
สองคนที่เหลือตื่นตระหนก พยายามจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง แต่ก็ถูกการ์ดชุดดำของเบรคคิงจัดการซัดหมัดเข้าที่ปลายคางจนสลบเหมือดไปกองรวมกันอยู่ที่พื้นภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
แพรขวัญยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้างกับเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน
เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆของใครบางคนก้าวเดินออกมาจากมุมมืด ท่ามกลางแสงไฟสลัวริมทาง
รองเท้าหนังขัดมันวับ กางเกงสแล็กเนื้อดีสีเข้ม และเสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมบนออกเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง...
บรู๊คเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอกำลังประดับไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้น ปลายนิ้วหยาบกร้านเชยคางมนของเด็กสาวที่กำลังยืนช็อกให้เงยขึ้นมาสบตากับเขา
"ฉันช่วยเธออีกแล้วนะ ยัยเด็กดื้อ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบหยอกเย้า นัยน์ตาสีนิลพราวระยับ
"รอบนี้จะให้กี่บาทดีล่ะ แบงก์ร้อยฉันมีแล้ว ขอเป็นแบงก์พันสักสิบใบได้ไหม?"
พอได้ยินคำทวงบุญคุณที่มาพร้อมกับการเรียกเก็บเงิน สติของแพรขวัญก็กลับมาครบถ้วนทันที เธอปัดมือใหญ่ที่จับคางเธออยู่ออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะจิ๊ปากอย่างขัดใจ
"จิ๊! บ้าเหรอ! ใครจะไปมีเงินเยอะขนาดนั้น คุณช่วยหนู หนูก็ขอบคุณ แต่ถ้าจะมาทวงเงินกันล่ะก็ ฝันไปเถอะ เงินทุกบาททุกสตางค์ หนูต้องเก็บไว้กินไว้ใช้จ่าย ไม่มีมาแจกคนรวยที่ชอบรีดไถหรอกนะ"
เธอแหวเข้าให้ กอดกระเป๋าเป้ของตัวเองไว้แน่นราวกับกลัวเขาจะมาแย่งชิงไป
ท่าทีหวงแหนทรัพย์สินของเด็กสาว ทำเอามาเฟียหนุ่มที่คุ้นเคยกับการใช้เงินฟาดหัวคนอื่นมาตลอดชีวิต ถึงกับหลุดหัวเราะเสียงทุ้มออกมาในลำคอ
"หึ ฉันก็แค่พูดเล่นไปงั้นแหละ ใครจะไปอยากได้เงินเศษเหรียญของเธอกัน"
มือหนาก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของเธอแน่น ก่อนจะออกแรงกระตุกเบาๆให้เธอเดินตามไปที่รถตู้คันหรูที่จอดรออยู่ไม่ไกล
"โอ๊ะ นี่คุณ จะลากหนูไปไหนเนี่ย ปล่อยนะ" แพรขวัญโวยวาย พยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม
"ไปขึ้นรถ ฉันจะไปส่ง" บรู๊คเอ่ยสั้นๆอย่างเอาแต่ใจ
"ไม่เอา! หนูกลับเองได้ หอหนูอยู่แค่นี้เอง นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปแป๊บเดียวก็ถึง ปล่อยนะ"
บรู๊คหยุดเดิน ก้มหน้าลงมองยัยเด็กดื้อที่พยายามขืนตัวเอาไว้ เขาชำเลืองสายตาไปทางกลุ่มขี้เมาสามคนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เอาสิ ถ้าเธออยากจะดื้อ แล้วยืนรอให้ไอ้พวกเวรนั่นมันฟื้นขึ้นมาจัดการเธอต่อ ก็เชิญตามสบาย ฉันจะถือว่าฉันไม่ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ก็แล้วกัน"
เขาทำท่าจะปล่อยมือเธอจริงๆ แพรขวัญหันไปมองไอ้พวกขี้เมาหน้าตาหื่นกามพวกนั้น แล้วก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ถ้าพวกมันฟื้นขึ้นมาแล้วไม่มีบอดี้การ์ดชุดดำของเขาคอยช่วย เธอคงไม่รอดแน่ๆ
สุดท้าย เด็กสาวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ลู่ลงอย่างยอมจำนน
"ก็ได้ ไปส่งก็ไปส่งสิ ขู่เก่งจริงๆ"
เธอพึมพำบ่นอุบอิบ ยอมเดินตามแรงจูงของเขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถคันหรูแต่โดยดี
บรรยากาศภายในรถที่กว้างขวางและหรูหรานั้นเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางเบาๆ
แพรขวัญนั่งตัวเกร็งชิดติดขอบประตูอีกฝั่ง พยายามรักษาระยะห่างจากร่างสูงใหญ่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆอย่างเต็มที่
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆจากตัวเขาทำให้เธอรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งมือหนาของบรู๊คล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้วหยิบกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆสีดำขลิบทองยื่นส่งมาตรงหน้าเธอ
"อะไรคะ?" แพรขวัญเลิกคิ้วถามอย่างงุนงง แต่ก็ยอมยื่นมือไปรับมาดู
มันคือนามบัตรของบริษัทโมเดลลิ่งชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในวงการบันเทิงว่าเป็นบริษัทระดับท็อปที่ปั้นนางแบบและดาราดังมาแล้วนับไม่ถ้วน
"บริษัทนี้ฉันมีหุ้นส่วนใหญ่อยู่" บรู๊คเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เห็นว่าปกติเธอรับจ้างถ่ายแบบก๊อกๆแก๊กๆตามสตูเล็กๆด้วยใช่ไหม? เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ลองติดต่อไปที่เบอร์นี้ บอกผู้จัดการบริษัทว่าฉันเป็นคนฝากมา ถ้ามีงานที่เหมาะกับบุคลิกของเธอ พวกนั้นจะจัดคิวและส่งงานมาให้"
พอได้ยินคำว่างาน ดวงตากลมโตของแพรขวัญก็เบิกกว้างเป็นประกายรุกวาวขึ้นมาทันที
ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มกว้างขวางอย่างลืมตัว ความประหม่าหวาดกลัวเมื่อครู่ปลิวหายไปในพริบตา เพราะถ้าได้งานจากโมเดลลิ่งใหญ่ขนาดนี้ ค่าตัวก็ต้องสูงลิ่วตามไปด้วยแน่นอน
"จริงเหรอคะ? คุณพูดจริงนะ ไม่ได้หลอกให้หนูดีใจเก้อใช่ไหม?" เธอถามเสียงใส พลิกนามบัตรในมือดูด้วยความตื่นเต้น
แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆจางลง เมื่อสมองเริ่มประมวลผลคำพูดของเขาได้ แพรขวัญหรี่ตามองหน้ามาเฟียหนุ่มอย่างจับผิด
"เดี๋ยวนะ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าหนูรับงานถ่ายแบบด้วย? หนูจำได้ว่าหนูไม่เคยบอกเรื่องนี้กับคุณเลยนะ แถมตอนที่อยู่ร้านคุณวาโร่ เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันยาวๆด้วยซ้ำ"
บรู๊คแค่นหัวเราะในลำคอ เอนแผ่นหลังพิงพนักเบาะอย่างผ่อนคลาย นัยน์ตาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธออย่างสื่อความหมาย มุมปากหยักกระตุกยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนมองเต้นผิดจังหวะ
"คนอย่างฉัน เธอคิดว่ามีอะไรที่ฉันอยากรู้ แล้วฉันจะไม่มีปัญญารู้บ้างล่ะ ยัยเด็กโง่"
คำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจล้นเหลือ ทำเอาแพรขวัญถึงกับอ้าปากค้าง
"นี่อย่าบอกนะ ว่าคุณให้คนไปสืบประวัติหนูมาน่ะ" เธอชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
"นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลชัดๆเลยนะ คุณเป็นโรคจิตหรือไงถึงชอบไปสืบเรื่องของคนอื่นเขาน่ะ"
แทนที่จะโกรธที่ถูกต่อว่า บรู๊คกลับเพียงแค่ยิ้มมุมปาก เขาไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ยอมตอบรับ ปล่อยให้เด็กสาวนั่งโวยวายบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทาง จนกระทั่งรถคันหรูแล่นมาจอดเทียบหน้าหอพักเก่าๆซอมซ่อของเธอ
"ขอบคุณที่มาส่งค่ะ"
แพรขวัญเปิดประตูรถก้าวขาลงไปยืนบนพื้นถนน แต่ก่อนที่จะปิดประตู เธออดไม่ได้ที่จะยื่นหน้ากลับเข้าไปแกล้งถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านใน
"อ่อ คุณช่วยหนูไว้ แล้วยังอุตส่าห์ขับรถมาส่งถึงที่อี งานนี้หนูต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้คุณอีกไหมเนี่ย หืม?" เธอยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขาอย่างกวนๆ
บรู๊คมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังทำหน้าตาทะเล้นใส่เขา รอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึก
"เก็บเศษเงินของเธอไว้ซื้อขนมกินเถอะ ดึกแล้ว รีบขึ้นห้องไปได้แล้วไป" เขาดุเบาๆด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
แพรขวัญทำปากยื่นใส่เขา กำลังจะดึงประตูรถปิด ทว่าเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มก็เอ่ยรั้งเอาไว้ด้วยประโยคที่ทำให้เธอต้องชะงักงัน
"ยัยเด็กดื้อ"
"คะ?" เธอชะงัก หันกลับไปมองเขา
นัยน์ตาคมกริบของผู้นำมาเฟียจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ แววตาของเขาไม่ได้ดุดันเหมือนอย่างเคย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและยากจะคาดเดา
"เอาไว้เร็วๆนี้ เราคงได้รู้จักกันมากกว่านี้อีกนะ เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ"
พูดจบเขาก็กดปุ่มปิดประตูรถอัตโนมัติ ทิ้งให้แพรขวัญยืนกระพริบตาปริบๆอยู่ริมถนน มองตามไฟท้ายของรถหรูที่ค่อยๆแล่นลับหายไปในความมืด
"รู้จักกันมากกว่านี้งั้นเหรอ..."
เด็กสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ มือเล็กกำนามบัตรในมือแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ช่วงเย็นรถคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์อย่างนุ่มนวล ทันทีที่ประตูรถเปิดออก แพรขวัญก็ก้าวลงมาด้วยท่าทีร่าเริงผิดกับตอนเช้าลิบลับเด็กสาวในชุดเดรสสีขาวเดินกระโดดเหยงๆฮัมเพลงไปพลาง แกว่งแขนไปมาอย่างอารมณ์ดี หลังจากที่ได้ไปนั่งเล่นและป่วนในห้องทำงานของผู้นำมาเฟียมาทั้งวัน แถมยังได้กินของอร่อยระดับวีไอพีจนพุงกางบรู๊คก้าวตามลงมาติดๆ ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกง มองแผ่นหลังเล็กที่กำลังเดินดุ๊กดิ๊กนำหน้าไปด้วยรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก"อารมณ์ดีเชียวนะ" เสียงทุ้มเอ่ยแซวไล่หลัง"แน่นอนสิคะ! วันนี้หนูได้ไปเปิดหูเปิดตาตั้งเยอะ แถมยังได้ช่วยจับทุจริตด้วย ผลงานชิ้นโบแดงขนาดนี้ จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ยังไงล่ะคะ" แพรขวัญหันกลับมาฉีกยิ้มกว้าง ยักคิ้วให้อย่างทะเล้นทว่าในจังหวะที่แพรขวัญกำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในโถงคฤหาสน์ แม่บ้านสาวคนหนึ่งก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหม่าเล็กน้อย ในมือถือกล่องพัสดุกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดกลางเอาไว้"เอ่อ คุณแพรขวัญคะ" แม่บ้านเอ่ยเรียกเสียงสั่น "เมื่อสักครู่นี้ มีพัสดุมาส่งค่ะ จ่าหน้ากล่องถึงคุณแพรขวัญโดยตรงเลยค่ะ""พัสดุของแพรหรอคะ?" แพรขวัญขมวดคิ้วมุ่น หยุดเด
บรรยากาศภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของเบรคคิงคาสิโนวันนี้ ช่างแตกต่างไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิงปกติแล้วห้องนี้มักจะอบอวลไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นอายของความกดดัน และรังสีอำมหิตของผู้นำแก๊งที่ทำให้บรรดาลูกน้องต้องหายใจไม่ทั่วท้องทุกครั้งที่ก้าวเข้ามารายงานตัว แต่ทว่าวันนี้...ท่ามกลางกองเอกสารและตัวเลขผลกำไรมหาศาลบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บรู๊คกลับนั่งเซ็นเอกสารด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย มุมปากหยักลึกประดับด้วยรอยยิ้มจางๆอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นสาเหตุก็ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล เป็นเพราะร่างบางของใครบางคนที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวหรูฝั่งตรงข้ามแพรขวัญกำลังนั่งกินมาการองสีพาสเทลแก้มตุ่ย นิ้วเรียวเล็กกดหน้าจอสมาร์ตโฟนยิกๆรัวคอมโบในเกมมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์เกมดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะในห้องทำงานที่เงียบสงบ แต่มันกลับไม่ได้ทำให้มาเฟียหนุ่มรู้สึกรำคาญเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าห้องทำงานที่เคยกว้างใหญ่และอ้างว้าง บัดนี้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด"เยส! ชนะแล้ว!"เสียงใสเจื้อยแจ้วดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แพรขวัญกดล็อกหน้าจอสมาร์ตโฟนหลังจากจบแมตช์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นม
แสงแดดอ่อนๆยามเช้าตรู่สาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนสุดหรู ร่างสูงของบรู๊คในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพอดีตัวยืนจัดเนกไทอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ชายหนุ่มจัดการเซตผมที่เคยปล่อยปรกหน้าผากให้เสยขึ้นไปอย่างเนี้ยบกริบ คืนคราบผู้นำมาเฟียแห่งเบรคคิงผู้ทรงอำนาจและเยือกเย็นทว่าเมื่อนัยน์ตาคมกริบตวัดมองผ่านเงาสะท้อนในกระจก ไปยังเตียงคิงไซส์กลางห้อง แววตาดุดันกลับทอประกายอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดบนเตียงกว้าง ร่างบางของแพรขวัญยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียจากบทพิสูจน์ที่กินเวลาลากยาวไปค่อนคืน ใบหน้าจิ้มลิ้มยามหลับใหลดูไร้เดียงสา เส้นผมนุ่มสยายเต็มหมอนใบโต บรู๊คระบายยิ้มมุมปาก เขาหมุนตัวเดินตรงเข้าไปหาคนตัวเล็ก ค่อยๆทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียงอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เธอตื่นมือหนาแกร่งปัดปอยผมที่ปรกแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปประทับริมฝีปากลงบนพวงแก้มใสอย่างรักใคร่"ฉันจะไปทำงานก่อน." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดใบหูเล็ก "อยู่บ้านก็อย่าดื้อล่ะ เข้าใจไหม ยัยตัวแสบ"ชายหนุ่มผละออก เตรียมจะลุกขึ้นยืน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ...หมับ!ฝ่ามือเล็กที่
เสียงน้ำไหลจากก๊อกกระทบกับชามกระเบื้องดังก้องเบาๆในห้องครัวกว้างขวาง แพรขวัญนั่งห้อยขาอยู่บนเคาน์เตอร์หินอ่อน นัยน์ตากลมโตทอดมองแผ่นหลังกว้างของร่างสูงที่กำลังยืนล้างจานชามที่เธอเพิ่งกินเสร็จให้อย่างเงียบๆผู้นำมาเฟียแห่งแก๊งเบรคคิง... ผู้ชายที่มีลูกน้องนับร้อยนับพันคอยก้มหัวให้ แต่ตอนนี้เขากลับมายืนล้างจานให้เธอตอนตีสองเนี่ยนะ? ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจจนเธอไม่อาจเก็บความสงสัยเอาไว้ได้อีกต่อไป"นี่... คุณบรู๊คคะ" แพรขวัญเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆบรู๊คปิดน้ำ รับจานใบสุดท้ายไปคว่ำลงบนชั้นพัก ท่าทีของเขาดูผ่อนคลายขณะหันกลับมามองเธอ "มีอะไร อิ่มจนจุกแล้วหรือไง""เปล่าค่ะ" เด็กสาวส่ายหน้าช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด "หนูแค่สงสัย... ทำไมคุณถึงดีกับหนูขนาดนี้คะ?"ชายหนุ่มดึงผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดมือ นัยน์ตาสบเข้ากับดวงตากลมโต "ไม่ใช่ว่าฉันบอกเธอไปแล้วเหรอ แพรขวัญ""ไม่ใช่สิคะ" แพรขวัญรีบแย้ง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ "เรื่องที่คุณแม่ของหนูเคยช่วยคุณเอาไว้ มันก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ที่คุณดีกับหนูแบบนี้ ดูแลหนู ตามใจหนูแบบนี้ คือคุณไม่... คือ
กลิ่นยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์จางๆ ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังไม่ได้ทำให้บรรยากาศดูน่าอึดอัดเท่ากับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของคนที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่มุมห้องหลังจากที่แพทย์เวรและพยาบาลช่วยกันทำแผล นำเศษแก้วที่บาดฝ่าเท้าออก และพันผ้าก๊อซให้แพรขวัญเสร็จเรียบร้อยด้วยความเกร็งสบรู๊คก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มก้าวเข้ามาที่เตียงผู้ป่วย ก่อนจะตวัดวงแขนช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย"ว้าย! คุณบรู๊ค! ทำอะไรคะ ปล่อยหนูลงนะ" แพรขวัญร้องอุทานเสียงหลง รีบตวัดแขนโอบรอบคอแกร่งตามสัญชาตญาณกันตก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆก็ถูกอุ้มต่อหน้าหมอและพยาบาลที่ยืนหน้าเหวออยู่"อยู่เฉยๆ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งเรียบๆแต่เด็ดขาด"หนูเดินเองได้ค่ะ แค่เศษแก้วบาด ไม่ได้ขาขาดสักหน่อย ปล่อยหนูลงเถอะนะคะ หนูอายคนอื่นเขา" แพรขวัญยังคงดิ้นขลุกขลัก พยายามประท้วงด้วยความเขินอาย ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงซ่านไปถึงใบหูบรู๊คก้มลงมองยัยเด็กดื้อในอ้อมแขน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย "ฉันบอกให้เงียบ ถ้าเธอยังขืนดิ้นและส่งเสียงโวยวายอีก ฉันจะจูบปิดปากเธอโชว์หมอกับพยาบาลตรงนี้แหละ
"เป๊ะมาก สวยสับไม่หลับในเลยลูกสาวเจ๊ องศานี้แหละ ฟาดเรียบตั้งแต่หัวรันเวย์ยันหน้าประตูกระจก"เสียงของเจ๊เหมย ผู้จัดการส่วนตัวควบตำแหน่งสไตลิสต์กิตติมศักดิ์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือรัวๆ ร่างท้วมเดินวนรอบตัวแพรขวัญที่ตอนนี้อยู่ในชุดฟินาเล่สีแดงเพลิงขับผิวขาวจัดให้ดูโดดเด่นสะกดทุกสายตา หญิงสาวส่งยิ้มบางๆผ่านกระจกบานใหญ่พลางขยับเครื่องประดับที่คอให้เข้าที่"เจ๊ก็ชมเกินไปค่ะ แพรยังตื่นเต้นอยู่เลย มือเย็นไปหมดแล้วเนี่ย" แพรขวัญหัวเราะเบาๆ"ระดับแพรขวัญไม่มีคำว่าพลาดค่ะลูก วันนี้หนูคือควีน เข้าใจไหม? เชิดหน้าเข้าไว้"ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นในมุมแต่งตัวของวีไอพี อีกฟากหนึ่งของห้องพักนักแสดง สายตาแข็งกร้าวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาอย่างไม่วางตา ลิเดียนางแบบรุ่นพี่ที่ถูกลดบทบาทลงไปเดินในเซ็ตธรรมดากำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ เธอเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะหันไปกระซิบกับมีนนางแบบรุ่นน้องลูกไล่ที่ยืนอยู่ข้างๆ"เห็นแล้วมันขัดหูลูกตาจริงๆ ทำตัวเป็นนางพญา ทั้งที่ก็แค่เด็กเส้นที่เพิ่งปีนขึ้นมาได้ไม่กี่วัน" ลิเดียแค่นเสียงเหยียดหยาม"นั่นสิคะพี่ลิเดีย มีนล่ะหมั่นไส้นังเด็กนี่เต็มทน ทำหน้าซื่อๆ







