تسجيل الدخولทันทีที่เชื่อมต่อสัญญาณ ปลายสายก็ทักขึ้นมาทันที หากสุภาพน้อยกว่านี้เธอคิดว่ายังพอรับมือกับเขาได้ง่ายกว่า
“รบกวนเวลาหรือเปล่าครับ”
“คุณ…” พิชชาอรงำงึมเสียงเบา จนปลายสายต้องรีบทวนเรื่องราววันก่อนที่เธอบอกไว้
“เห็นวันนั้นคุณบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วย บอกได้เลย ผมเลยโทรมาขอให้คุณช่วยอะไรหน่อย” เขาเท้าความถึงวันนั้นแทนที่จะบอกว่าตนเองเป็นใคร คิดว่าคนฉลาดอย่างพิชชาอรต้องรู้แน่ว่าเป็นเขา
พิชชาอรจำได้มั่น เธอถามกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน “มีอะไรให้ช่วยเหลือคะ”
“พรุ่งนี้ผมต้องกินข้าวคนเดียว ที่บ้านเขาไปทัวร์กันหมด จะรบกวนคุณมาร่วมโต๊ะด้วย...ได้ไหม” ดีหน่อยที่ยังมีคำสุดท้ายบอกเชิงขอร้อง ไม่อย่างนั้นเธอคิดว่ามันเหมือนคำสั่งมากกว่าจะชวนเสียอีก
“พรุ่งนี้ฉันมีประชุมค่ะ เลิกก็เกือบสี่ทุ่ม”
“ผมรอได้”
หญิงสาวเงียบไปอึดใจ นึกหาคำปฏิเสธแบบนุ่มนวลที่สุดมาตอบเขา ไม่ใช่ว่าเล่นตัว แต่งานของเธอไม่เอื้อให้ไปสังสรรค์กับใครหรือไปเตร่ที่ไหนได้เลย
“แต่ฉันคงเหนื่อยมากที่จะไปกินข้าวที่ไหนต่อหลังสี่ทุ่มน่ะค่ะ”
เธอพยายามบอกปัดเขาอย่างสุภาพ น้ำเสียงที่ใช้ก็ดูอ่อนลง หวังว่าเขาคงจะตีความออกว่าเธอไม่อยากไป เขาไม่ใช่คนแรกที่รู้เบอร์ของเธอ เคยมีทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มหลายรายทำแบบที่เขาทำมาแล้ว พิชชาอรคิดว่าตนเองจัดการกับคนและปัญหาพวกนี้ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ชนิดที่บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นด้วย
“งั้น...เลื่อนไปอีกวันได้ไหม”
เขายังคงไม่ละความพยายาม พิชชาอรเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถึงตอบตกลง นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอยอมถอยหลังเช่นนี้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่มีข้ออ้างมายุ่งเกี่ยวกับเธอได้อีก
ถึงวันนัดที่คิดว่าไม่น่ามีอะไรแต่เธอกลับตื่นเต้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น บอกไม่ถูกว่าเพราะเหตุใดจึงตื่นเต้น อาจเพราะนี่เป็นการนัดกินข้าวกับผู้ชายครั้งแรกของเธอก็เป็นได้
พิชชาอรเคยถูกชวนแบบนี้ออกบ่อยไป แต่เธอหาทางหลบเลี่ยงได้ทุกครั้ง แต่คราวนี้กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจชอบกล คงเพราะเขาให้ความช่วยเหลือเธอไปเมื่อคราวก่อน จึงทำให้เธอเลี่ยงได้ยาก แต่แล้วก็นึกปลอบใจตนเองว่านี่คงแค่ครั้งเดียว และก็เป็นแค่การกินข้าวเท่านั้นเองไม่น่ามีปัญหาอะไร
ใกล้ถึงเวลานัด เธอบอกเขาว่าจะเดินทางไปเอง ต่างคนต่างมาก็แล้วกัน นัดหมายกันไว้ที่จุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสาธารณะแหล่งใหญ่ใจกลางเมือง
พอมาถึงเธอเห็นเขายืนเอามือไพล่หลังมองไปทางอาคารสูงของห้างสรรพสินค้าเบื้องหน้า พิชชาอรเดินเข้าไปหาเอ่ยคำทักทายทางด้านหลังของเขา
“สวัสดีค่ะ”
ปุญญ์หันกลับมาแล้วส่งยิ้มน้อยๆให้
“หิวหรือยังครับ”
เสียงทุ้มถามอย่างสุภาพ
พิชชาอรยิ้มอ่อนหวาน แล้วจึงตอบรับ “หิวแล้วค่ะ ปกติพอเลิกงาน ฉันจะหาอะไรง่ายๆกินก่อนกลับบ้านทุกที”
“ถ้างั้นเรารีบไปกันเถอะครับ ก่อนที่คุณจะหิวมากกว่านี้”
เขายวนยิ้มๆ ทำเอาคนฟังอดปรายตามองค้อนให้ไม่ได้ แล้วออกเดินเคียงไปพร้อมกับเธอ เขาเปิดฉากคุยอย่างไม่ถือตัว ปุญญ์คุยสนุกและเป็นคนตลกมากจนพิชชาอรแปลกใจ เธอผ่อนคลายลงในเวลาไม่นาน ขณะเดินไปด้วยกันนอกจากพูดคุยเรื่องผ่อนคลายไปแล้วเขาบอกทางเธอไปพลางจนมาหยุดลงที่ร้านอาหารข้างทางร้านหนึ่ง
เธอคิดว่าเขาคงชวนไปในละแวกนี้ที่มีร้านอาหารแพงลิบบนดาดฟ้า หรือไม่ก็ห้องอาหารในตึกสูงเบื้องหน้านี่ แต่...
“ร้านนี้เหรอคะ”
พิชชาอรถามอย่างแปลกใจ เธอไม่ได้ผิดหวังที่เขาพามาร้านแบบนี้กลับโล่งอกเสียมากกว่า เพราะมันดีกว่าที่จะต้องไปนั่งกินอาหารแปลกๆในสถานที่หรูหราท่ามกลางผู้คนที่คิดว่าตนเองอยู่ในระดับสูงกว่ามนุษย์เดินถนนปุถุชนทั่วไปด้วยซ้ำ
ปุญญ์ยิ้มน้อยๆ ตอนนี้ท่าทางของเขาดูคล้ายกับเด็กชายจอมซนขึ้นมาในทันที “ผมอยากมากินร้านนี้นานแล้ว แต่ไม่มีเพื่อน เขาว่าร้านนี้อร่อย แซ่บมาก”
พอเขาว่าแบบนั้นเธอเลยเสริมเขาไป “รู้จักคำว่าแซ่บด้วยหรือคะคุณน่ะ แต่ร้านนี้เขาอร่อยจริงค่ะ อาหารรสจัดมากจะไหวหรือคะ”
ปุญญ์ทำหน้าราวกับถูกท้าทายเขายักไหล่พร้อมรับคำ “ต้องลองดูครับ ผมเป็นคนชอบพิสูจน์ด้วยสิ ว่าแต่...คุณมีเบอร์อีเมอร์เจนซี่หรือพวกแอมบูแลนซ์แล้วใช่ไหม” พิชชาอรยิ้มกว้างนึกขำเขาขึ้นมาทันที ปากบอกว่าอยากลองแต่ไม่วายจะกลัว ประหลาดคน ว่าแล้วตกลงเลือกโต๊ะที่ว่างอยู่พอดีพร้อมกับนั่งลงด้วยกันถามย้ำอีกที
“แน่ใจนะคะ”
ปุญญ์พยักหน้ารับ ท่าทางจริงจัง จนเธออดหัวเราะน้อยๆออกมาไม่ได้ “งั้นสั่งอาหารเลยก็แล้วกัน”
“คุณกินเผ็ดได้แค่ไหนคะ” พิชชาอรถามยิ้มๆ แล้วส่งเมนูที่รับมาจากพนักงานของร้านให้เขาก่อน ถึงรับอีกเล่มมาเปิดดูรายการอาหารบ้าง “ให้ระดับหนึ่งได้น้อยมากถึงสิบเผ็ดมาก คุณได้ถึงระดับไหนคะ”
“เหมือนถูกท้าทายยังไงไม่รู้นะ” ปุญญ์บอกยิ้มๆ เขามองใบหน้าสวยของเธอไม่สนใจมองเมนูอาหารเลยสักนิด “แต่ผมอยากลองดูก่อน...คิดว่าน่าจะไหวถึงที่ระดับสิบอยู่นะ”
พิชชาอรเงยหน้ามาพอดีจึงเห็นว่าเขามองเธออยู่ ความรู้สึกประหลาดแผ่กระจายล้อมรอบตัวกับสายตาคมของปุญญ์ เธอมองสบตาตอบอยู่อึดใจแล้วก้มหน้าลงมองรายการอาหาร ใจที่เคยสงบนิ่งมานานเต้นระรัวเหมือนเพิ่งวิ่งมาเป็นระยะทางไกล แล้วจึงสั่งอาหารระดับพื้นๆที่ไม่เผ็ดมากไปสามรายการและน้ำผลไม้สำหรับเขาและเธออีกอย่างละแก้ว
“แล้วปกติคุณมากินกับใครคะ เวลาที่บ้านคุณทิ้งคุณน่ะค่ะ”
“แหม ทิ้งเลยเหรอ พูดแบบนี้รู้สึกเสียเซลฟ์ขึ้นมาเลยสิ” ปุญญ์ว่ายิ้มๆแล้วนึกหาคำตอบมาบอกเธอ “ก็…จะมากับเพื่อนๆบ้าง”
“แล้วคราวนี้ทำไมไม่ชวนเพื่อนมาละคะ หรือว่าถูกเพื่อนทิ้งอีกหรือไงกัน” พิชชาอรว่ายิ้มๆ ปุญญ์โต้ออกไปแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“คุณบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอก ผมเลยนึกถึงคุณขึ้นมาคนแรก”
“มีอะไรกันเหรอฮะ”นาวินถามสองสาวที่คุยกันท่าทางเคร่งเครียดอยู่หน้าห้องของปุญญ์ เพราะอีกฝ่ายเป็นสุภัคสรณ์ว่าที่คู่หมั้นของญาติผู้พี่ เขาจึงต้องให้ความสำคัญกับเธอไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปุญญ์ แม้ในใจจะไม่ชอบนักก็ตาม เพราะสาวเจ้าชอบเหยียดคนที่ต่ำกว่าแม้จะพูดจาปากหวานแต่มักแฝงคำดูถูกดูหมิ่นในที เขาโดนมาแล้วแต่ต้องทำเป็นเฉยไป“สาวๆของพี่ปุญญ์น่ะสิ โทรมาอีกแล้ว ยัยพวกนี้คิดอะไรกัน วันๆไม่ทำงานทำการคิดแต่จ้องจะจับผู้ชายรวยๆ”นาวินแอบเบ้ปาก นึกในใจว่ายัยนี่ก็จ้องจะจับญาติผู้พี่ของเขาเช่นกัน ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง แล้วยิ้มหวานแสร้งปลอบ“อ้อ เรื่องปกติฮะ ลูกศรอย่าคิดมากไป ยังไงคุณก็มีภาษีดีกว่าผู้หญิงพวกนั้น”“คิดมากสิคะ ไม่ให้ลูกศรคิดได้ยังไง รู้ไหมว่าผู้หญิงน่ะมีเซนส์ คนเมื่อครู่นี่ต้องมีอะไรสำคัญกับพี่ปุญญ์แน่ๆ ลูกศรรู้สึกด้วย”ชายหนุ่มแอบกรอกตาแล้วถาม “เธอบอกไหมว่าชื่ออะไรลูกศร”“พิชชาอร”“พิชชาอรหรือฮะ”“รู้จักเหรอ สวยไหม”“เอ...” นาวินครางออกมาคำเดียว ก่อนนึกถึงหญิงสาวที่ชื่อพิชชาอร ปุญญ์ไปแอบกุ๊กกิ๊กกับแม่นั่นตอนไหน เห็นอยู่ว่าเธอหยิ่งไม่น้อย อ้อ วันนั้นเห็นว่าแอบเช็ดปากซับหน้าให้กันถ้าอย่างนั
“แท้งแล้วนะ เห็นบอกว่าเป็นเพราะเครื่องใหม่นั่นมันมีผลกับคนท้องอ่อนๆ ทางบริษัทพีจีสาขาใหญ่ถูกซูแล้วด้วย ทางสาขาที่ไทยเลยบอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง กรณีของหมอแจน คงไม่อยากเป็นข่าวน่ะนะหมอว่า นี่ดีนะที่เราไม่มีสาวๆคนไหนท้องอ่อนๆในร้าน ไม่อย่างนั้นหมอต้องเสียใจแน่ที่ทำให้น้องๆในร้านแท้งลูก เนอะกี๋ว่าไง…”“อ้อ ค่ะ กี๋จะเรียกน้องๆมาบอกอีกทีนะคะหมอ”คุณหมอบอกเธออีกสองถึงสามเรื่องก่อนจากไป แต่พิชชาอรมัวพะวงกับคำว่า ‘ท้องอ่อนๆ’ อยู่จู่ๆ คำว่า ‘ท้อง’ ก็กระแทกเข้ามาในใจของเธออย่างจังอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ประจำเดือนของเธอไม่เคยขาด แต่ว่านี่มันหายไปสองเดือนแล้วเธอเพิ่งนึกได้ คืนนั้นเธอจำได้มั่นว่าเขาดื้อดึงในการปลดปล่อยในตัวเธออย่างไร และความวุ่นวายก็ทำให้เธอลืมคิดถึงผลที่จะตามมาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกใช่ไหมเวลาที่เหลือจนกว่าจะเลิกงานช่างยาวนานเหลือเกิน ทำเอาคนรอใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนับแต่เกิดความแคลงใจ เธอเฝ้ามองดูแต่เวลาเพราะอยากพิสูจน์ดูให้รู้แน่ชัดกันไปว่าเธอท้องหรือไม่พิชชาอรวางแท่งพลาสติกลงอย่างสิ้นแรงเมื่อเห็นขึ้นสองขีดเด่นชัด ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวแล้วล้มลงนอน ขีดสองขีดบนแท่งตรวจการตั้
“อาการพ้นขีดอันตรายแล้วครับ”แพทย์โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังออกมาบอกกับคนที่รออยู่ด้านนอกด้วยความกระวนกระวายใจ คุณอัมพรทราบข่าวที่บุตรชายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในตอนเกือบรุ่งสางนี่ ท่านสั่งให้ปิดข่าวเสียเงียบแล้วเฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัดด้วยความกระวนกระวายในหัวใจ ดวงตาท่านแดงกล่ำจนเส้นเลือดฝอยในตาเหมือนจะปริแตกจากการร้องไห้อย่างหนัก ทันทีที่แพทย์ออกมาบอกเช่นนั้นหัวอกคนเป็นแม่ก็คลายใจลง แต่ยังไม่คลายอาการสะอื้นไห้ ปุญญ์หลับไปถึงสามวันสามคืนจึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง คุณอัมพรกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่ตลอดที่เฝ้ารอให้บุตรชายลืมตาตื่น พอคนที่เฝ้ารอรู้สึกตัวแล้วก็อดใจหายไม่ได้กลัวทั้งยังกังวลไปหมดว่าจะเกิดอะไรกระเทือนสมองปุญญ์หรือไม่ “ปุญญ์ ปุญญ์ลูกแม่” คุณอัมพรถลาไปเกาะแขนบุตรชายทันที ละล่ำละลักเรียกทั้งน้ำตา ปุญญ์ยิ้มให้มารดาอย่างเซียวๆ เรียกขานท่าน “คุณแม่ครับ” “ปุญญ์เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนอยู่ไหม” “มึนๆหัวครับ” เขาว่าพร้อมกับยกมือแตะศรีษะ ก็พบว่ามีผ้าพันปิดแผลที่แตกเอาไว้แน่น “ลูกหลับไปตั้งสามวันแน่ะ แม่ใจคอไม่ดีเลย”คุ
“คงพอแล้วมั้งคะระหว่างเรา คุณได้ฉัน ฉันได้เงิน แฟร์ๆดี วินกันทั้งคู่”ใบหน้าหล่อเหลาปุญญ์ดูเครียดขรึ้งมากขึ้นหลายเท่านัก เขาพยายามระงับอารมณ์ตนเองที่อยากจับคนตรงหน้ามาลงโทษให้หายพยศเสียนัก เขาไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมีท่าทีแบบนี้ ได้แต่บอกออกไป“ผมกลับก่อนดีกว่า ไว้อารมณ์คุณดีกว่านี้ เราค่อยคุยกันใหม่ ผมไม่เชื่อหรอกที่คุณบอกว่าต้องการเงินน่ะ”“ใครจะปฏิเสธเงินได้ลงคอล่ะคะจริงไหม ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ...สำหรับทุกอย่าง โดยเฉพาะเงินนี่”ปุญญ์มองเธอด้วยสีหน้าแคลงใจ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อตามที่เธอพูดโดยเด็ดขาด แต่ไม่อยากรบเร้าเธอในตอนนี้ ระหว่างเขาและเธอคงมีบางสิ่งบางอย่างเข้าใจผิดกัน แล้วจึงยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อให้เธออ่อนลง แล้วค่อยคุยกัน ตอนนั้นคงจะทำความเข้าใจกันง่ายดายมากกว่านี้คล้อยลงเขาแล้วพิชชาอรกลับเข้าห้องด้วยอาการตัวร้อนหนักกว่าเดิม เธอป่วยอยู่อีกสามวันอาการค่อยดีขึ้นแล้วกลับไปทำงานด้วยหัวใจเหี่ยวเฉาเหมือนต้นไม้ใกล้ตาย“ได้ค่ะคุณหงส์ ขอบคุณมากนะคะ”พิชชาอรวางสายลงแล้วค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ฝ่ายบุคคลโทรมาแจ้งว่ารับผู้จัดการสาขาพัทยาได้แล้ว และทางนั้นก็พร้อมจะเริ่มงานได้ทันทีเธอจึ
“คงพอแล้วมั้งคะระหว่างเรา คุณได้ฉัน ฉันได้เงิน แฟร์ๆดี วินกันทั้งคู่”ใบหน้าหล่อเหลาปุญญ์ดูเครียดขรึ้งมากขึ้นหลายเท่านัก เขาพยายามระงับอารมณ์ตนเองที่อยากจับคนตรงหน้ามาลงโทษให้หายพยศเสียนัก เขาไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมีท่าทีแบบนี้ ได้แต่บอกออกไป“ผมกลับก่อนดีกว่า ไว้อารมณ์คุณดีกว่านี้ เราค่อยคุยกันใหม่ ผมไม่เชื่อหรอกที่คุณบอกว่าต้องการเงินน่ะ”“ใครจะปฏิเสธเงินได้ลงคอล่ะคะจริงไหม ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ...สำหรับทุกอย่าง โดยเฉพาะเงินนี่”ปุญญ์มองเธอด้วยสีหน้าแคลงใจ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อตามที่เธอพูดโดยเด็ดขาด แต่ไม่อยากรบเร้าเธอในตอนนี้ ระหว่างเขาและเธอคงมีบางสิ่งบางอย่างเข้าใจผิดกัน แล้วจึงยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อให้เธออ่อนลง แล้วค่อยคุยกัน ตอนนั้นคงจะทำความเข้าใจกันง่ายดายมากกว่านี้คล้อยลงเขาแล้วพิชชาอรกลับเข้าห้องด้วยอาการตัวร้อนหนักกว่าเดิม เธอป่วยอยู่อีกสามวันอาการค่อยดีขึ้นแล้วกลับไปทำงานด้วยหัวใจเหี่ยวเฉาเหมือนต้นไม้ใกล้ตาย“ได้ค่ะคุณหงส์ ขอบคุณมากนะคะ”พิชชาอรวางสายลงแล้วค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ฝ่ายบุคคลโทรมาแจ้งว่ารับผู้จัดการสาขาพัทยาได้แล้ว และทางนั้นก็พร้อมจะเริ่มงานได้ทันทีเธอจึ
คิดแบบนั้นแล้วก็อดหน้าแดงไม่ได้ เธอกับเขากระโดดข้ามขั้นความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนแล้ว พิชชาอรยิ้มแล้วแตะมือลงที่ประตู ผลักเบาๆเพราะเกรงว่าหากเขาไม่ตื่นจะเป็นการรบกวนเขาเสียเปล่าๆ“ถามอะไรแบบนั้น”“เออน่า คลิปมีสิเด็ดด้วย อยากดูไหม”“ผู้หญิงแบบนั้นใครจะจริงจังด้วยวะ ครั้งเดียวก็เกินพอ เดี๋ยวเซ็นเช็คให้แล้วก็แยกย้ายกันไปไง ตามสเต็ป”พิชชาอรยืนตัวแข็งทื่อกับบทสนทนาฝั่งเดียวจากปากของปุญญ์ แล้วค่อยๆก้าวออกจากตรงนั้น เธอตรงกลับเข้าห้องพักโดยไวแล้วรีบคว้าข้าวของใส่กระเป๋าอย่างลวกๆตรงไปยังท่าเรือข้ามฟากทันที โชคดีเป็นของเธอที่มีเรือกำลังจะกลับเข้าฝั่งพอดี ลงเรือมาแล้วก็ได้แต่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมาพลาดไปแล้วกับความสัมพันธ์เมื่อคืนนี้ แต่เธอจะไม่เอาความผิดพลาดเหล่านั้นมาเป็นบ่อนทำลายตัวและหัวใจของตัวเอง มีผู้หญิงอีกมากมายที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และเธอต้องผ่านมันไปให้ได้หญิงสาวกลับถึงที่พักในเวลาต่อมา เธอวางข้าวของลงบนพื้นโดยไม่สนใจจะเก็บมันโทรศัพท์ทิ้งไว้แล้วล้มตัวลงนอนหลับตาลงไปทันที ค่ำคืนที่ผ่านมามันแสนหวานและวาบหวามจนนึกว่าฝันไปเพียงเท่านั้น เขาทำให้เธอลืมความถูกผิดดีงามทั้ง







