Mag-log inเสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ทั่วท้องพระโรง“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”“คนของตำหนักบูรพากล้าพาตัวนักโทษออกจากคุกหลวงโดยพลการจริงหรือ”“หากเป็นความจริง นี่ไม่เท่ากับไม่เห็นพระราชโองการอยู่ในสายตาหรอกหรือ”หมิงเฉิงกัดฟันแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ แต่สีหน้ากลับยังคงสงบนิ่ง เขาก้าวออกมาคำนับฮ่องเต้ด้วยท่าทีสุภาพ “เสด็จพ่อ เรื่องนี้อาจมีความเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เคยมีพระบัญชาให้คนของตำหนักบูรพาไปนำตัวจางลีลี่ออกจากคุกหลวง บางทีอาจมีคนแอบอ้างชื่อของลูกเพื่อก่อเรื่อง แล้วโยนความผิดมาให้ตำหนักบูรพา”ใต้เท้าจางหัวเราะหึในลำคอ “ไท่จือพูดได้ดีจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ คนของท่านหายไปพร้อมกับตัวบุตรสาวของกระหม่อม แต่ท่านกลับบอกว่าเป็นความเข้าใจผิด หากเป็นเช่นนั้น กระหม่อมขอให้ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ตรวจสอบคนเข้าออกตำหนักบูรพาและคุกหลวงอย่างละเอียด หากพบผู้ใดเกี่ยวข้อง ก็ขอให้ลงโทษตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มของหมิงเฉิงยังคงอยู่ แต่แววตากลับเย็นลงหลายส่วน เขารู้ดีว่าใต้เท้าจางไม่ได้เป็นขุนนางที่รับมือได้ง่าย ยิ่งอีกฝ่ายยื่นเรื่องต่อหน้าขุนนางจำนวนมาก เขาก็ยิ่งไม่อาจตอบโต้ด้วยอารมณ์ เพราะเพียงแสดงท่าทีผิดไปนิด
ลีลี่บีบมือนางเบาๆ “คนที่ใช้ความกลัวของผู้อื่นมาปิดปากพวกเขา แล้วทำตัวเป็นคนดีให้ทั้งเมืองชื่นชมจะต้องรับกรรมในเร็ววัน”เซียวหลิงมองลีลี่ทั้งน้ำตา ก่อนจะพยักหน้าอย่างแรง ราวกับในที่สุดก็มีใครสักคนยอมรับว่าสิ่งที่นางพบเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องที่นางคิดไปเอง“ไท่จือไม่เคยกลัวว่าคนอื่นจะเกลียดเขาเจ้าค่ะ เพราะเขาเชื่อว่าตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังเห็นเขาเป็นคนดี ต่อให้มีใครพูดความจริงออกมา ก็จะไม่มีใครเชื่อ” นางสูดหายใจลึกแล้วพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “เขาเคยพูดกับคนของเขาว่า คนเราจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อเสมอ หากเขาทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนมีคุณธรรม ต่อให้มีศพอยู่ตรงหน้า ผู้คนก็ยังหาข้อแก้ตัวให้เขาได้”คำพูดนั้นทำให้ลีลี่ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความขบขันอยู่เลย“เช่นนั้นเราก็ต้องทำให้พวกเขาไม่มีข้อแก้ตัว”เหวินเฉิงเงยหน้ามองลีลี่ “เจ้าคิดจะทำอย่างไร”“เราจะไม่รีบเปิดโปงเขาด้วยคำพูดของคนเพียงคนเดียว” ลีลี่ตอบ “คำให้การของเซียวหลิงมีค่า แต่เราต้องหาหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงตัวหมิงเฉิงโดยตรง ทั้งเส้นทางขนหีบ คนที่ได้รับคำสั่ง และสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในเรือนเก็บของเก่า หากเราพบหลัก
เซียวหลิงอ้าปากค้าง น้ำตายังคงไหล แต่สีหน้ากลับมีความตกใจเข้ามาแทนที่ “ท่าน...ท่านจัดการไท่จือหรือเจ้าคะ”“อืม”“ได้ด้วยหรือเจ้าคะ”“ถ้าข้ามีกระบี่อยู่ในมือ เขาคงไม่ได้นอนสบายขนาดนั้น”โจวชิงฉือที่ยืนอยู่ข้างประตูถึงกับหันหน้าหนีไปไอเพื่อกลบเสียงหัวเราะ เซียวหลิงเองก็ชะงักไป ก่อนจะหลุดเสียงสะอื้นปนหัวเราะออกมา ทว่าสีหน้าของนางกลับหม่นลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเรื่องบางอย่างที่กดทับอยู่ในใจมานานจนไม่อาจเก็บไว้อีกต่อไป“คุณหนู ท่านไม่รู้หรอกว่าไท่จือเป็นคนเช่นไร...ท่านอาจคิดว่าเขาเพียงแค่เสแสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าผู้อื่น แต่ความจริงแล้วเขาร้ายกาจยิ่งกว่านั้นมาก”ลีลี่ไม่ได้รีบตอบ นางเพียงขยับตัวให้เซียวหลิงนั่งลงข้างๆ แล้วรับผ้าเช็ดหน้าจากเสี่ยวจื่อส่งให้อีกฝ่าย “เช็ดน้ำตาก่อน แล้วเล่าให้ข้าฟังตั้งแต่ต้น”เซียวหลิงกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น นิ้วมือสั่นเทาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเริ่มพูดได้“ตอนที่ข้ายังอยู่ในตำหนักบูรพา ข้าเคยคิดว่าไท่จือเป็นบุรุษที่มีเมตตา แม้จะไม่ค่อยพูดกับคนรับใช้ แต่ก็ไม่เคยลงโทษใครต่อหน้าผู้อื่น เขายิ้มให้ทุกคน พูดจาอ่อนโยน แม้แต่คนที่ทำผิดก็ยังได้รับคำปลอบโยนจากเขา ข้าจึ
โจวชิงฉือพยักหน้ารัวๆ อย่างโล่งอก คิดว่าคุณหนูคงเข้าใจเจตนาของใต้เท้าแล้ว แต่ประโยคถัดมาของนางกลับทำให้เขาอยากหันหลังวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด“ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าข้าจะบอกท่านพ่อบ้างว่า หากเจ้าถูกจับไปทรมานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะไม่ช่วยเจ้าเหมือนกัน เพราะอยากดูว่าคนร้ายจะเผยธาตุแท้ออกมาหรือไม่ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“คุณหนู เรื่องนี้จะเหมือนกันได้อย่างไรขอรับ”“เหตุใดจะไม่เหมือน เจ้าเป็นคนของข้า ข้าก็เป็นคนของเจ้า เอ๊ะ ไม่สิ ข้าเป็นเจ้านายเจ้าเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นข้ายิ่งมีเหตุผลที่จะไม่ช่วยเจ้าใหญ่เลย”“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับอย่างไรเสียถ้าหากเหตุการณ์เลวร้ายลงกว่านั้นก็จะมีคนเข้าไปช่วยท่านอยู่ดีเห็นไหมแค่เฉินเฟิงชักกระบี่คนของเราก็รีบเข้าไปแล้ว” โจวชิงฉือรีบยกมือยอมแพ้ “ต่อไปหากคุณหนูตกอยู่ในอันตราย ข้าจะบุกเข้าไปช่วยทันที ต่อให้ใต้เท้าจะลงโทษ ข้าก็จะยอมรับโทษเอง”“พูดได้ดี คราวหน้าจำคำพูดตัวเองไว้ด้วย”ลีลี่ตบไหล่เขาเบาๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเดินผ่านไปนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง ทว่าเพียงขยับตัว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะความเจ็บบริเวณสีข้าง เหวินเฉิงที่เดินตามมาตลอดรีบยื่นมือประคองแขน
บ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกห่างไกลจากเขตพระราชวังดูรกร้างไม่ต่างจากบ้านร้างทั่วไป ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าและกำแพงที่มีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมช่วยพรางสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี หากไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด ต่อให้เดินผ่านหลายครั้งก็คงไม่มีใครคิดว่าด้านในจะเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มคนที่กำลังวางแผนโค่นไท่จือเซียวถงเป็นคนเปิดประตูนำทุกคนเข้าไปก่อน เขาหันกลับไปตรวจตราตามทางเดินอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา จึงค่อยปิดประตูลงกลอนแล้วผายมือให้เหวินเฉิงกับลีลี่เข้าไปด้านใน“ถึงแล้ว ที่นี่ปลอดภัยชั่วคราว คนของข้ากระจายตัวเฝ้ารอบบริเวณไว้แล้ว หากมีใครเข้ามาใกล้ พวกเราจะรู้ทันที”ลีลี่พยักหน้ารับ มือหนึ่งกุมสีข้างที่ยังปวดระบมจากการต่อสู้ อีกมือยกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย นางเพิ่งก้าวผ่านประตูห้องโถง ก็ได้ยินเสียงคนคุ้นเคยดังมาจากด้านใน“ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าเลิกเดินวนได้แล้ว เดินจนพื้นจะสึกอยู่แล้ว ยังจะเดินอีกหรือ”“แล้วจะให้ข้านั่งเฉยๆ ได้อย่างไรขอรับ ป่านนี้ยังไม่มีข่าวจากคุณหนูเลย หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร”“เจ้ากังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ นั่งลงก่อนเถอะ ข้าเวียนหัวแทนเจ้าแล้ว”ลีลี่ชะงั
เหวินเฉิงถึงกับพูดไม่ออก ใบหูขึ้นสีแดงจางๆ ขณะที่เซียวถงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบหันหน้าไปอีกทาง ทว่าไหล่ที่สั่นเล็กน้อยกลับทรยศว่าเขากำลังกลั้นหัวเราะ“คุณหนูจาง” เซียวถงกระแอมเบาๆ “พวกเราควรออกจากคุกหลวงก่อนที่คนของหมิงเฉิงจะยกกำลังมาเพิ่ม”เหวินเฉิงไม่รอให้ลีลี่ตอบ เขาประคองนางให้ยืนมั่นคงกว่าเดิมแล้วหันไปสั่งคนของเซียวถงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เตรียมทางออก แล้วส่งคนไปตรวจสอบรอบนอก อย่าให้ข่าวเรื่องพวกเรารั่วไหลไปถึงตำหนักบูรพาก่อนเวลา”จากนั้นเขาก็ก้มลงถามลีลี่ในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงเบาลงกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด “เดินไหวหรือไม่”ลีลี่เหลือบมองแขนที่ยังประคองเอวตนอยู่ แล้วคลี่ยิ้มมุมปาก “ถ้าท่านไม่ปล่อย ข้าก็คงเดินไม่ถนัดนัก”เหวินเฉิงรีบคลายมือทันที ทว่ากลับยังยืนอยู่ใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน “เช่นนั้นข้าจะเดินข้างเจ้า หากเจ้าหน้ามืดอีก ข้าจะได้ประคองทัน”“อืม แบบนี้ค่อยเหมือนคำพูดของคนที่ห่วงผู้อื่นหน่อย”ลีลี่ก้าวออกไปพร้อมเขา แต่ยังไม่ทันพ้นประตูห้องขัง นางก็เหลือบกลับไปมองเฉินเฟิงที่ถูกมัดมือไว้กับคนของเซียวถง ก่อนกระซิบกับเหวินเฉิงว่า “เราต้องรีบแล้ว หากเฉินเฟิงฟื้นขึ







