เข้าสู่ระบบ“ลูกสาวแกก็สวย ทำไมไม่ลองเอาไปเสนอให้คุณเขาดูล่ะ”
ขาไพ่ที่เป็นแม่บ้านอยู่ในชั้นทำงานของผู้บริหารภาณุเกียรติกรุป กำลังพูดถึงเรื่องที่ตนได้ยินเกี่ยวกับท่านประธานของบริษัทแถมใส่สีตีไข่ให้เรื่องราวดูสนุกและน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย วิจิตราที่เดินมาได้ยินแว่วๆ จึงเอ่ยถาม “คุยอะไรกันน่ะ ได้ยินแว่วๆ อะไร สวยๆ เสนอๆ”
“แหม.. มาพอดีเลยนะจ๊ะแม่วิ ก็นั่งสตางค์ลูกสาวนังส้มโอนะสิ กำลังแตกสาว สวยเชียว ฉันเลยเสนอให้นังส้มโอมันพาไปให้คุณเศรษฐีใหญ่เขาดูน่ะ เห็นว่ารายนั้นเขาชอบสาวๆ สวยๆ แล้วก็ชอบเปลี่ยนสาวควงอยู่บ่อยๆ”
“เศรษฐีไหน?” เมื่อวิจิตราได้ยินจึงเกิดสนใจ ด้วยว่าลูกเลี้ยงนางก็สวยไม่แพ้ลูกสาวของนังส้มโอ เผลอๆ อาจจะสวยกว่าเสียอีก
“ก็คุณเจ้าของบริษัทที่แกไปกู้เงินเขาน่ะสิ”
วิจิตราที่ได้ฟังดังนั้นก็เริ่มเห็นทางที่เงินก้อนโตจะเข้ามาอยู่ในกระเป๋านาง วันนั้นวิจิตราจึงไม่เล่นไพ่ แต่ตัดสินใจไปที่อื่นแทน
มนสิชาก้มมองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้บอกเวลาบ่ายโมงครึ่ง หญิงสาวมองไปรอบๆ ร้านกาแฟที่ตกแต่งอย่างน่ารัก มองเพลินจนไม่เห็น ‘ศิวัฒน์ ' เพื่อนสนิทที่นัดเธอออกมาเพื่อคืนหนังสือเตรียมสอบเข้ามหา’ ลัย เล่มที่เขายืมไปเมื่ออาทิตย์ก่อน
“ม่อน ..” ศิวัฒน์เอ่ยทักมนสิชาเมื่อเดินมาถึงโต๊ะสักพักแล้ว แต่หญิงสาวยังคงไม่เห็น
“อ้าว.. วัฒน์ มาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ”
ศิวัฒน์นั่งลงได้สักพัก ก็มีพนักงานนำน้ำผลไม้ปั่นที่เขาเดินไปสั่งหน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะเดินมาหาหญิงสาวที่โต๊ะมาเสิร์ฟ
“มารอนานยัง”
“ไม่นานหรอก”
“อะนี่ หนังสือที่ยืมไป เดี๋ยวเราเลี้ยงน้ำกับเค้กม่อนนะ ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ให้ยืมหนังสือ”
“อุ๊ย! ไม่เป็นไรเลยวัฒน์ แค่นี้เอง” มนสิชาโบกไม้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ
“ไม่ได้!!” ศิวัฒน์แกล้งเสียงแข็งและทำหน้างอนๆ ใส่มนสิชา เพราะรู้ว่าถ้าเขาทำแบบนี้ทีไร เธอต้องยอมเขาทุกที
“ก็ได้ .. งั้นวัฒน์เลี้ยงน้ำเรานะ เราขอเลี้ยงเค้กวัฒน์เอง” ศิวัฒน์ทำท่าจะปฏิเสธ แต่มนสิชาที่รู้ว่าเขาจะทำอะไรจึงยกมือเป็นเชิงปรามไว้ก่อน
“ม่อนจะเรียนต่อคณะไหนอ่ะ”
“ทำไม จะตามม่อนไปเรียนด้วยเหรอ”
มนสิชาแกล้งเย้าชายหนุ่ม เพราะทั้งคู่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลหนึ่งจนจบมัธยมปลาย ชั้นเดียวกัน ห้องเดียวกัน ตอนแรก ครอบครัวของศิวัฒน์ตั้งใจจะส่งชายหนุ่มไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่มัธยมปลาย แต่เขาไม่ยอมไป พ่อกับแม่ของชายหนุ่มจึงให้ไปเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ศิวัฒน์ก็ไม่ยอมอีก พอพ่อของเขาถามว่าจะเอายังไง จะเรียนไหน คำตอบของเขาคือจะเรียนห้องเดียวและโรงเรียนเดียวกับเธอ
“โธ่..ม่อนน่ะ”
ตากลมโตมองชายหนุ่มอย่างขำๆ เธอรู้ดีว่าเพื่อนสนิทคนนี้รู้สึกเช่นไรกับเธอ แต่หญิงสาวเองไม่สามารถก้าวผ่านคำว่าเพื่อนสนิทไปเป็นคนรู้ใจกับเขาได้จริงๆ ศิวัฒน์เองก็เหมือนจะรู้ว่าเธอไม่ได้คิดกับเขาแบบนั้น แต่ก็ยังคอยดูแลและเว้นระยะห่างให้เธอเสมอ ทำให้การได้อยู่ใกล้ๆ เขาไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับรู้สึกสบายใจเสียอีก
เวลาล่วงเลยมากว่าหนึ่งชั่วโมง มนสิชาจึงขอตัวกลับ เพื่อจะไปท่องหนังสือเตรียมสอบ ศิวัฒน์จึงอาสาไปส่งหญิงสาวที่บ้าน เพราะวันนี้เขาเอารถของที่บ้านมา
“ต้องเปิดประตูให้ไหมครับ คุณผู้หญิง” ศิวัฒน์หันไปกระเซ้ามนสิชา ที่ยืนตะลึงกับซูเปอร์คาร์อย่างลัมโบร์กินีสีเหลืองป้ายแดง มนสิชารู้ว่าบ้านของศิวัฒน์รวย แต่ไม่นึกว่าจะรวยขนาดนี้ เธออยากจะหันไปถามศิวัฒน์เหลือเกินว่า..
..ให้เราไปเป็นคุณหญิงบ้านวัฒน์ตอนนี้ทันไหม
“เออ...” มนสิชาเริ่มทำตัวไม่ถูก ก็ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยนั่งแต่รถสองแถวกับกระบะคู่ใจคันเก่าของพ่อนี่นา รถหรูขนาดนี้เคยเห็นแต่ในหนังในละคร ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจริงจะมีบุญได้นั่งกับใครเขา
ศิวัฒน์เห็นท่าทีของหญิงสาว จึงอดจะแกล้งต่อไม่ได้ มือข้างที่ว่างจากการถือถุงขนมเค้กที่ตั้งใจฝากมนสิชาไปให้ศรันย์จึงยกขึ้นยีผมบนหัวกลมทุยที่มัดหางม้ารวบตึงไว้
“วัฒน์! แกล้งม่อนเหรอ” หญิงสาวเอาคืนโดยการเอื้อมมือไปจี้ที่เอวของศิวัฒน์ซึ่งเป็นคนบ้าจี้ขึ้นสุด วิธีนี้มักจะเป็นวิธีการเอาคืนที่ได้ผลเสมอ
“โอ๊ย! ผมยอมแล้วคร้าบ”ศิวัฒน์ถอยห่างไปหนึ่งก้าวและยกมือขึ้นเหมือนผู้ร้ายยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ท่าทางหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ของชายหนุ่มหญิงสาว ตกอยู่ในสายตาของ ใครบางคนที่จอดรถอยู่ฝั่งตรงข้าม
“หึ.. ที่แท้ก็เด็กใจแตก”
ดนย์มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วคิดว่ามนสิชาก็คงจะเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นบางคน ที่พอแตกเนื้อสาวก็เริ่มหาคู่ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หรือที่เขาจำกัดความหมายสั้นๆ ให้ก็คือ..
ใจแตก
มนสิชาตกใจที่จู่ๆ ดนย์ซึ่งมาจากไหนไม่รู้ แล้วเดินเข้ากระชากแขนเธอ จนหญิงสาวต้องลุกขึ้นยืนข้างๆ เขา “อะไรกันคุณดนย์!”“กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้”ศิวัฒน์ที่ไม่รู้ว่าดนย์เป็นใคร และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำราวกับว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมนสิชายังไงยังงั้น “อะไรกันคุณ ปล่อยม่อนเดี๋ยวนี้นะ”“อย่าเสือก!!”ถ้อยคำผรุสวาทที่ดนย์พูดออกมาทำให้มนสิชาเหลืออด อะไรกัน เขาทำเหมือนกับว่าเธอไปทำอะไรผิด“คุณดนย์! กรุณาสุภาพกับเพื่อนฉันด้วย”“ทำไมฉันต้องสุภาพกับมันด้วย ไม่จำเป็น!”“งั้นถ้าคุณไม่สามารถทำตัวเป็นคนที่มีมารยาท หรือสุภาพกับคนอื่นได้ มาทางไหน เชิญคุณกลับไปทางนั้นเลยค่ะ”ดนย์โกรธที่มนสิชาปกป้องศิวัฒน์ ชายหนุ่มจึงดึงแขนเจ้าหล่อนแล้วพาเดินออกจากร้าน ศิวัฒน์เห็นดังนั้นรีบเดินตามไปทันที“คุณ! มันจะมากไปแล้วนะ”“อย่ามายุ่ง! เรื่องของผัวเมียเขาจะคุยกัน คนนอกอย่างแกไม่เกี่ยว”ศิวัฒน์โกรธมากเมื่อได้ยินดนย์พูดเช่นนั้น เขาไม่เชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นสามีของมนสิชา จะเป็นไปได้ยังไง ที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยคบกับผู้ชายคนไหนในฐานะแฟน คนที่ใกล้ชิดกับมนสิชาที่สุดก็คือเขา แล้วไอ้บ้านี่มันเป็นใคร“ม่อน! ไม่จริงใช่ไหม” ศิวั
“อร๊าย!” หญิงสาวตกใจที่โดนรวบกอดจากด้านหลัง“คิดถึงจัง”“คิดถึงอะไรคะ เจอหน้ากันอยู่ทุกวัน” มนสิชางงเพราะจู่ๆ ชายหนุ่มก็มาเป็นอารมณ์เหมือนคนหื่นแทนตาลุงขี้เก๊กแบบเมื่อกี้“คิดถึงกอด แล้วก็คิดถึงจูบ” ดนย์หมุนร่างน้อยให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา แล้วจุมพิตชิมปากหวานของเธออย่างโหยหา กลิ่นสบู่เด็กที่มนสิชาชอบใช้ กระตุ้นให้เลือดในกายของชายหนุ่มพลุ่งพล่านได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่งเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มจะหายใจไม่ทัน ใบหน้าที่แดงซ่านช่างดูน่ารักยิ่งนัก เขากำลังหลงเด็กหรือนี่“คุณดนย์อะ ทำอะไรก็ไม่รู้” มนสิชารีบซุกหน้าลงที่อกแกร่ง เพื่อหลบสายตาหวานเชื่อมยามที่เขามองมายังเธอ“ก็หนูม่อนน่ารัก จนฉันอดใจไม่ไหวนี่”ดนย์เรียกเธอว่าหนูม่อน ตามที่เธอบอกให้ป้าหมอนเรียก ทำให้หญิงสาวยิ่งเขินเข้าไปอีกยังไม่ทันที่มนสิชาจะเอ่ยอะไรออกมา คำพูดของเธอก็โดนกลืนด้วยปากอุ่นๆ ของเขาเสียแล้ว ดนย์ถอนจูบออกจากปากหวานล้ำ แล้วเลือนริมฝีปากลงมาสำรวจที่ซอกคอขาวของสาวเจ้า มือหนากวาดเอกสารบนโต๊ะทำงาน แล้วอุ้มมนสิชาขึ้นนั่ง จัดท่าจัดทางแล้วพาเธอไปวิ่งเล่นบนทุ่งดอกไม้แสนหวานที่หญิงสาวพึ่งเคยพานพบ“คุณดนย์! ม
แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ปลุกให้หญิงสาวที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเนื้อดีรู้สึกตัวตื่น ข้างกายของเธอเป็นหมอนข้างที่ดนย์คงจะนำมาให้เธอก่ายกอดแทนตัวเขาซึ่งมักจะตื่นเช้าเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้ๆ เสมอมนสิชารีบไปอาบน้ำและลงไปด้านล่าง เพื่อเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าให้ดนย์เหมือนเช่นทุกเช้าตลอดเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ศรันย์จากไป เช้าวันนี้ก็เช่นกัน เจ้าหล่อนมาช่วยมะลิและป้าสมรที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่“ให้หนูช่วยนะคะ”“อุ๊ย! ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณม่อน” ถึงแม้เจ้านายหนุ่มจะไม่ได้บอกว่ามนสิชามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร แต่ทั้งป้าสมรและมะลิก็พอจะรู้ ด้วยว่ามะลิต้องเข้าไปทำความสะอาดห้องนอนของดนย์และมนสิชาทุกวัน สาวใช้ประจำบ้านที่เห็นเตียงนอนห้องดนย์ตึงเปรี๊ยะเหมือนกับไม่เคยมีใครนอน ต่างกับเตียงที่ห้องมนสิชา ซึ่งยับยู่ยี่ราวกับผ่านสงครามมายังไงยังงั้น ทีแรกมะลิเองก็ไม่แน่ใจ แต่หลังๆ มาเริ่มเห็นดนย์ออกจากห้องของมนสิชาในตอนเช้าบ่อยๆ ก็เริ่มแน่ใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ธรรมดาแน่นอน“ให้ม่อนช่วยเถอะค่ะ ม่อนอยู่เฉยๆ กินแรงพี่มะลิกับป้าสมร ม่อนรู้สึกเกรงใจ”ความขี้เกรงใจและความไม่
“ปะ..เปล่าค่ะ”“เปล่าอะไร ก็เห็นนั่งเหม่ออยู่ตั้งนาน เรียกก็ไม่ได้ยิน”“เออคือ..” ก่อนที่หญิงสาวจะพูดอะไรออกมา ปากอุ่นๆ ของดนย์ก็ประกบลงมาชิมปากหวานล้ำก่อนเสียแล้ว ชายหนุ่มก้มลงช้อนร่างอรชร และวางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม แต่ก่อนที่ไฟปรารถนาจะโหมกระหน่ำทั้งคู่ เสียงโทรศัพท์ของมนสิชาก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวแปลกใจมาก ว่าใครโทรมาเวลานี้ เธอจึงเบี่ยงตัวออกจากร่างของดนย์ที่ทับอยู่บนตัวเธอ แล้วหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้อยู่บนโต๊ะปลายข้างเตียงขึ้นมาดู ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ทำให้หญิงสาวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เธอกดรับด้วยใจที่กลัวกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับศรันย์“สวัสดีค่ะพี่อ้อย” หญิงสาวกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ และเงียบฟังสิ่งที่ปลายสายพูด เมื่อพยาบาลอ้อย พยาบาลพิเศษที่เธอจ้างมาดูแลพ่อพูดจบ พลันโทรศัพท์ที่แนบอยู่ข้างหู ก็ร่วงหล่นลงบนพื้น เพราะมือของหญิงสาวบัดนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง“ม่อนๆ ..” ดนย์เขย่าเรียกให้มนสิชาที่นั่งนิ่งเหมือนคนช็อกไป ให้ได้สติ“คุณดนย์คะ ตอนนี้ฉันขอออกไปข้างนอกได้ไหมคะ” มนสิชาส่งสายตาขอร้อง และยกมือไหว้ ดนย์รีบจับมือที่หญิงสาวยกไหว้เขาลง และดึงเธอเข้ามากอด“เธอเป็นอะไร บอกฉั
ดนย์มองกลีบปากอวบอิ่ม ที่มันช่างเย้ายวนตาเขาเหลือเกิน จนอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปจูบ“อือ..” มนสิชารู้สึกตัวตื่นเพราะโดนคนขโมยจูบ เธอรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ เพราะจูบที่เขาปรนเปรอให้ช่างอ่อนหวานและนุ่มนวลเสียเหลือเกิน เนิ่นนานหลายนาทีดนย์จึงถอนริมฝีปากออกมนสิชารีบลุกขึ้นและวิ่งหนีเข้าห้องน้ำทันทีเพราะรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูกดนย์มองกิริยานั้นแล้วยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว “ยัยเด็กบ้า”เวลาเกือบสองเดือนแล้วที่มนสิชามาอยู่กับดนย์ หญิงสาวใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน เช้าไปโรงพยาบาล เย็นๆ หลังจากพยาบาลพิเศษมาแล้ว เธอก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ ‘นางบำเรอ’ ให้เขา“เดี๋ยวสิ มากินข้าวด้วยกันก่อน” ดนย์เอ่ยเรียกหญิงสาวที่กำลังจะออกจากบ้านมนสิชาเดินมานั่งโต๊ะ และรับประทานอาหารกับเขา ดนย์จึงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจออกไปข้างนอกทุกวัน “เธอจะไปไหนเหรอ” ถึงแม้จะอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แต่เขากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมนสิชาเลย ตลอดเวลาสองเดือนมานี้ เห็นเพียงแค่ว่าหญิงสาวรีบออกจากบ้านไปแต่เช้า และกลับมาตอนเย็นๆ แต่เธอก็ไม่เคยบอกเขาว่าไปไหนหรือไปทำอะไร“ไปธุระค่ะ”มนสิชาตอบแค่นั้น โดยไม่ได้ขยายค
หัวใจของมนสิชากระตุกวูบ พ่อพูดราวกับว่ากำลังสั่งเสียเพื่อเตรียมตัวจากไปในที่ไกลแสนไกล ที่ที่เธอไม่อาจไปถึง “พ่อจ๋า.. ม่อนสัญญา ม่อนจะไม่ทิ้งการเรียน และม่อนจะดูแลตัวเองให้ดี ม่อนเก่งเหมือนพ่อ” เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้าง แต่ทว่าข้างในร้องไห้จนน้ำตาแทบไม่มีจะไหลแล้ว มันรวดร้าวและเจ็บปวดเหลือเกิน..“ดีแล้วลูก.. พ่อขอโทษที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างๆ ในวันที่ลูกประสบความสำเร็จ ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ดูแลรักษาเนื้อรักษาตัว จำเอาไว้นะ ความรักของพ่อกับแม่จะอยู่กับม่อนตลอดไป”ใบหน้าของศรันย์อิ่มใสเหมือนคนป่วยที่ใกล้จะหาย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอแสงอบอุ่น มนสิชาจ้องมองมันเนิ่นนานอย่างพยายามบันทึกลงไปในความทรงจำว่าดวงตาคู่นี้ของพ่อเธอนั้นอบอุ่นเพียงไหน “พ่อจ๋า ม่อนรักพ่อนะ” มนสิชากราบที่อกพ่อ ก่อนจะโอบกอดศรันย์หลวมๆ ด้วยกลัวว่าพ่อจะเจ็บ“พ่อก็รักม่อน นายช่างใหญ่ของพ่อ”“ม่อนจะเป็นนายช่างใหญ่ ม่อนจะตั้งใจอ่านหนังสือสอบและทำฝันของตัวเองให้สำเร็จให้ได้ ม่อนสัญญา”“พ่อเชื่อว่าลูกสาวของพ่อทำได้”หลังจากใช้เวลาอยู่กับพ่อจนถึงห้าโมงเย็น หญิงสาวก็ขอตัวกลับ กว่าจะถึงบ้านก็เกือบสองทุ่ม เพราะระยะทางจากโรงพยาบาลมาที่บ้า







