เข้าสู่ระบบภูริดลกลับมาที่บ้านพักในไร่ประมาณห้าโมงเย็น ซึ่งปกติเขาจะกลับหลังหกโมงเย็น แต่เพราะวันนี้เขาเป็นห่วงภรรยาที่ไม่ค่อยสบายจึงกลับเร็วกว่าปกติ ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบว่าบ้านเงียบกริบ ไร้เงาของคนที่เป็นห่วงมาตลอดทั้งวัน
“ฟ้า” เรียกหาพลางเดินตามหาไปทั่วบ้านแต่ก็ไม่เจอ เจอแต่เจ้าแมวอ้วนที่ส่งเสียงร้องเมี้ยวๆ แล้วเดินเข้ามาพันแข้งพันขา เขาเดินหนี มันก็เดินตาม เดินหนีอีก มันก็เดินตามอีกอย่างน่ารำคาญ เขาจึงอุ้มมันขึ้นมาแล้วถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “คุณหญิงของแกไปไหน”
แมวที่รูปร่างเหมือนลูกหมูตัวกลมๆ ได้แต่ร้องเมี้ยวๆ แล้วแลบลิ้นเลียใบหน้าพ่อหนุ่มชาวไร่ เขาโวยวายเสียงดังลั่นบ้านแล้ววางแมวลงที่พื้น
“ไอ้แมวเลี้ยงไม่เชื่อง คิดจะกินเจ้าของบ้านเหรอ!” ด่าเสร็จก็ยกชายเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำลายคู่อริต่างสายพันธุ์ออกจากหน้า
ที่รักร้อง ‘เมี้ยว’ อีกครั้งแล้วเชิดหน้าเดินส่ายก้นกลับเข้าไปในห้องของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงด่าตามหลังของเจ้าของบ้าน
ภูริดลหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร. หาภรรยา “ฟ้าอยู่ไหน”
“บ้านคุณแม่ค่ะ”
“อ้าว ไปยังไง”
“คุณแม่ส่งรถมารับ” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อแบบอึกอัก “เอ่อ...พี่ดิน...สักหกโมง พี่ดินมารับฟ้าหน่อยได้มั้ยคะ พอดีคนรถของคุณแม่ออกไปทำธุระให้คุณแม่ ถ้ารอเขากลับมาฟ้ากลัวว่าจะดึก”
“ฟ้า” ภูริดลเรียกชื่อภรรยาเสียงหนัก
“คะ...” ฟ้าพราวขานรับเสียงอ่อย คิดในใจว่าเขาต้องรู้ทันแน่ๆ แล้วระเบิดลูกใหญ่ต้องลงแน่นอน
“โกหกไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่”
“เอ่อ...ฟ้าไม่ได้โกหกนะคะ คุณแม่ให้คนขับรถไปรับฟ้ามาจริงๆ แล้วคุณแม่ก็บอกว่า ตอนเย็นให้ฟ้าโทร. บอกพี่ดินให้มารับ จะได้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน อุ๊ย...” คนไม่เคยโกหกหน้าเจื่อน เมื่อเผลอหลุดปากพูดความจริงออกไป
“ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่าถ้าพี่ไป คุณพ่อคงกินเค้กวันเกิดไม่อร่อย วันนี้วันเกิดเขา พี่ไม่อยากไปทำให้อารมณ์เสีย”
“พี่ดินรู้”
“รู้”
“แล้วจะมามั้ยคะ”
“ไม่” ตอบห้วนจนคนปลายสายใจกระตุก
“ถ้าพี่ดินไม่มารับ ฟ้าจะกลับบ้านยังไง” ฟ้าพราวยังไม่ละความพยายามที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากแม่สามีให้สำเร็จ
“ไปเองได้ก็ต้องกลับเองได้”
“พี่ดินใจร้าย พี่ดินไม่เป็นห่วงฟ้าเหรอคะ ฟ้าไม่ค่อยสบายอยู่นะ” ภรรยาเริ่มใช้มารยาออดอ้อน
“รู้ตัวว่าไม่สบายแล้วออกไปทำไม”
แน่ะ! เขาไม่โอ๋ แล้วยังดุกลับมาอีก
“พี่ดินมารับฟ้าหน่อยนะคะ ไม่ต้องอยู่ทานข้าวกับคุณพ่อก็ได้ แค่ทักทายท่านสักคำสองคำแล้วเราก็กลับกันเลยก็ได้ค่ะ” ลองอ้อนอีกรอบ
“ไม่” สามีย้ำคำเดิม
“โอเคค่ะ” ลูกอ้อนใช้ไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นลูกล่อลูกชน ลองชนกันดูสักตั้งให้มันรู้ไป “ถ้าพี่ดินไม่มารับ ฟ้าก็จะค้างที่บ้านคุณแม่ ฝากเทอาหารกับเปลี่ยนน้ำให้ที่รักด้วยนะคะ แล้วอย่าเปิดประตูบ้านทิ้งไว้นะคะ เดี๋ยวที่รักออกไปข้างนอกแล้วจะหลงทาง ส่วนพี่ดินก็หาอะไรทานเองนะคะ ฟ้าไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้เลย เพราะไม่ได้ตั้งใจว่าจะค้างที่นี่ แต่ในเมื่อพี่ดินไม่มารับ ฟ้าก็คงต้องค้าง”
“พี่ไม่ให้ค้าง”
“ไม่มีรถ ฟ้าจะกลับยังไง”
“โตขนาดนี้แล้ว คิดเองไม่เป็นเหรอว่าจะหาวิธีกลับบ้านได้ยังไง”
“ทำไมต้องด่ากันแรงขนาดนี้ด้วย” ถึงแม้ไม่มีคำหยาบคาย แต่ความหมายมันเจ็บจี๊ดไปถึงไส้ติ่ง
“นี่เบาสุดแล้วนะ”
“จะด่าฟ้าว่า ‘ไม่มีปัญญา’ หาทางกลับบ้านเองเลยก็ได้ค่ะ ความหมายมันไม่ต่างกันหรอก”
“อย่าหาเรื่องชวนทะเลาะ”
“ใครจะกล้าทะเลาะกับพี่ดิน”
“เมียพี่ไง หาเรื่องด่าผัวได้สารพัด เถียงก็เก่ง ดื้อก็ที่หนึ่ง” เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง ตั้งแต่ฟ้าพราวเข้ามาในชีวิตเขา ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา จากชีวิตที่ราบเรียบ ทำไร่ชาไปวันๆ ก็เปลี่ยนเป็นชีวิตที่มีหลากหลายสีสัน หลากหลายอารมณ์ในหนึ่งวัน
“ฟ้ากลับก็ได้ค่ะ แถวนี้น่าจะมีรถรับจ้างอยู่บ้างแหละ แต่ฟ้าก็ไม่อยากนั่งรถกับผู้ชายแปลกหน้าตามลำพัง คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ทางเข้าไร่เราก็เปลี่ยวด้วย ฝนก็กำลังจะตก ถ้าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางคงไม่มีใครช่วยฟ้าได้”
“ไม่ต้องนั่งรถรับจ้างแล้ว” ภูริดลรีบห้าม ถ้าเจอคนขับรถที่ไม่ดี หรือคนขับรถที่เมาก็อาจจะเกิดเรื่องร้ายได้ เมื่อเดือนก่อนเพิ่งมีข่าวคนขับรถสองแถวหลอกพาผู้โดยสาวใหญ่วัยใกล้ห้าสิบปีซึ่งเหมารถขนของไปตามลำพังไปกระทำมิดีมิร้ายก็ยิ่งทำให้เขาเป็นห่วงภรรยาที่ทั้งสาวและสวยมากเป็นสองเท่า
“พี่ดินยอมมารับฟ้าแล้วใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวยิ้มละมุน ถึงเขาจะเกรี้ยวกราดเจ้าอารมณ์ แต่เขาก็เป็นห่วงเธอมาก
“พี่จะให้คนงานที่ไร่ไปรับ”
หญิงสาวกลอกตามองบน สามีของเธอนี่ทั้งดื้อรั้นและทิฐิสูงเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตาม เธอจะเกลี้ยกล่อมให้เขายอมมาให้ได้ “พี่ดินคิดว่าคนงานของพี่ดินไว้ใจได้มากกว่าคนขับรถรับจ้างเหรอคะ”
“อย่าใช้วิธีนี้บีบบังคับพี่” เขารู้ว่าภรรยากำลังพยายามพูดขู่ให้เขากังวลใจเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของเธอ
“ฟ้าไม่ได้บังคับพี่ดิน พี่ดินต่างหากที่บังคับให้ฟ้ากลับบ้าน แค่นี้ก่อนนะคะ ฟ้าจะรีบไปหารถรับจ้าง กลับช้าเดี๋ยวพี่ดินโมโหอีก” พูดจบก็ตัดสายไปเลย ฟ้าพราวแน่ใจว่าสามีเป็นห่วงเธอมาก โดยเฉพาะตอนนี้เขากำลังลุ้นหนักมากว่าเธอจะท้องหรือไม่ท้องอยู่ด้วย เขาจะต้องกระวนกระวายใจจนอยู่บ้านไม่ติดแน่นอน
“โว้ย! มนุษย์เมียเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าวะ” ภูริดลหัวเสียมาก เขาปาโทรศัพท์มือถือกระแทกลงบนโซฟาแล้วเดินกระแทกเท้าเข้าห้องนอน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







