เข้าสู่ระบบฟ้าพราววางโทรศัพท์แล้วหันไปบอกน้ำมณีที่นั่งลุ้นอยู่ใกล้ๆ “ฟ้าพยายามเต็มที่แล้วนะคะคุณแม่ แต่พี่ดินจะมาหรือเปล่าก็ต้องมาลุ้นกัน”
“ดินว่ายังไงบ้าง”
“โกรธค่ะ เขาหาว่าฟ้าบังคับเขา” บอกด้วยสีหน้าไม่สบายใจ กลัวว่าความสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาไปในทางที่ดีจะสะดุดลง แล้วเขาจะกลับมาเป็นคนเถื่อนที่ดุดันเหมือนเดิม เธอไม่อยากให้เขากลับไปอยู่ในสภาพเดิม เพราะรู้ว่าเป็นแบบนั้นเขาเองก็ไม่มีความสุข
“หนูฟ้ากลับตอนนี้เลยก็ได้ แม่จะให้คนขับรถไปส่ง ดินคงไม่มาหรอก” น้ำมณีบอกอย่างทำใจ เธอพยายามหาทางประสานรอยร้าวระหว่างพ่อกับลูกชายทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ
“ให้เวลาพี่ดินคิดนิดนึงนะคะคุณแม่” ฟ้าพราวบีบมือให้กำลังใจแม่สามี “ฟ้าจะรอถึงสองทุ่ม ถ้าพี่ดินไม่มาฟ้าค่อยกลับไปง้อเขาที่บ้าน” ฟ้าพราวรู้ว่าสามีชอบอะไร และทำยังไงเขาถึงจะหายโกรธ งานนี้คงต้องยอมโดนสูบพลังชีวิตมากกว่าปกติสักหน่อย
ภูริดลเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีผ้าเช็ดตัวพันร่างกายท่อนล่างเอาไว้ มือหนึ่งใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่เพิ่งสระเสร็จอย่างลวกๆ แล้วโยนลงตะกร้าแล้วหยิบเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขายาวผ้าฝ้ายซึ่งเป็นชุดแบบที่ใส่นอนทุกวันออกมาสวม จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องของที่รัก เปลี่ยนน้ำและเทอาหารให้แมวตามที่ภรรยาสั่งไว้ ทว่าเขาเทอาหารให้ที่รักแค่นิดเดียว
“กินแค่นี้พอ อ้วนจนไม่รู้ว่าเป็นแมวหรือหมูแล้ว”
ที่รักร้องเมี้ยว เหมือนจะประท้วง แต่ภูริดลก็ไม่สนใจ เขาออกไปนั่งดื่มกอญักในห้องนั่งเล่น สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศตอนหกโมงครึ่งมืดมัวกว่าทุกวันเพราะฝนทำท่าจะตก ปกติเวลาพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้ท้องฟ้าจะเป็นสีส้ม แต่วันนี้บนท้องฟ้ามีเมฆก้อนใหญ่สีดำทะมึนเข้ามาแทนที่ ลมพัดแรงจนกิ่งไม้เอนลู่ คืนนี้ฝนน่าจะตกหนักกว่าทุกวัน
เสียงเตือนข้อความเข้าของโทรศัพท์มือถือที่ถูกโยนทิ้งไว้บนโซฟาดังขึ้น ภูริดลเหลือบตาไปมอง เห็นที่หน้าจอว่าเป็นข้อความจากฟ้าพราวจึงหยิบขึ้นมากดอ่าน
ฟ้าพราว : ฟ้าจะรอพี่ดินถึงสองทุ่มนะคะ
ภูริดลวางโทรศัพท์มือถือลง เอนหลังพิงพนักโซฟา จิบกอญักฟังเสียงฝนที่เริ่มโปรยสายลงมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะออกไปรับภรรยากลับบ้าน
ถึงเวลาอาหารเย็น ฟ้าพราวช่วยน้ำมณีจัดโต๊ะอาหารเสร็จ เรียบร้อย นทีก็เข้ามาที่ห้องกินข้าวอย่างรู้เวลาโดยไม่ต้องมีคนไปตาม ชายสูงวัยยิ้มแย้มทักทายลูกสะใภ้โดยที่ไม่ถามถึงลูกชายแม้แต่คำเดียว ทว่าฟ้าพราวและน้ำมณีก็มองออกว่า สายตาของเขาแอบมองหา
“สุขสันต์วันเกิดนะคะคุณพ่อ ฟ้าเพิ่งทราบตอนมาถึงที่นี่แล้วว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคุณพ่อ เลยไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรมามอบให้เลย”
“ได้คุณหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ก็ถือเป็นของขวัญที่พิเศษที่สุดของพ่อในปีนี้แล้ว”
“แต่ถ้าหนูฟ้าอยากให้ของขวัญจริงๆ ก็มีหลานปู่ หลานย่าให้คนแก่เลี้ยงสักคนสิจ๊ะ” น้ำมณีพูดเสริม
“นั่นสิ แม่เขาอยู่บ้านคนเดียว บ่นเหงาทุกวัน”
ฟ้าพราวฝืนยิ้มรับพลางแอบเอามือลูบท้องตัวเอง อยากบอกเรื่องที่กำลังสงสัยอยู่ แต่ก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ดีใจเก้อถ้าผลตรวจรอบสองออกมาว่าไม่ท้อง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างอบอุ่น นทีชวนฟ้าพราวคุยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสผิดกับเวลาที่อยู่กับลูกชายลิบลับ หลังจากเป่าเค้กวันเกิดเสร็จและอยู่คุยกันอีกครู่หนึ่ง นทีก็ขอตัวกลับไปที่ห้องทำงานเพราะยังมีเอกสารสำคัญที่ต้องพิจารณาและเซ็นอนุมัติอีกหลายฉบับ ฟ้าพราวกับน้ำมณีย้ายไปนั่งคุยกันในห้องนั่งเล่น
“คุณพ่อเอางานกลับมาทำที่บ้านอย่างนี้ทุกวันหรือเปล่าคะ”
“เกือบทุกวันจ้ะ ดินไม่ยอมมาช่วยงาน คุณนทีก็เลยต้องทำงานหนักหน่อย อยากจะวางมือก็ยังวางไม่ได้”
ฟ้าพราวคิดนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจถาม “ระหว่างพี่ดินกับคุณพ่อ มีปัญหาอะไรกันมากกว่าเรื่องที่คุณพ่อชอบออกคำสั่งกับพี่ดินมาตั้งแต่เด็กหรือเปล่าคะ ถ้าเป็นเรื่องนี้ พี่ดินไม่น่าจะโกรธมากถึงขนาดหนีไปทำไร่ เพราะทุกอย่างที่คุณพ่อสั่งให้ทำก็เป็นผลดีกับพี่ดินทั้งนั้น เขาโตขนาดนี้แล้วน่าจะคิดได้” อย่างน้อยถ้าเธอรู้ต้นเหตุของปัญหา เธอก็อาจจะช่วยอะไรได้มากกว่านี้
น้ำมณีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งอย่างลำบากใจ “แม่ไม่รู้ว่าถ้าหนูฟ้ารู้เรื่องนี้แล้วจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่านะ”
“เกี่ยวกับฟ้าด้วยเหรอคะ” ฟ้าพราวแปลกใจ
“จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว”
“ยังไงคะคุณแม่” หญิงสาวยิ่งแปลกใจและอยากรู้มากขึ้นไปอีก
“ดินกับคุณนทีทะเลาะกันเรื่องแฟนคนก่อนของเขาน่ะ”
“หม่อมก้อย”
“จ้ะ”
ฟ้าพราวหรี่ตาลงอย่างภรรยาขี้หึง แต่ก็ผึ่งหูรอฟังเรื่องราวอย่างใจเย็น ทั้งที่ในใจเดือดปุด ภูริดลบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับกวินตราแล้ว แต่ยังโกรธกับพ่อเรื่องผู้หญิงคนนั้นอยู่ มันหมายความว่ายังไง
“คุณนทีมองออกว่าผู้หญิงคนนี้คบกับดินก็เพราะหวังเงิน ด้วยความรักลูก ไม่อยากให้ลูกโดนเหมือนที่ตัวเองเคยโดนมาก่อน ก็เลยสั่งให้ดินเลิกคบ แต่ดินไม่เชื่อ หาว่าพ่อมีอคติ เอาประสบการณ์ของตัวเองมาตัดสินคนอื่น คุณนทีก็เลยท้าดินให้ทำตัวจนๆ กระจอกๆ รับรองว่าก้อยต้องทิ้งดินแน่นอน คุณนทีวางเดิมพันกับดินไว้ว่า ถ้าก้อยทิ้งดินไปจริง ดินต้องกลับมาทำงานที่โรงแรม แต่ถ้าก้อยรับได้ที่ดินเป็นเป็นคนที่มีแต่ตัว คุณนทีจะไม่ก้าวก่ายชีวิตดินอีกเลย ทุกอย่างจะปล่อยให้ดินตัดสินใจเอง”
“เพราะอย่างนี้นี่เองพี่ดินถึงได้ไปทำไร่ชา”
“ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ เรื่องไร่ชาดินอยากทำอยู่ก่อนแล้ว พอโดนพ่อท้าเดิมพันก็เลยออกไปลุยแบบเต็มตัว แล้วบอกก้อยว่าจะไม่แตะต้องสมบัติของพ่อ โรงแรมก็จะไม่รับช่วงต่อ บ้านหลังนี้ที่ก้อยหวังไว้มากว่าจะใช้เป็นเรือนหอ ดินก็จะไม่มาอยู่ ดินไปปลูกบ้านหลังเล็กๆ ในไร่ ก็บ้านที่หนูฟ้าอยู่ตอนนี้นี่แหละ แรกๆ ก้อยก็ยังหวังว่าดินจะเลิกทำไร่ แล้วกลับไปทำงานที่โรงแรม แต่ยิ่งนานวัน ดินก็ยิ่งจริงจังกับการทำไร่มากขึ้น และยิ่งเห็นพ่อลูกหมางเมินมันก็มากขึ้น ก็คงคิดว่าดินกับพ่อคงตัดขาดกันแน่แล้วก้อยก็เลยทิ้งดินไปแต่งงานกับท่านชายภาณุ”
“อย่างนี้ก็แสดงว่าพี่ดินแพ้เดิมพันคุณพ่อ แล้วทำไมพี่ดินถึงยังไม่กลับมาทำงานที่โรงแรมอีกละคะ”
“โอ้ย...พ่อลูกคู่นี้เรื่องเยอะกันทั้งคู่” น้ำมณีถอนหายใจยาวเหยียด
ฟ้าพราวนับถือน้ำมณีมากที่เป็นคนกลางระหว่างภูริดลกับนทีมาได้ตั้งยี่สิบกว่าปี ขนาดเธอฟังแค่นี้ยังปวดหัวตุบๆ “พี่ดินโกงคุณพ่อ”
“ไม่หรอก ดินเป็นคนตรงๆ แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้ ดินยอมกลับมาทำงานที่โรงแรม แต่ขอไม่รับตำแหน่งประธาน เขาจะเก็บตำแหน่งไว้ให้น้องสาว”
“คะนิ้ง?”
“ดินเล่าเรื่องคะนิ้งให้หนูฟ้าฟังแล้วเหรอ” น้ำมณีแปลกใจ ไม่คิดว่าคนพูดน้อยและมีโลกสวนตัวสูงจะยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟ้าพราวฟัง
“พี่ดินเล่าแค่ว่ามีน้องสาวชื่อคะนิ้ง อย่างอื่นไม่ได้เล่าค่ะ คนนี้ถ้าอยากบอก บอกเอง แต่ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่มีใครง้างปากเขาได้”
“หนูฟ้ารู้จักนิสัยดินดีจังเลยนะ” น้ำมณียิ้มแล้วเล่าเรื่องลูกสาวต่อ “คะนิ้งอายุเท่าหนูฟ้านี่แหละ ตอนนี้เรียนต่อโทอยู่ที่อเมริกา นิ้งชอบงานบริหาร งานโรงแรม ทุกปิดเทอมก็จะไปฝึกงานที่โรงแรม เริ่มฝึกตั้งแต่ปูเตียง ดูดฝุ่น ขัดห้องน้ำ จนตอนนี้รู้ระบบการทำงานโรงแรมทุกแผนกหมดแล้ว ดินมองออกว่าน้องทำได้ แล้วจะทำได้ดีกว่าเขาด้วย แต่พ่อแท้ๆ กลับทำเป็นมองไม่เห็นความสามารถของลูกสาว”
“ทำไมคุณพ่อถึงไม่ให้คะนิ้งรับช่วงเป็นประธานต่อละคะ”
“แม่ก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงนะ เพราะคุณนทีเป็นคนไม่ค่อยพูดเหมือนดินนั่นแหละ แต่ถ้าให้เดา ก็คงเป็นเพราะคุณนทีมีเชื้อสายจีน คนจีนจะคาดหวังให้ลูกชายคนโตสืบทอดธุรกิจของครอบครัว ส่วนลูกสาว พอแต่งงานไปแล้วก็กลายเป็นคนนอก”
“คะนิ้งไม่น้อยใจแย่เหรอคะ”
“โอ้ย ทั้งน้อยใจ ทั้งเสียใจเลยละ ยิ่งพ่อไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นความสามารถ คะนิ้งก็ยิ่งพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น”
“ฟ้าพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้วค่ะ สรุปว่าตอนนี้คุณพ่อกับพี่ดินก็เลยยังงัดกันอยู่ ไม่มีใครยอมลงใคร แล้วแบบนี้จะทำยังไงให้คืนดีกันได้คะ” ฟ้าพราวเริ่มเครียด ความจริงปัญหาไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย แค่คนในครอบครัวมานั่งจับเข่าคุยกันดีๆ ก็น่าจะหาทางออกที่สบายใจทั้งสองฝ่ายได้
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







