Mag-log inสำหรับ ลินดา เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง คำว่า ป๊า คือโลกทั้งใบและเป็นที่พักพิงเดียวที่เธอมี แต่สำหรับ ซีค อัลฟ่ามหาเศรษฐีผู้เย็นชา คำคำนี้คือกรงขังศีลธรรมที่เขาใช้ล่ามโซ่ความปรารถนาอันดำมืดของตัวเองไว้ ในคืนพายุคลั่ง ลินดาตัดสินใจรวบรวมความกล้าเพื่อข้ามเส้นกั้นความสัมพันธ์ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธอย่างเลือดเย็น เขาผลักไสเธอออกไปจากชีวิตเพียงเพราะคำว่าพ่อลูกและทิ้งให้เธอเผชิญความตายท่ามกลางสายฝน ห้าปีผ่านไป... ลินดาคนเดิมได้ตายจากไปแล้ว เธอกลับมาอีกครั้งในฐานะ ลานนา หญิงสาวผู้ทรงอิทธิพลที่สวยสง่าและร้ายกาจ เธอไม่ได้มาเพื่ออ้อนวอนขอความรัก แต่มาเพื่อทำลายอาณาจักรของชายที่เคยทอดทิ้งเธอให้พังพินาศ! ยิ่งเธอผลักไส เขากลับยิ่งโหยหา ยิ่งเธอทำลาย เขากลับยิ่งยอมพ่ายแพ้ เมื่อความลับเบื้องหลังคำปฏิเสธถูกเปิดเผย และพันธะคู่แท้เริ่มแผดเผาหัวใจทั้งสองดวง ซีคจะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกสาวที่เขาเคยผลักไสกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงของศัตรู! เขาจะยอมแหกกฎฟ้าดินเพื่อทวงเธอคืนมา หรือจะปล่อยให้รักต้องห้ามนี้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านแห่งความแค้นตลอดกาล?
view moreเสียงพายุฝนโหมกระหน่ำอยู่ภายนอกหน้าต่างกระจกบานมหึมา ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาวมีเพียงแสงแลบแปลบปลาบของสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ สะท้อนให้เห็นเงาร่างเล็กของหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้องเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า
ลินดา ยืนนิ่งงันเท้าเปล่าเปลือยจิกแน่นลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่มเพื่อระงับความประหม่าที่กำลังกัดกินหัวใจ ชุดนอนผ้าซาตินสีครีมตัวบางที่สวมอยู่ไม่อาจให้ความอบอุ่นได้เพียงพอ เมื่อเทียบกับความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำขลับเบื้องหน้า
ซีค หรือที่เธอเรียกเขามาตลอดสิบห้าปีว่า "ป๊า"
เขาคืออัลฟ่าผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการธุรกิจ เป็นเจ้าของนัยน์ตาสีอำพันที่ดุดันและทรงอำนาจ โดยปกติแล้วดวงตาคู่นั้นมักจะมองเธอด้วยความเอ็นดูและความห่วงใยในแบบฉบับของผู้ปกครองที่เคร่งขรึม แต่ในค่ำคืนนี้มันกลับว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย
กลิ่นซิการ์ราคาแพงผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขานั่นก็คือกลิ่นไม้ซีดาร์และไอฝนที่เคยทำให้ลินดารู้สึกปลอดภัย บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายกดดันของนักล่าที่ทำให้สัญชาตญาณในตัวเธอกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
“ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่นอน” เสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบงัน มันราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์แต่กลับทรงพลังจนลินดาสะดุ้งเฮือก
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิตวัย 20 ปีก้าวเท้าเข้าไปหาเขาช้าๆ มือเรียวเล็กกำชายเสื้อตัวเองแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“หนูนอนไม่หลับค่ะ” เสียงของเธอสั่นเครือ “เพราะหนูมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกป๊า”
ซีคละสายตาจากแก้ววิสกี้ในมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่เขาเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงทารกตัวแดงๆ บัดนี้เด็กน้อยคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับภาพวาด เรือนผมยาวสลวย ผิวขาวเนียนละเอียดและกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวที่เริ่มรุนแรงขึ้นตามวัยสาว มันเป็นกลิ่นที่เริ่มรบกวนสมาธิและการควบคุมตัวของเขามากขึ้นทุกวัน
“เรื่องอะไร” เขาถามสั้นๆ พยายามข่มเสียงให้เป็นปกติทั้งที่ภายในใจกำลังปั่นป่วน
ลินดากัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด เธอเดินไปหยุดตรงหน้าเขา คุกเข่าลงช้าๆ บนพรมแล้ววางมือเล็กๆ ลงบนหน้าตักแกร่งของเขาอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นวาบจากฝ่ามือของเธอทำให้กล้ามเนื้อของซีคเกร็งเครียดขึ้นมาทันที
“หนูไม่อยากเป็นลูกสาวของป๊าอีกต่อไปแล้วค่ะ”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหยุดนิ่ง ซีคขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง
“พูดจาเหลวไหลอะไร” เขาตำหนิเสียงเข้มพยายามจะดึงมือเธอออก “เมาหรือไงลินดา กลับไปนอนซะ”
“หนูไม่ได้เมา!” เธอโพล่งออกมาพร้อมสู้สายตาเขาอย่างไม่ลดละ ดวงตากลมโตที่มีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอสะท้อนภาพใบหน้าของเขาชัดเจน “ป๊าก็รู้ว่าหนูหมายถึงอะไร ป๊าก็รู้ว่าเราไม่ใช่พ่อลูกกันจริงๆ เลือดของหนูไม่ใช่สีเดียวกับป๊า นามสกุลที่หนูใช้ก็แค่สิ่งที่ป๊ามอบให้ เพราะที่จริงแล้วหนูเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ป๊าเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น”
“แล้วมันต่างกันตรงไหน!” ซีคตวาดลั่นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนลินดาต้องเงยหน้ามอง ร่างกายสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงไฟจนเกิดเงาทะมึนทาบทับร่างเธอ
“ฉันเลี้ยงเธอมา ป้อนข้าวป้อนน้ำ ส่งเสียให้เรียน สอนให้เดิน สอนให้พูด เพราะฉะนั้นฉันคือพ่อของเธอ และนั่นคือความจริงข้อเดียวที่เธอต้องจำใส่สมองเอาไว้!”
“แต่หนูไม่ได้รักป๊าแบบพ่อ!”
เสียงตะโกนของลินดาขาดห้วงกลายเป็นเสียงสะอื้น เธอลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา ความรู้สึกที่อัดอั้นมานานปีระเบิดออกมาในที่สุด
“หนูรักป๊า!!! รักแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งรักผู้ชายคนหนึ่ง แล้วก็รักมาตลอด ป๊าไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่คะ! สายตาที่หนูมองป๊า ความห่วงใยที่หนูมีให้ มันเกินคำว่าลูกไปตั้งนานแล้วนะคะ”
เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขามากขึ้นกว่าเดิมแล้วบรรจงวางมือทาบลงบนอกซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจของอัลฟ่าหนุ่มที่กำลังเต้นแรงผิดจังหวะ
“และหนูก็รู้ว่าป๊าก็รู้สึกเหมือนกัน” เธอกระซิบเสียงแผ่ว “กลิ่นของป๊ามันบอกหนูว่าป๊ากำลังต้องการหนูเหมือนกัน”
ซีคชะงักกึกราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบลงมาที่กลางใจดำของตนหลังจากที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า เขารู้ดีว่าเธอพูดถูก สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขามันคำรามก้องร้องเรียกหาเธอมานานแล้ว เพราะยิ่งเธอโตขึ้น กลิ่นฟีโรโมนของเธอก็ยิ่งยั่วยวนจนเขาแทบคลั่ง แต่เขามีศีลธรรมเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามคอเอาไว้
เขาคือผู้ปกครอง
ส่วนเธอคือเด็กในปกครอง...
มันคือบาปที่ไม่อาจให้อภัยได้
ซีคหลับตาลงพลางขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง มือหนาคว้าข้อมือเล็กของลินดาแล้วกระชากออกจากการเกาะกุมอย่างแรงจนเธอเซถลา
“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้วลินดา” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบเสียดแทงกระดูก “สิ่งที่เธอรู้สึกมันก็แค่ความหลงผิดของเด็กวัยรุ่นที่แยกแยะความผูกพันไม่ออก เธอคิดว่าความใกล้ชิดคือความรัก แต่มันไม่ใช่”
“ไม่ใช่เหรอคะ” ลินดาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “หนูรู้ใจตัวเองดีค่ะ!”
“เธอไม่รู้อะไรเลยต่างหาก”
“ทำไมหนูรักป๊าไม่ได้ล่ะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงที่ร้าวราน ดวงตาใสบริสุทธิ์แต่ดื้อรั้นจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาเศษเสี้ยวของความรักที่เธอเคยสัมผัสได้
ซีคมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนลึก เขาอยากจะดึงเธอเข้ามากอดแล้วจูบซับน้ำตาให้ และบอกว่าเขาก็รักเธอแทบขาดใจแต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเขาก้าวข้ามเส้นนี้ไป ชีวิตบริสุทธิ์ของเธอจะถูกทำลายด้วยความเห็นแก่ตัวของเขา
ดังนั้นเขาจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมแม้จะต้องทำร้ายหัวใจตัวเองและหัวใจของเธอก็ตาม
ซีคเชยคางเธอขึ้นเพื่อบังคับให้สบตาพลางใช้นิ้วโป้งไล้แผ่วเบาที่ริมฝีปากสั่นระริกนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่เป็นเหมือนกับคำสั่งประหารออกมา
“เส้นกั้นระหว่างพ่อกับลูกมันไม่มีวันข้ามไปได้แม้เพียวก้าวเดียวก็ตาม”
“ทำไมล่ะคะ”
“หนูรู้ไหมว่าคำว่าป๊าหมายถึงอะไร”
“...” ลินดาสะอื้นไห้รอฟังคำตอบด้วยความหวังอันริบหรี่
“มันหมายถึงกำแพงที่สูงเสียดฟ้า หมายถึงความรับผิดชอบ และหมายถึงความสงสาร” ซีคโกหกคำโตด้วยใบหน้านิ่งเฉย “ฉันเก็บเธอมาเลี้ยงเพราะสงสาร ไม่ได้เก็บมาเพื่อทำเมีย อย่าลดค่าตัวเองไปมากกว่านี้เลยลินดา แค่นี้ฉันก็ลำบากใจที่จะมองหน้าเธอมากพอแล้ว”
คำพูดของซีคกรีดแทงหัวใจของลินดาจนยับเยิน ความหวังทั้งหมดพังทลายลงตรงหน้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งของไร้ค่ากลายเป็นภาระที่เขาทนแบกรับมาตลอดเวลา
“สำหรับป๊า หนูเป็นได้แค่นั้นเหรอคะ” เสียงของเธอเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน “เป็นแค่ภาระที่น่าสมเพชเหรอคะ”
ซีคหันหลังให้เธอทันทีเพราะไม่อาจทนมองสายตาตัดพ้อนั่นได้อีกต่อไป เขากำหมัดแน่นพลางเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อเตือนสติตัวเองไม่ให้หันกลับไปกอดเธอ
“ใช่” เขาตอบสั้นๆ ห้วนกระชับ “กลับไปที่ห้องซะ โยนความรู้สึกบ้าๆ นั่นทิ้งไปซะ แล้วพรุ่งนี้เช้าอย่าให้ฉันเห็นหน้าเธออีก จนกว่าเธอจะสำนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไร”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องกว้างอีกครั้งมีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของลินดาที่ดังก้องแข่งกับเสียงฝน หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างที่เธอเคยขี่เล่นในวัยเด็ก แผ่นหลังที่เคยปกป้องเธอจากฝันร้าย แต่ในวันนี้แผ่นหลังนั้นกลับกลายเป็นกำแพงหนาที่ปิดกั้นเธอออกจากโลกของเขาอย่างถาวร
ความรักที่แสนหวานกลายเป็นยาพิษที่ขมปร่า ความอบอุ่นที่เคยได้รับกลายเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินวิญญาณ
“เข้าใจแล้วค่ะ” ลินดาพยักหน้ากับแผ่นหลังของเขาก่อนจะฝืนยิ้มทั้งน้ำตาให้กับความโง่เขลาของตัวเอง “หนูขอโทษที่ทำให้ป๊าลำบากใจ หนูขอโทษที่เผลอไปรักป๊า”
เธอพูดจบก็ค่อยๆ ถอยหลังออกมาก้าวแล้วก้าวเล่าจนห่างออกจากตัวเขาเรื่อยๆ กระทั่งถึงประตูห้อง “หนูจะไม่รบกวนป๊าอีก และป๊าจะไม่ต้องเห็นหน้าเด็กที่น่ารำคาญคนนี้อีกตลอดไป” เธอหันหลังแล้วรีบเปิดประตูเดินหนีออกไปทันที
กึก!
เสียงประตูห้องปิดลงเบาๆ แต่สำหรับซีคมันดังราวกับเสียงกัมปนาทที่ปิดตายหัวใจของเขา เมื่อเขาเห็นว่าลินดาออกไปเรียบร้อยแล้วเขาก็ทรุดตัวลงนั่งกับโซฟา มือหนายกขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่กดข่มไว้ เขาคำรามเสียงต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสีอำพันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานของหมาป่าคลั่ง
“โธ่เว้ย!” เขาปาดแก้ววิสกี้ราคาแพงลงพื้นจนแตกกระจาย เสียงเศษแก้วบาดลึกพอๆ กับเศษใจที่แตกสลาย
ที่หน้าล็อบบี้ของคอนโดหรูร่างบางของลินดาเดินฝ่าความมืดออกมา เธอไม่มีกระเป๋าเดินทาง ไม่มีทรัพย์สินติดตัว มีเพียงชุดเดรสตัวเก่าที่สวมทับชุดนอนและรองเท้าผ้าใบสีขาวมอมแมม
สายฝนยังคงตกลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจะช่วยชำระล้างคราบน้ำตาบนใบหน้าของเธอ ลินดาเงยหน้ามองขึ้นไปยังชั้นบนสุดแสงไฟจากห้องเพนต์เฮาส์ยังคงสว่างไสวแต่แสงสว่างในใจของเธอดับวูบลงไปแล้ว
“ลาก่อนค่ะ ป๊า” เธอกระซิบแข่งกับเสียงฟ้าผ่าก่อนจะหันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดมิดของตรอกข้างๆ เธอยอมแพ้ให้กับเส้นกั้นที่เขาขีดไว้แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ให้กับโชคชะตาแน่นอน
รถลีมูซีนคันหรูแล่นฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งมุ่งหน้าสู่เพนต์เฮาส์ใจกลางเมือง ตลอดทางไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของทั้งคู่ มีเพียงมือหนาของซีคที่กุมมือเล็กของลานนาไว้แน่นแล้ววางไว้บนตักของเขาและไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับกลัวว่าถ้าเผลอคลายมือเพียงนิดเดียว เธอจะหายวับไปเหมือนควันเมื่อประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกที่ชั้นบนสุด ภาพความทรงจำในอดีตก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของลานนาห้องโถงกว้างขวางที่เคยเงียบเหงา โซฟาตัวเดิมที่เขาเคยนั่งปฏิเสธเธอ และหน้าต่างบานใหญ่ที่เธอเคยยืนร้องไห้ก่อนจะเดินจากไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย"คุณไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย" ลานนาเปรยขึ้นเบาๆ กวาดสายตามองไปรอบห้อง"เปลี่ยนไม่ได้ต่างหาก" ซีคถอดเสื้อสูทตัวนอกออกพาดไว้ที่แขน แล้วเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยไหล่เล็ก "เพราะป๊ากลัวว่าถ้าวันหนึ่งหนูกลับมา หนูจะจำบ้านของเราไม่ได้"หัวใจของลานนาอุ่นวาบเมื่อได้ยินคนตรงหน้าพูด เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาพลางยกมือขึ้นลูบไล้โครงหน้าคมสันที่เริ่มมีรอยหนวดเคราจางๆ"5 ปีที่ผ่านมา ทรมานมากไหมคะ"ซีคหลับตาลงซึมซับสัมผัสจากฝ่ามือของเธอ “ท
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 50 อาคาร SK Groupบรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดจนน่าสะอิดสะเอียน คณะกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่งหน้าดำคร่ำเครียด หัวโต๊ะที่เคยเป็นที่นั่งประจำของซีคบัดนี้กวินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่ใกล้ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนใหม่จากการกว้านซื้อหุ้นผ่านนอมินี เขายิ้มกริ่มพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเพลงแห่งชัยชนะ"ผมว่าเราเสียเวลามามากพอแล้วนะครับ" กวินทร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “คุณซีคหายตัวไปติดต่อไม่ได้ แถมยังมีข่าวฉาวและการทุจริตชัดเจนขนาดนี้ ผมขอเสนอให้ปลดเขาออกจากตำแหน่งประธานทันที และแต่งตั้งผมขึ้นรักษาการแทน""แต่เราควรรอคุณซีคมาชี้แจงก่อน" กรรมการอาวุโสท่านหนึ่งแย้ง"ชี้แจงเหรอครับ?" กวินทร์หัวเราะเยาะ "ป่านนี้คงหอบเงินหนีไปเสวยสุขกับลูกเลี้ยงที่เมืองนอกแล้วมั้งครับ หลักฐานการยักยอกเงินกว่าพันล้านบาทที่ผมให้ดูเมื่อกี้ ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ"เหล่ากรรมการต่างซุบซิบและพยักหน้าเห็นด้วย หลักฐานเท็จที่กวินทร์สร้างขึ้นมันเนียนจนน่ากลัว"ถ้าไม่มีใครคัดค้าน งั้นผมขอปิดมตินี้" กวินทร์กำลังจะยกมือประกาศชัยชนะ ปัง!ประตูห้องประชุมบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเส
ลานนามองเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่ภายในห้องแต่งตัว ดวงตาที่เคยบวมช้ำจากการร้องไห้เมื่อชั่วโมงก่อน บัดนี้ถูกกลบด้วยอายแชโดว์สีสโมกกี้อายคมกริบ ริมฝีปากที่เคยสั่นระริกถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีแดงเลือดนกเฉดเดียวกับที่เธอใช้ในวันงานกาล่าเธอกระชับเสื้อสูทเข้ารูปสีดำสนิทราวกับมันคือชุดเกราะกันกระสุน รีบหนีไปซะ...คำพูดของซีคยังดังก้องในหูแต่มันไม่ได้ทำให้เธออยากหนี ตรงกันข้ามมันกลับปลุกไฟนักสู้ในตัวเธอให้ลุกโชน ซีคยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ แล้วเธอจะเป็นคนขี้ขลาดที่วิ่งหนีปัญหาทิ้งให้เขาตายอย่างโดดเดี่ยวได้อย่างไร"ลินดาคนอ่อนแอคนนั้นตายไปแล้ว" เธอกระซิบกับกระจก แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “ตอนนี้เหลือแค่ลานนา ผู้หญิงที่จะกระชากหน้ากากแกออกมาให้ได้ กวินทร์"ณ ร้านอาหารรูฟท็อปใจกลางเมืองกวินทร์นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ เขามองดูวิวตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพราวกับราชาที่กำลังมองอาณาจักรที่กำลังจะตกเป็นของตน ทันทีที่เห็นลานนาเดินเข้ามาเขาก็ยิ้มกว้างอย่างพอใจ“สวยสง่าเหมือนเดิม ว่าที่ราชินีของผม" กวินทร์ลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ "นึกว่าคุณจะเครียดเรื่องข่าวจนไม่อยากมาซะอีก"ลานนานั่งลงแส
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องเข้ามาในคอนโดหรู แต่บรรยากาศกลับอึมครึมยิ่งกว่าคืนที่มีพายุ ลานนานั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ มือที่ถือแก้วกาแฟสั่นระริก สายตาจับจ้องไปที่ข่าวบันเทิงและข่าวธุรกิจทุกช่องที่กำลังรายงานข่าวเดียวกัน ข่าวที่สั่นสะเทือนวงการไฮโซและตลาดหุ้นไทยจนแทบหยุดนิ่ง"ฉาวสนั่น! คลิปเสียงหลุดมัดตัว ซีค วรโชติเมธี ประธาน SK Group สารภาพสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลูกเลี้ยง!" "หุ้น SK ร่วงติดฟลอร์! หลังข่าวลือประธานหนุ่มกินเด็กในปกครอง ชาวเน็ตขุดยับ อดีตลูกเลี้ยงที่หายสาบสูญคือใคร?"เสียงของผู้ประกาศข่าวที่อ่านข้อความในคลิปเสียงซ้ำๆ บาดลึกเข้าไปในใจของลานนา"...ถ้ามันจะพินาศด้วยมือเธอ... ฉันก็ยอม"เสียงของซีคในคลิปนั้นฟังดูเจ็บปวดและยอมจำนน มันชัดเจนจนไม่มีใครสามารถแก้ตัวแทนได้ บรรดาคอมเมนต์ในโลกโซเชียลหลั่งไหลเข้ามาด่าทอเขาอย่างรุนแรง ตราหน้าเขาว่าเป็นเฒ่าหัวงู เป็นคนวิปริตผิดศีลธรรม"สะใจเธอแล้วใช่ไหม" ลานนาพึมพำกับตัวเอง แต่ทำไมก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันถึงได้บีบตัวแน่นจนเจ็บขนาดนี้?เธอกดรีโมทเปลี่ยนช่องหนีแต่ก็หนีไม่พ้น ภาพของซีคที่ถูกรุมล้อมด้วยกองทัพนักข่าวกำลังฉายอยู่บนหน้าจอ