เข้าสู่ระบบ“กรี๊ดดด!!!”
ฟ้าพราวกรีดร้องเสียงดังลั่นบ้านในค่ำวันหนึ่ง ภูริดลที่ทะเลาะกับที่รักอยู่ในห้องติดกันรีบวิ่งเข้ามาดูภรรยาในห้องนอน โดยมีเจ้าแมวอ้วนเดินต้วมเตี้ยมตามมาด้วย
“ฟ้าเป็นอะไร ร้องทำไม” ภูริดลถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกแล้วกวาดตามองไปทั่วห้อง “จิ้งจกตกใส่เหรอ”
“เปล่าค่ะ” คนที่นั่งถือโทรศัพท์มือถือพิงหัวเตียงเงยหน้าจากจอสี่เหลี่ยมเล็กขึ้นมามองหน้าสามี “เจ้หลิวค่ะพี่ดิน” พูดแค่นั้นแล้วก็หยุดไปเฉยๆ
“เจ้หลิวเป็นอะไร” ชายหนุ่มรีบถาม กลัวเกิดเหตุร้ายกับพี่สาว
“เจ้หลิวท้องค่ะพี่ดิน สามเดือนแล้ว เอลล่ากำลังจะมีน้อง” ฟ้าพราวบอกสามีด้วยความตื่นเต้นดีใจแล้วหันหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังวีดีโอคอลกับหรรษาให้สามีดู “เจ้หลิวบอกพี่ดินเองเลยค่ะ”
“เจ้นำไปสองแล้วนะดิน เมื่อไหร่แกจะมีบ้าง”
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละเจ้ ผมไม่รีบ เจ้นำไปก่อนเลย” พูดพลางเดินไปทิ้งตัวลงนอนหนุนตักภรรยาบนเตียง ที่รักกระโดดขึ้นเตียงไปนอนบนตักฟ้าพราวเบียดกับศีรษะของภูริดล เขาผลักสิ่งมีชีวิตตัวกลมๆ ขนฟูๆ ให้ออกไปไกลๆ แต่มันก็เบียดตัวกลับมาอีก จนหรรษาที่มองผ่านกล้องโทรศัพท์อดแซวน้องชายไม่ได้
“เดี๋ยวนี้บ้าถึงขนาดทะเลาะกับแมวแล้วเหรอดิน”
“เจ้ก็ดูมันดิ มันแทบจะขึ้นมานอนบนหัวผมอยู่แล้ว”
หรรษาหัวเราะแล้วคุยกับฟ้าพราวต่อ “มีสามีแบบนี้ก็ปวดหัวหน่อยนะคะคุณหญิง”
“ฟ้าชินแล้วค่ะเจ้หลิว วันไหนคนกับแมวไม่ทะเลาะกัน วันนั้นผิดปกติ” ฟ้าพราวบอกด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ตอนนี้มรสุมในชีวิตของเธอสงบลงแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าม่านไหมจะมาแอบฉกสามีไป ส่วนเรื่องท่านพ่อก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ท่านย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษได้เกือบปีแล้ว ปรับตัวได้ดีเพราะเคยเรียนอยู่ที่นั่นมาก่อน ท่านส่งรูปถ่ายบ้านพักและสภาพความเป็นอยู่มาให้ฟ้าพราวดูอยู่เสมอ ถึงแม้ตัวจะอยู่ไกล แต่ก็ไม่เคยขาดการติดต่อ
“เจ้ดีใจนะคะที่เห็นคุณหญิงมีความสุข” หรรษามองภาพน้องชายตัวโตนอนหนุนตักภรรยาโดยมีเจ้าแมวอ้วนเบียดอยู่ที่ศีรษะแล้วอดยิ้มด้วยความปลื้มใจไม่ได้ “เจ้ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนนิสัยไม่น่ารักอย่างนายดิน จะมีผู้หญิงดีๆ ยอมอยู่ด้วยแบบนี้”
“นิสัยไม่ดี แต่ลีลาผมเด็ดนะเจ้ เรื่องนี้คุณหญิงของเจ้รู้ดี ถึงไปไหนไม่รอดไง”
“พูดอะไรรู้จักอายบ้างสิพี่ดิน” ว่าแล้วก็ตบปากสามีเบาๆ หนึ่งที
“เจ้ไปนอนไป ผมจะได้นอนกับเมียผมบ้าง” เขาแกล้งพูดให้ฟ้าพราวคิดลึก แล้วเธอก็คิดลึกอย่างที่เขาคาดไว้จริงๆ
“แค่นี้ก่อนนะคะเจ้หลิว ฟ้าขอจัดการคนปากไม่ดีก่อน”
“จัดให้หนักเลยนะคะคุณหญิง น้องชายเจ้มันชอบโดนหนักๆ ค่ะ” หรรษาพูดให้ชวนคิดลึกยิ่งกว่าภูริดลแล้วหัวเราะคิกคักชอบใจ
ฟ้าพราวอยากจะบ้าตาย พี่น้องคู่นี้ร้ายกาจพอกัน!
“พูดเรื่องแบบนี้ทีไรทำไมต้องอาย” คนถามยิ้มขำ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภรรยาของเขาก็ยังคงอายอยู่เสมอเวลาที่พูดเรื่องบนเตียงต่อหน้าคนอื่น แต่ยิ่งเห็นเธออาย เขาก็ยิ่งชอบแกล้ง แต่เขาก็แกล้งพูดเล่นกับเฉพาะคนกันเองอย่างหรรษาเท่านั้นแหละ
“ใครจะหน้าด้านเหมือนพี่ดินล่ะ ใช่มั้ยที่รัก” ฟ้าพราวอุ้มเจ้าแมวอ้วนขึ้นมากอด ถ้าอยู่กันสองคนเธอไม่อายที่จะทำตามใจปรารถนา แต่ถ้าเอามาพูดล้อเล่นต่อหน้าคนอื่น เธอรับไม่ได้จริงๆ
‘คนหวงเมีย’ รีบดีดตัวลุกขึ้นแล้วจับตัวเจ้าแมวอ้วนลงไปวางที่พื้นข้างเตียง มันทำท่าจะกระโดดกลับขึ้นมา ภูริดลชี้หน้าข่มขู่ “ถ้าขึ้นมาอีก พรุ่งนี้แกกลายเป็นแมวตุ๋นแน่ไอ้อ้วน”
ที่รักเหมือนจะฟังรู้เรื่อง หรือไม่ก็กลัวรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม มันจึงเดินต้วมเตี้ยมกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ฟ้าพราวขำจริงจังแบบกลั้นไม่อยู่ “เมื่อไหร่พี่ดินจะเลิกทะเลาะกับที่รักสักที ดูสิ ที่รักงอนหนีไปเลย”
“ให้มันไปไกลๆ เลย ผัวเมียจะได้ออกกำลังกายก่อนนอนกัน” พูดพลางจับตัวภรรยาที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ให้นอนลงแล้วพลิกตัวขึ้นทาบทับ ฟ้าพราวพลิกตัวอีกที กลายเป็นภูริดลอยู่ใต้ร่างเธอเสียแล้ว
“อย่าคิดว่าจะทำอะไรฟ้าได้ง่ายๆ นะ” หญิงสาวยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่นัยน์ตาสีเข้มของสามี
“เดี๋ยวนี้ร้าย”
“แน่นอน คนเราต้องรู้จักปรับตัวสิคะ”
“ขอสักรอบก่อนนอนไม่ได้เหรอ” ภูริดลส่งสายตาวิงวอน ในขณะเดียวกันมือทั้งสองข้างก็ยกขึ้นนวดเฟ้นบั้นท้ายนุ่มเด้งของภรรยา
“ไม่ได้ค่ะ” ฟ้าพราวยิ้มหวาน
“ใจร้ายเกินไปแล้วนะ แค่รอบเดียวก็ไม่ได้เหรอ”
“วันนี้มีประจำเดือนค่ะ หยุดพักสักสามสี่วันนะคะคุณสามีจอมหื่น” ฟ้าพราวเลื่อนตัวขึ้นไปจุ๊บที่ริมฝีปากของสามีอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งแล้วพลิกตัวลงมานอนบนที่นอน ภูริดลขยับตัวตามมากอดไว้หลวมๆ มันกลายเป็นความเคยชินไปแล้วที่เขาจะต้องนอนกอดภรรยาเนื้อนุ่มคนนี้ถึงจะนอนหลับ ฟ้าพราวเองก็เช่นกัน เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยทุกครั้งที่ได้อยู่ในวงแขนของเขา แต่ก็ไม่รู้ว่า วงแขนนี้จะโอบกอดเธอไปอีกนานแค่ไหน มีคนกล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่คลื่นลมสงบ ให้พึงระวังว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา ฟ้าพราวได้แต่ภาวนา ขออย่าให้ต้องเจอกับมรสุมชีวิตอีกเลย
หลายวันต่อมา ฟ้าพราวเอาที่รักมาฝากไว้ที่บ้านของน้ำมณีก่อนที่จะเดินทางไปบ้านยายที่จังหวัดขอนแก่นกับภูริดล ยายโทร. มาชวนหลายครั้งแล้วว่าให้พา ‘หลานเขย’ ไปให้เห็นหน้าค่าตาบ้าง แต่ที่เธอยังไม่ยอมพาไปสักทีก็เพราะกลัวจะไปทะเลาะกันให้ยายเห็น ทว่าตอนนี้ ความสัมพันธ์ของเธอกับภูริดลเรียกได้ว่า ‘เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน’ อย่างแท้จริง อีกทั้งตอนนี้ สามีจอมเถื่อนของเธอก็ลดความหยาบกระด้างลงมากแล้ว จึงคิดว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่จะพาเขาไปกราบคุณยาย
“ฟ้ารบกวนฝากที่รักไว้กับคุณแม่สักสามสี่วันนะคะ” ลูกสะใภ้บอกแม่สามีด้วยความเกรงใจ เพราะการดูแลแมวที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่เรื่องง่าย และที่รักเองก็ไม่ได้เข้ากับคนง่ายๆ ด้วย แต่จะพาไปขอนแก่นด้วยก็ยุ่งยากเกินไป
“ไม่ต้องห่วงจ้ะ แม่จะดูแลที่รักให้อย่างดี”
“คุณแม่อย่าเอาอาหารให้มันกินเยอะนะครับ ไขมันจะจุกอกตายอยู่แล้ว” ภูริดลกำชับจริงจัง
น้ำมณีหัวเราะเบาๆ “ห่วงแมวก็เป็นด้วยลูกชายฉัน”
“ผมกลัวว่าถ้ามันตาย เจ้าของมันจะร้องไห้ขี้มูกโป่งน่ะสิครับ”
“อ๋อ...ที่แท้ก็ห่วงเมีย” น้ำมณีต้อนลูกชายเข้ามุม ยิ่งเห็นเขาพยายามปั้นหน้ามึนตึงกลบเกลื่อนความรู้สึกแล้วเดินหนีออกไปก็ยิ่งชอบใจ “คนปากแข็งเผ่นแน่บไปโน่นแล้ว หนูฟ้ารีบตามไปเถอะจ้ะ”
“ค่ะคุณแม่” รับคำแม่สามีแล้วลูบหัวแมวอ้วนสุดที่รัก “หญิงไปนะที่รัก อย่าดื้ออย่าซนนะ”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







