LOGINสองเดือนต่อมา ฟ้าพราวเห็นข่าวการก่อเหตุยิงกันตายในบ่อนใหญ่ระรับดับวีไอพีกลางกรุงเทพฯ ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนในสังคมมาก เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า ผู้มีอิทธิพลที่ให้การคุ้มครองบ่อนแห่งนี้คือท่านสันติและนายตำรวจที่ดูแลพื้นที่ในเขตนครบาลทั้งหมด
จากการรายงานข่าว ทราบว่านักพนันที่มาเสี่ยงโชคในบ่อนนี้ล้วนเป็นนักธุรกิจใหญ่และคนมีชื่อเสียงในสังคมทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นมีหม่อมเจ้า ตัวอักษรย่อ ด. เด็ก รวมอยู่ด้วย ฟ้าพราวแทบไม่ต้องเดาเลยว่า ‘หม่อมเจ้า’ ที่ถูกกล่าวถึงเป็นใคร เธอรีบโทร. หาท่านพ่อ ทว่าท่านไม่ยอมรับสาย จึงโทร. ไปถามสาวใช้คนสนิทแทน
“ท่านพ่อเป็นยังไงบ้างป้อม” ปลายสายอ้ำอึ้งอึกอัก เหมือนไม่กล้าบอกความจริง ฟ้าพราวจึงต้องทำเสียงดุเพื่อข่มขู่ “ที่วังมีเรื่องอะไร บอกมาเดี๋ยวนะ”
“คือว่า...เมื่อเดือนก่อนท่านชายดนัยกับหม่อมมาลินีทะเลาะกันหนักมากค่ะ หม่อมขอหย่าเพราะไม่อยากรับผิดชอบหนี้สินร่วมกับท่านชายดนัย”
“ท่านพ่อยอมเหรอ” ฟ้าพราวไม่คิดว่าหม่อมเจ้าดนัยเทพจะยอมง่ายๆ เพราะท่านทั้งรัก ทั้งหลงหม่อมมาลินี เนื่องจากเคยคบกันตอนที่เรียนอยู่อังกฤษ แต่หม่อมมาลินีหนีไปแต่งงานกับคนอื่น จากนั้นท่านพ่อของเธอก็แต่งงานกับหม่อมแม่ของเธอ อยู่ด้วยกันได้แค่สิบปี หม่อมแม่ก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ หลังจากนั้นท่านพ่อของเธอก็ได้พบกับหม่อมมาลินีอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นหม่อมมาลินีเพิ่งเลิกกับสามี ทั้งคู่จึงได้กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง จนกระทั่งแต่งงานกันในที่สุด
“ตอนแรกก็ไม่ยอมหรอกค่ะ ถึงได้ทะเลาะกันวังเกือบแตก” ป้อมเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อคิดทบทวนเหตุการณ์ แล้วเล่าต่อ “หม่อมมาลินีน่าจะใช้วิธีข่มขู่นะคะ เพราะมีวันนึง หม่อมพาผู้ชายสองคนมาที่วัง เข้าไปหาท่านชายในห้องหนังสือ สักพักหม่อมก็พาท่านชายออกไปข้างนอก มีผู้ชายสองคนที่มากับหม่อมเดินตามหลังเหมือนคอยคุมอยู่ วันรุ่งขึ้น หม่อมกับคุณริต้าก็ย้ายออกจากวัง”
“แล้วตอนนี้ท่านพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ท่านชายไม่ได้กลับวังหลายวันแล้วค่ะ ตั้งแต่มีข่าวยิงกันที่บ่อน คุณหญิงทราบข่าวนี้แล้วใช่มั้ยคะ”
“ฮื่อ...รู้แล้ว” ฟ้าพราวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
“อ้อ...คุณหญิงคะ” ป้อมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้ “เมื่อวานมีทนายมาที่วัง เขาบอกว่าเป็นตัวแทนของคนที่ซื้อวังจากท่านชาย”
“ท่านพ่อขายวังเหรอ” หญิงสาวประหลาดใจ เพราะหม่อมเจ้าดนัยเทพยืนกรานมาตลอดว่า ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมขายวังเด็ดขาด
“ป้อมคิดว่าใช่นะคะ เพราะคุณทนายบอกมาแบบนี้”
“เขาบอกอะไรอีก เล่ามาให้หมด”
“คุณทนายบอกว่า ให้คนงานทุกคนในวังทำงานกันตามปกติ เจ้าของใหม่จะจ่ายเงินเดือนให้เท่าเดิม”
“แปลก”
“ป้อมก็ว่าแปลกค่ะ เลยถามคุณทนาย เขาก็บอกว่า เจ้าของใหม่กลัววังไม่มีคนอยู่แล้วจะทรุดโทรม ก็เลยให้คนงานอยู่ดูแลวังให้ไปก่อน”
“เรื่องนี้ก็แปลก ซื้อแล้วไม่ยอมมาอยู่”
“เขาบอกว่า จะมีคนมาอยู่ค่ะ แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้”
“ขอบใจนะป้อม ถ้าท่านพ่อแวะมาที่วัง หรือได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับท่านพ่อ โทร. มาบอกฉันด้วยนะ”
“ค่ะคุณหญิง”
ฟ้าพราวคิดไม่ออกเลยว่าตอนนี้ท่านพ่อของเธอจะไปอยู่ที่ไหน เธอไม่ห่วงว่าท่านจะตกระกำลำบากเพราะคงได้เงินจากการขายวังพร้อมที่ดินไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ที่เธอเป็นห่วงก็คือ เรื่องความปลอดภัยของท่านมากกว่า
“พอไม่มีลูกสาวให้ขาย สุดท้ายก็ต้องจำใจขายวังที่หวงนักหวงหนา คงกลัวถูกเจ้าหนี้อุ้มไปโยนบ่อจระเข้ละสิ” ภูริดลแค่นยิ้มเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากฟ้าพราว
“นั่นท่านพ่อของฟ้านะ ถ้าจะด่าก็ด่าในใจ อย่าด่าให้ฟ้าได้ยิน ไม่มีลูกคนไหนทนฟังคนอื่นด่าพ่อตัวเองได้หรอก” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า
“เดี๋ยวนะ ‘คนอื่น’ เหรอ กล้าพูดว่าผัวเป็นคนอื่นเหรอ” สามีแกล้งทำหน้าดุ
“ฟ้าเครียดอยู่นะ อย่ามาหาเรื่อง”
“เครียดอะไร”
“ไม่รู้ตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ไหน ปลอดภัยดีหรือเปล่า”
“โทร. หาท่านหรือยัง”
“โทร. แล้วค่ะ แต่ท่านไม่รับสาย”
“โทร. กี่ครั้ง”
“ครั้งเดียวค่ะ”
“โทร. อีกสิ”
ฟ้าพราวกดโทรศัพท์หาท่านพ่อตามคำแนะนำของสามีหลายสาย ทว่าท่านก็ยังไม่ยอมรับสาย “ท่านพ่อไม่รับสายค่ะ”
“ลองโทร. อีกครั้งนึง ถ้าคราวนี้ไม่รับก็ไม่ต้องโทร. แล้ว”
หญิงสาวทำตามคำแนะนำของสามีอีกครั้ง ระหว่างที่รอสายก็ลุ้นหนักมากว่าท่านพ่อจะยอมรับโทรศัพท์หรือไม่ ในวินาทีที่ฟ้าพราวตัดใจจะกดตัดสัญญาณ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“โทร. มาทำไม” ปลายสายถามเสียงเย็นชา
“ตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ไหนเพคะ แล้วปลอดภัยดีหรือเปล่า”
“ปลอดภัยดี ตอนนี้อยู่ฮ่องกง เดือนหน้าจะย้ายไปอยู่อังกฤษ” หม่อมเจ้าดนัยเทพบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่อยากคุยด้วย แต่ความจริงคือ ท่านละอายใจกับสิ่งที่เคยทำกับบุตรสาวเอาไว้
“ทำไมต้องย้ายไปอยู่ไกลขนาดนั้นเพคะ ท่านพ่อจะอยู่ได้ยังไงคนเดียว” ฟ้าพราวใจหายและอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าท่านจะไปใช้ชีวิตในต่างแดนตามลำพังได้อย่างไร
“พ่อมีเพื่อนสมัยเรียนอยู่ที่นั่นหลายคน หญิงฟ้าไม่ต้องห่วง ตอนนี้พ่อไม่เหลือเกียรติ ไม่เหลือศักดิ์ศรี ไม่เหลืออะไรเลย พ่อทนอยู่สู้หน้าคนที่เมืองไทยไม่ได้”
“ถ้าท่านพ่อไม่อยู่ หญิงก็ไม่เหลือใครแล้วนะเพคะ” ฟ้าพราวน้ำตาคลอ ถึงแม้หม่อมเจ้าดนัยเทพจะเคยประกาศตัดพ่อตัดลูกกับเธอมาแล้ว แต่เธอไม่เคยคิดที่จะตัดขาดจากท่านเลย
“หญิงฟ้ามีดิน เขารักหญิงมาก เขาจะเป็นสามีที่ดีของหญิง การที่ให้หญิงแต่งงานกับดิน คงเป็นเรื่องเดียวในชีวิตพ่อที่ไม่ได้ทำผิดต่อลูก”
ฟ้าพราวสบตากับภูริดลที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาไม่แน่ใจ ผู้ชายที่มีเดิมพันอันคลุมเครือเกี่ยวกับตัวเธอ และสถานะสามีภรรยาที่อาจจะคงอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่จะเป็นสามีที่ดีของเธอ
“มีอะไรเกี่ยวกับพี่หรือเปล่า”
เสียงของลูกเขยชาวไร่ที่ดังแทรกเข้าไปในโทรศัพท์ ทำให้หม่อมเจ้าดนัยเทพขอวางสาย
“ไม่มีค่ะ” ฟ้าพราวตอบแล้วทำท่าจะลุกหนี จึงถูกภูริดลดึงตัวให้ขึ้นมานั่งบนตัก
“แล้วที่มองหน้าพี่ด้วยสายตาแบบเมื่อกี้นี้ หมายความว่ายังไง” กระซิบถามเสียงแผ่วที่ข้างหู ในขณะเดียวกันมือก็เริ่มซุกซน สอดเข้าไปใต้ชายเสื้อ ลูบไล้ผิวเนื้อเปลือยเปล่า ก่อให้เกิดความร้อนผ่าวแล่นวูบวาบไปทั่วทั้งเนื้อตัวของหญิงสาว ตะขอบราเซียร์ถูกปลดออกแล้วยอดดอกสีกุหลาบก็ถูกบดคลึงด้วยปลายนิ้วหยาบกระด้าง
การปลุกเร้าอย่างอ่อนโยนแสนหวานทำให้ฟ้าพราวเคลิบเคลิ้มคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย เธอขยับตัวนั่งคร่อมบนหน้าตักของสามีโดยหันหน้าเข้าหากัน สองแขนเรียวเล็กคล้องคอเขาไว้หลวมๆ “พี่ดินคือคนที่ซื้อวังของท่านพ่อหรือเปล่าคะ” เมื่อใจสงสัย ปากก็ถามอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัย
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นพี่” ถามพลางแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นแบบพอดีตัวของภรรยาออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้าใจเย็น
“แค่เดา” ในเมื่อเรื่องการเดิมพันเธอยังประติดประต่อเรื่องราวเองได้ แล้วทำไมเรื่องนี้เธอถึงจะเดาไม่ออก
“เดาผิดแล้ว” เสื้อเชิ้ตสีฟ้าพาสเทลถูกถอดออกจากร่างบอบบาง ตามด้วยบราเซียร์ลายลูกไม้ “พี่ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น หรือต่อให้มี ก็ไม่เอาไปทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก” พูดจบก็ครอบปากลงบนเต้าทรวงเต่งตึงที่โปรดปราน
ฟ้าพราส่งเสียงครางแผ่วหวิวเมื่อปลายยอดถูกดูดดึงสลับกันทั้งสองข้าง ความเสียวซ่านแล่นเป็นริ้วจากเบื้องบนลงสู่กึ่งกลางกาย หญิงสาวบดสะโพกบรรเทาความวาบหวิว ทว่ายิ่งบดเบียด ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นเร้าบางสิ่งที่หลับไหลอยู่ภายใต้ผ้าเนื้อหนาของกางเกงยีนสีเข้มให้เหยียดขยาย มือเล็กเลื่อนลงไปปลดหัวเข็มขัด รูดซิบกางเกงลง ปลดปล่อยความเป็นชายแกร่งชันให้เป็นอิสระ
“มือไว” ภูริดลหัวเราะเบาๆ ในลำแล้วดึงกระโปรงยีนสั้นทรงเอให้ขึ้นมากองอยู่ที่เนินสะโพกของหญิงสาว ปลายนิ้วลูบไล้เนินเนื้อเปียกชื้นผ่านผ้าเนื้อบางของกางเกงชั้นใน แล้วเกี่ยวขอบออกไปทางด้านข้าง จากนั้นฟ้าพราวก็ยกสะโพกขึ้นแล้วกดทับลงบนตัวตนอันแข็งขึงและร้อนผ่าวอย่างรู้งาน หลายเดือนที่อยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา ไม่มีอะไรต้องอายอีกต่อไป หลายครั้งที่เธอเป็นฝ่ายสะกิดเขาก่อนด้วยซ้ำ
“พี่ดินไม่ได้ซื้อวังท่านพ่อจริงเหรอคะ” หญิงสาวถามย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ความหวามไหวจากการที่มีเขาสอดลึกและเต็มแน่นอยู่ภายในกายกำลังเล่นงานเธออย่างหนัก
“พี่จะตอบเป็นครั้งสุดท้ายนะว่า พี่ไม่ได้ซื้อ ไม่ต้องมาถามเซ้าซี้อีก” ตอบพลางจับสะโพกคนข้างบนให้ขยับขึ้นลงเชื่องช้า เมื่อภรรยาเริ่มจับจังหวะเองได้ เขาจึงทิ้งหลังลงกับพนักโซฟา หลับตาลง ส่งเสียงครางต่ำลึกในลำคอด้วยความสุขซ่านตามจังหวะการขึ้นและลงที่ต่อเนื่องพลิ้วไหวซึ่งให้ความรู้สึกทั้งอ่อนหวานและเร่าร้อนในคราวเดียวกัน ท่วงทำนองแห่งรักดำเนินไปเนิ่นนาน จนกระทั้งถึงฝั่งฝันพร้อมกันทั้งคู่
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







![ความลับประธานหม้าย [20+ Soft BDSM]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)