LOGINประมาณสี่สิบห้านาทีผ่านไป เมนูเด็ด เมนูดังของร้านตำครกแตกก็ถูกนำมาวางเรียงเต็มโต๊ะ วรกัญญาใช้ส้อมเขี่ยจานนู้นจานนี้เพื่อหาข้อผิดพลาดอย่างที่ฟ้าพราวคาดไว้แต่ก็หาข้อบกพร่องมาหาเรื่องไม่ได้ ครั้นจะตำหนิเรื่องรสชาติก็อร่อยสมคำร่ำลือ ชนิดที่ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์บินตรงจากกรุงเทพเพื่อมากินถึงขอนแก่นโดยเฉพาะ
“อาหารสะอาด รสชาติถูกปากใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถามด้วยรอยยิ้มของผู้กำชัยชนะในยกแรก
วรกัญญาหน้าตึงจนกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกที่ไม่สามารถเล่นงานฟ้าพราวได้
“เชิญทานให้อร่อยนะคะ” ฟ้าพราวบอกแล้วหมุนตัวเดินออกไปอย่างไม่แยแส
ปรมัตถ์ตักน้ำต้มแซ่บกระดูกอ่อนขึ้นมาซดแล้วแกล้งทำหกรดเสื้อ “โอ้ย...เลอะหมดเลย”
“กินยังไงให้เลอะเทะ” สาวไฮโซหมื่นล้านบ่นสามีแล้วตั้งหน้าตั้งตาถ่ายเซลฟี่ตัวเองคู่กับจานอาหารหลากหลายเมนู
“ผมขอตัวไปล้างเสื้อหน่อยนะ” พูดแล้วก็รีบเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำอนุญาต เขารีบเดินตามฟ้าพราวไปทางหลังร้าน
ภูริดลที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ที่มุมเดิมเดินตามไปห่างๆ
“เดี๋ยวก่อนหญิงฟ้า” ปรมัตถ์ปราดเข้ามาคว้าต้นแขนของฟ้า-พราวไว้
“ปล่อยค่ะ” ฟ้าพราวสะบัดแขนออกทันที มองซ้าย มองขวา ไม่มีใครอยู่แถวนี้สักคน โดยเฉพาะบริเวณนี้เป็นมุมลับตา กลัวคนมาเห็นแล้วจะเข้าผิด จึงรีบเดินหนี
ปรมัตถ์ขยับตัวมาขวางหน้า “คุยกันก่อนสิ”
“ฉันคิดว่าระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วนะ”
“เดี๋ยวนี้แทนตัวเองกับพี่แบบห่างเหินขนาดนี้เลยเหรอ”
“ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาค่ะ”
“ก็คงเหมือนหญิงฟ้าสินะ ที่เมื่อก่อนเป็นดอกฟ้า แต่ตอนนี้ร่วงลงมาเปื้อนดินซะแล้ว” ปรมัตถ์ส่ายหน้าอย่างเวทนา
ฟ้าพราวเพียงแค่ยิ้มรับความจริง ในขณะที่ภูริดลซึ่งแอบดูอยู่โกรธมากจนอยากจะพุ่งตัวออกไปซัดปากคนปากดีที่กล้ามาดูถูกภรรยาของเขาสักหมัดสองหมัด แต่ก็ยั้งใจไว้ก่อน
“มีอะไรจะพูดก็พูดมาค่ะ ฟ้าต้องรีบไปทำงาน”
“สามีชาวไร่ไปไหน หรือว่าโดนมันทิ้งแล้วถึงต้องมาทำงานแบบนี้”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ” ฟ้าพราวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จากที่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่ปาล์ม’ ก็เปลี่ยนเป็น ‘คุณ’
“พี่จะไม่อ้อมค้อมนะ”
“ดีค่ะ จะได้ไม่ต้องคุยกันนาน” ฟ้าพราวทำท่ารังเกียจ
“พี่ไม่อยากเห็นหญิงฟ้าลำบาก ไปอยู่กับพี่นะ พี่ให้เดือนละสองแสน พี่จะซื้อคอนโดให้อยู่ แล้วจะไปหาทุกคืนวันพุธ ส่วนวันอาทิตย์พี่ให้เวลาหญิงฟ้าได้ทั้งวัน”
“แอบเอาเงินภรรยามาเลี้ยงผู้หญิงอื่น ไม่กลัวอายุสั้นเหรอคะ” ฟ้าพราวแค่นยิ้มเหยียดหยัน และนึกตำหนิตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยหลงผิดไปรักผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชาติกระกูลดี ฐานะดี การศึกษาดี แต่การกระทำและความคิดต่ำตม
“ใครจะโง่ให้รู้”
“ไม่ทันแล้วมั้งคะ ภรรยาคุณมาโน่นแล้ว” ฟ้าพราวพูดพลางมองข้ามปรมัตถ์ไปยังวรกัญญาที่กำลังสับเท้าซึ่งสวมส้นสูงสามนิ้วครึ่งเข้ามาด้วยสีหน้าพร้อมอาละวาด แต่แทนที่วรกัญญาจะด่าสามี เธอกลับปราดเข้ามาเงื้อมือจะตบฟ้าพราว
“อ่อยผัวฉันเหรอ นังคุณหญิงหน้าด้าน”
ภูริดลทนไม่ไหว ต้องออกไปช่วยฟ้าพราวแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้ขยับเท้า เขาก็เห็นฟ้าพราวยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับข้อมือของวรกัญญาที่กำลังจะฟาดลงที่ซีกแก้มบิดออก แล้วใช้อีกมือตบหน้าวรกัญญาอย่างแรง เสียงฝ่ามือที่กระทบใบหน้าที่พอกเครื่องสำอางไว้หนาเตอะดังเต็มสองหูของปรมัตถ์และภูริดล หนุ่มชาวไร่หัวเราะในลำคอแล้วกอดอกยืนมองสถานการณ์อย่างเบาใจ
เกมนี้ภรรยาของเขาเอาอยู่!
“ผู้ชายชั้นต่ำอย่างผัวคุณ ฉันไม่เอามาทำพันธุ์หรอก รีบพาเขากลับไปเลย ก่อนที่ฉันจะเรียกพนักงานมาจับเขาโยนออกไป” ฟ้าพราวบอกเสียงแข็งอย่างเอาเรื่อง “แล้วอย่าลืมจ่ายค่าอาหารด้วยนะ ถ้าชักดาบฉันจะประจานลงโซเชียลให้อับอายขายขี้หน้าทั้งตระกูลเลย”
“ค่าอาหารแค่ไม่กี่บาท ฉันมีปัญญาจ่าย!” วรกัญญาแว้ดใส่ฟ้าพราวแล้วลากปรมัตถ์ออกไปพร้อมกับด่าตลอดทาง ส่วนคนเป็นสามีก็หงอจนหัวหด ยอมให้ภรรยาหมื่นล้านตบตีเป็นพัลวัน
ภูริดลก้าวออกมาจากมุมแล้วปรบมือชื่นชมภรรยา “เมียใคร ทำไมเก่งขนาดนี้”
“พี่ดินอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่แรก” สามีไหวไหล่สบายๆ
“แล้วทำไมไม่ออกมาช่วยกันบ้าง ปล่อยให้ฟ้าโดนรุมอยู่ได้”
“พี่ไม่ต้องช่วย ฟ้าก็จัดการได้นี่ จัดการได้ดีซะด้วย” ภูริดลเดินเข้าไปจุ๊บหน้าผากภรรยา “เก่งมาก พอจะรู้ว่ามีเมียดุ แต่ไม่คิดว่าจะดุขนาดนี้”
“ฟ้ารบกับหม่อมมาลินีกับริต้ามาตั้งแต่เด็ก ก็ต้องมีฝีมือติดตัวมาบ้างละน่า”
“เห็นฟ้าแกร่งขนาดนี้ พี่ก็เบาใจ เพราะพี่คงไม่ได้อยู่ปกป้องฟ้าได้ตลอดเวลา”
“ฟ้าก็ไม่ได้คิดจะพึ่งพี่ดินตลอดเวลา ฟ้าต้องยืนให้ได้ด้วยขาของตัวเอง เพราะถ้าวันไหนที่พี่ดินล้ม ฟ้าจะได้ช่วยพยุงได้”
“พูดซะซึ้งเลย คืนนี้ต้องจัดรางวัลชุดใหญ่ให้ซะแล้ว”
“ไม่เอา”
“รู้เหรอว่าจะให้อะไร”
“อยู่ด้วยกันมาเป็นปี คิดว่าฟ้าจะไม่รู้ใจสามีเหรอคะ” ฟ้าพราวยิ้มหวานออดอ้อน “คืนนี้ฟ้าไม่อยากได้รางวัล แต่อยากให้พี่ดินช่วยนวดขาให้หน่อย เดินเสิร์ฟเกือบทั้งวัน ปวดขาไปหมดแล้ว”
“พี่จะนวดให้ทั้งตัวเลย เอาให้ตัวเบาจนลอยได้เลยละ” ภูริดลยิ้มนัยน์ตาพราว
ฟ้าพราวเขินหน้าแดง บิดกล้ามเนื้อหน้าท้องของสามีไปหนึ่งทีแล้วรีบเดินหนี
ผู้ชายอะไร ความคิดวนเวียนอยู่แค่รอบเตียง
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







