เข้าสู่ระบบนานมากแล้วที่ฟ้าพราวไม่ได้เข้ากรุงเทพ ปกติเห็นแต่ต้นไม้กับใบชา วันนี้ได้กลับมาอยู่ในป่าคอนกรีตที่มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกสูงอีกครั้งทำให้รู้สึกอึดอัด ทั้งที่เกิดและเติบโตที่กรุงเทพแท้ๆ
“อยากกลับมาอยู่ที่กรุงเทพอีกมั้ย” ภูริดลที่กำลังหาที่จอดรถอยู่ในลานจอดรถของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งถามภรรยา
“ให้กลับมาอยู่ก็อยู่ได้ค่ะ แต่ฟ้าชอบไร่เราที่เชียงรายมากกว่า หายใจสะดวกดี” ฟ้าพราวตอบแล้วลงจากรถหลังจากสามีถอยรถเข้าช่องจอดเรียบร้อย
ภูริดลเดินไปเปิดท้ายรถ หยิบตะกร้าของใช้เด็กอ่อนใบใหญ่สองใบที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนสารพัดอย่าง “ขนซื้อมาทำไมเยอะแยะ เจ้หลิวรวยจะตาย ให้ซื้อเองก็ได้”
“ฟ้าอยากให้หลานนี่ มาๆ ฟ้าช่วยถือ”
“ไม่ต้อง ไปกดลิฟต์ไป”
หญิงสาวรีบวิ่งไปกดลิฟต์รอสามีด้วยอาการตื่นเต้นมากจนเก็บอาการไม่อยู่ หลังจากหรรษาโทร. ไปบอกว่าได้กำหนดผ่าคลอดแล้ว เธอก็รีบจัดเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้วลากภูริดลมาเยี่ยมหลานที่กรุงเทพทันที
สองสามีภรรยาที่มาจากบ้านไร่เปิดประตูห้องพักฟื้นเข้าไปตอนที่หรรษาให้นมเจ้าตัวจิ๋วเสร็จพอดี ฟ้าพราวตื่นเต้นรีบเข้าไปหาหลาน ยื่นมือไปจะจับแก้มแล้วก็ชักมือออก
“จับได้ค่ะคุณหญิง”
ฟ้าพราวมองมือตัวเอง กลัวไม่สะอาด “ฟ้าไปล้างมือก่อนดีกว่า พี่ดินก็ต้องล้างมือก่อนจับหลานนะคะ”
“มีแอลกอฮอล์เจลค่ะน้าฟ้า” เอลล่าหยิบขวดใสที่บรรจุของเหลวสีฟ้าส่งให้
“ขอบคุณค่ะ” ฟ้าพราวแบมือรับเจลทำความสะอาดที่หลานสาวบีบให้ จากนั้นคนสวยก็เดินไปบีบเจลใส่มือให้น้าดินของเธอบ้าง
“ขอบคุณค่ะพี่เอลล่า คนสวยของน้าดิน” ภูริดลอ่อนโยนเสมอเวลาคุยกับหลาน “มีน้องแล้ว ดีใจมั้ยคะ”
“ดีใจที่สุดในโลกเลยค่ะ เอลล่าจะได้มีเพื่อนเล่น”
หรรษามองน้องชายแล้วอมยิ้ม อยากเห็นวันที่เขามีลูกเป็นของตัวเอง เขาจะต้องเป็นพ่อที่น่ารักมากแน่นอน
“แล้วพี่กรล่ะเจ้” ภูริดลถามหาพี่เขย “อย่าบอกนะว่าทำงานอีก”
“ลองทิ้งเมียที่เพิ่งผ่าคลอดไปทำงานสิ มีเรื่องแน่” หรรษาพูดเล่นด้วยรอยยิ้ม “คุณกรมาเฝ้าพี่ทั้งคืนแหละ เพิ่งออกไปรับคุณยายมาหาหลานเมื่อกี้นี้”
“เจ้หลิวคะ ฟ้าซื้อของมาให้แอลลี่ มีเสื้อผ้า ของเล่น ของใช้หลายอย่างเลยค่ะ” บอกพลางชี้ไปที่ตะกร้าใบใหญ่สองใบที่ภูริดลวางไว้บนโต๊ะกินข้าวมุมห้อง
“ผมบอกว่าไม่ต้องขนซื้อมาเยอะ เจ้หลิวรวยแล้ว ซื้อเองได้ก็ไม่ฟัง เห็นอะไรก็กรี๊ดกร๊าดน่ารักอยากซื้อไปหมด”
“ไม่ต้องมาคิดแทนเจ้” หรรษาว่าน้องชาย “ถึงเจ้จะรวย แต่ของฟรีเจ้ก็ชอบนะ”
ฟ้าพราวไม่สนใจสองพี่น้องที่ตั้งที่จะเถียงกัน เธอก้มมองหน้าเจ้าตัวจิ๋วในห่อผ้าสีอ่อนแล้วยิ้มไม่หุบ “เด็กตัวแดงๆ เป็นแบบนี้นี่เอง เขาว่าถ้าเด็กตัวแดงแสดงว่าขาวมากใช่มั้ยคะเจ้หลิว”
“ใช่ค่ะคุณหญิง ตอนเอลล่าเกิดก็ตัวแดงแบบนี้ ดูตอนนี้สิคะ ขาวจั๊วะเลย ขาวจนน่ากลัวอย่างกับผีจูออน” พูดแล้วก็หัวเราะเมื่อลูกสาวที่ถูกกลาวถึงทำหน้ามุ่ยใส่คุณแม่ที่ชอบแกล้งเรียกเธอว่าจูออนเป็นประจำ
“เมื่อไหร่คุณหญิงจะมีลูกบ้างคะ แต่งงานกันเกือบสามปีแล้ว น่าจะมีลูกกันได้แล้วนะ” หรรษาถามน้องสะใภ้
ฟ้าพราวมองหน้าภูริดลนิดหนึ่งก่อนตอบ “ฟ้าแล้วแต่พี่ดินค่ะ พี่ดินพร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
“แกติดอะไรดิน ทำไมไม่ยอมมีลูกสักที”
ภูริดลทำหน้าลำบากใจที่จะพูด ฟ้าพราวเลยทำทีเป็นชวนเอลล่าลงไปซื้อขนม เพื่อให้พี่น้องได้คุยกัน เผื่อว่าหรรษาจะช่วยปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจของภูริดลได้
“คุณหญิงไม่อยู่แล้ว มีอะไรก็พูดกับเจ้มาตรงๆ แกติดปัญหาอะไร” พูดแล้วฉุกคิด “หรือแกเป็นหมัน แต่ไม่กล้าบอกคุณหญิง เลยอ้างว่าไม่อยากมีลูก”
“อย่ามาสบประมาทกันซึ่งหน้าอย่างนี้นะเจ้ น้ำยาผมเข้มข้นทุกหยด”
“งั้นก็บอกเหตุผลที่แท้จริงมา อย่าลีลา เจ้รำคาญ”
“อย่าดุมาก เดี๋ยวแผลฉีก”
“ฉีกก็ให้หมอเย็บให้ใหม่ ไม่ต้องห่วงเจ้ เจ้ห่วงแกมากกว่า มีอะไรก็พูดมา เร็ว!” หรรษาเริ่มของขึ้น น้องชายจึงยอมอ่อนข้อ
“มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะเป็นพ่อ ผมไม่รู้จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนเต็มคนได้มั้ย ในเมื่อผมก็มาจากครอบครัวที่ขาดๆ เกินๆ แล้วญาติพี่น้องตัวเองก็ยังดูถูกเหยียดหยามผมว่าเป็นคนชั้นต่ำ ผมไม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วต้องโดนเหมือนที่ผมโดน”
“ทำไมแกไม่ลองมองอีกมุม แกบอกว่าตัวเองมาจากครอบครัวที่ขาดๆ เกินๆ เพราะฉะนั้นแกจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าลูกต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร ส่วนเรื่องคำดูถูกที่แกเคยโดนมาตอนเด็ก ถ้าลืมได้ก็ลืมไปเถอะ จะเก็บมันไว้ทำร้ายตัวเองทำไม ไม่สำคัญว่าใครจะมองแกยังไง แต่มันสำคัญที่แกรู้สึกยังไงตัวเองมากกว่า ถ้าแกเป็นตัวของตัวเองแบบทุกวันนี้แล้วแกมีความสุข คุณหญิงมีความสุข อานทีกับอามณีมีความสุขมันก็จบ ทำไมต้องแคร์ขี้ปากชาวบ้าน”
“แต่คุณพ่อไม่แฮปปี้ที่ผมเป็นแบบนี้น่ะสิเจ้ ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ไม่ถูกใจเขาสักอย่าง”
“ในฐานะที่เจ้มีลูกเหมือนกัน เจ้คิดว่า อานทีไม่สบายใจที่เห็นแกเก็บความทุกข์ไว้กับตัวมากกว่า เขาถึงพยายามผลักดันให้แกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับแก เพื่อที่แกจะได้ไม่โดนคนอื่นดูถูกให้เจ็บช้ำอีก สรุปง่ายๆ ก็คือ อานทีอยากเห็นแกมีความสุข แกต้องโชว์ให้เขาเห็นว่า แกมีความสุขกับสิ่งที่แกเลือกทำด้วยตัวเองมากกว่าสิ่งที่เขาสั่งให้แกทำ ถ้าแกทำให้เขาเห็นได้ เขาก็จะสบายใจแล้วเลิกสั่งให้แกทำนู่นทำนี่เหมือนที่ผ่านมา สรุปให้อีกครั้ง แค่แกมีความสุขกับชีวิต อานทีก็จะหมดห่วง”
“เจ้” ภูริดลเรียกพี่สาวเสียงขรึมหน้าตาจริงจัง
“อะไร” หรรษาหรี่ตามอง พร้อมเหวี่ยงถ้าน้องชายพูดไม่เข้าหู
“น่าจะพูดแบบนี้ตั้งนานแล้ว”
“แล้วแกเคยนั่งฟังเจ้พูดดีๆ แบบนี้มั้ย พอพูดอะไรกระทบใจเข้าหน่อยก็หนีเข้าป่า มันน่านักนะแกน่ะ” หรรษาอยากจะคว้ารีโมททีวีมาปาหัวน้องชายเอาเลือดดื้อออกให้เข็ด
ถึงแม้ภูริดลจะเปิดใจยอมรับฟังคำแนะนำจากหรรษามากขึ้น แต่คนเป็นพี่สาวก็รู้ดีว่าการพูดแค่นี้ยังไม่สามารถทำให้ม่านหมอกอันดำมืดในใจของน้องชายหายไปได้ในทันทีหรอก แต่มันจะค่อยๆ จางลงและสลายหายไปในสักวันหนึ่ง แต่จะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวของภูริดลเอง ว่ารักตัวเองมากแค่ไหน หรือไม่บางที ถ้าเขารักใครสักคนมากพอ พลังแห่งความรักนั้นจะสะท้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง มันจะทำให้เขารักตัวเอง และอยากเป็นคนที่ดีพร้อมเพื่อใครคนนั้น
“เห็นข่าวไอ้เต็งหรือยัง”
“ผมไม่อยากสนใจคนบ้านนี้หรอก โดยเฉพาะแม่มัน โคตรเกลียด” ครอบครัวของเต็งคือครอบครัวที่ชอบดูถูกภูริดลมาตั้งแต่เด็ก งานรวมญาติจึงเหมือน ‘นรก’ ที่เขาไม่อยากไปเยือน แต่พ่อก็บังคับให้ไปทุกปี เขาหลุดพ้นจากตรงนั้นมาได้ก็ตอนที่ออกมาทำไร่ชานี่เอง
“หัดออกจากป่าบ้าง จะได้ทันโลก”
“มันเป็นไร”
“ถูกจับ ค้ายา ฟอกเงิน เป็นข่าวดังทั่วประเทศ โดนยึดทรัพย์ไปหมด ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว แม่มันไม่กล้าออกจากบ้านเลยนะ หน้าบางกะทันหัน อายคน ดูถูกเหยียบย่ำคนอื่นไว้เยอะ โดนซะบ้าง จะได้รู้สำนึก”
ภูริดลฟังแล้วรู้สึกหดหู่ใจมากกว่าที่จะสะใจ คนเรายิ่งรวยยิ่งไม่รู้จักพอจริงๆ
“นี่แหละ เขาถึงบอกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่า ตอนนี้เป็นตาแกหัวเราะแล้วนะดิน หัวเราะให้ดังๆ เลยน้องชาย”
“เจ้กำลังบอกให้ผมสมน้ำหน้าบ้านมันอยู่ใช่ป่ะ”
“ก็แล้วแต่แกจะคิด” หรรษาเผลอยักไหล่แรงไปหน่อยจนเจ็บแผลผ่าคลอด
“เจ้ร้ายว่ะ”
ภูริดลกับหรรษามองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดังจนเจ้าตัวจิ๋วที่กำลังเคลิ้มหลับตกใจร้อง ‘แอ๊ะ’ สองพี่น้องหุบปากเก็บเสียงแทบไม่ทัน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







