สามปีต่อมา ชายหนุ่มวัยสามสิบพร้อมกับลูกน้องคนสนิทอีกสองคน อย่างจ๊อดกับแจ๊ด เดินทางไปเยี่ยมปู่ที่กำลังนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพราะพึ่งผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบไปเมื่อคืน
ขณะที่กำลังนั่งรถไปนั้น ลูกน้องก็ได้รายงานความคืบหน้าเรื่องของเจ๊ศรีลูกหนี้ที่ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญาที่ให้เอาไว้ ไม่จ่ายมาประมาณสามเดือนแล้ว และยังมีแนวโน้มขอผ่อนผันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะได้คืนตอนไหน
"เจ๊ศรีมันหนีเหรอ ทำไมไม่จ่ายมาสามเดือนแล้ว" เฉินเปิดดูสมุดบันทึกการจ่ายหนี้ของเจ๊ศรีเห็นว่า สามเดือนที่ผ่านมารายการชำระนิ่งสนิทมีเพียงแค่ดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น จากที่กู้ไปแค่หนึ่งล้านบาท ทบไปทบมาตอนนี้ยอดเกือบสิล้านได้ เพียงแค่สามเดือน แน่นอนว่า ดอกเบี้ยพวกนี้เก็บเป็นรายวันไม่เหมือนกับของทางธนาคาร คนกู้ก็ต้องยอมรับข้อตกลงส่วนนี้ด้วย
"สามเดือนมานี้ แกให้ลูกสาวมารับหน้าตลอดเลย แล้วก็บอกว่าเจ๊ยังป่วยอยู่ครับ"
"แล้วป่วยจริงหรือแกล้งพวกมึงดูดีๆ หรือยัง"
"เดือนก่อนผมก็ไปครับ สภาพเจ๊แกก็โทรม ผอมๆ คิดว่าน่าจะป่วยจริงครับลูกพี่" จ๊อดบอกในสิ่งที่ไปเห็นมาตอนไปเก็บเงิน
"ลูกหนี้พวกนี้มันมุกเยอะจะตายไป เชื่อได้ที่ไหน ป่านนี้ไม่หนีไปแล้วเหรอ" เหนื่อยใจกับลูกน้องสองคนนี้จริงๆ แค่นี้มันก็เชื่อแล้ว
“พวกมึงนี่ไม่ได้เรื่อง!" เฉินอยู่วงการนี้เขาก็เจอมาเยอะ สารพัดปัญหาของลูกหนี้ ที่พอไม่มีจ่ายก็อ้างโน่น อ้างนี่เยอะแยะมากมาย ยกปัญหาสารพัดร้อยแปดให้ตัวเองดูน่าส่งสารถ้า ใจไม่แข็งจริง ก็คงขาดทุนไปแล้ว
"แล้วจะเอายังไงต่อดีครับ"
"พรุ่งนี้กูไปดูเอง" อยากเจอหน้าเจ๊ศรีนี่เหมือนกันสรุปจะเอายังไง จ่ายมาสามปีแล้ว เหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็น่าจะหมด แต่กลับมาขาดส่งเอาดื้อๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ดอกมากกว่าเงินต้นไปแล้วด้วย สำหรับเฉินเงินมากมายขนาดนี้ จะให้เสียไปง่ายๆ คงไม่ได้
โรงพยาบาล ซีอาร์เค (CRK HOSPITAL)
จ๊อดจัดการเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยให้เจ้านายสุดหล่อ พร้อมผายมือเชิญเฉิน เข้าไปเยี่ยมปู่ของตน โดยที่ลูกน้องยืนรออยู่หน้าประตูห้อง
"เป็นยังไงบ้างอากง" เฉินกล่าวทักทายเจ้าสัวมีชัยปู่ของตนเจ้าของธุรกิจทั้งขาวทั้งเทาในและต่างประเทศ เบื้องหน้าคือผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล ซีอาร์เค ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการรักษามะเร็งและการศัลยกรรมตกแต่ง แถมยังมีธุรกิจเรือขนส่งสินค้า และธุรกิจเล็กๆ ในเครือมากมาย เบื้องหลังเป็นมาเฟียเก่าแก่ ที่ย้ายมาจากเซี่ยงไฮ้ และเปิดกาสิโนในหลายประเทศ เจ้าสัวมีลูกชายสองคนและ หลานชายแค่สองคนคืออี้ กับเฉิน ความหวังการสืบทอดวงค์ตระกูลก็ขึ้นอยู่กับหลานชายสองคนนี้แล้ว
"ก็ดี แต่ไม่รู้ว่าอนาคตจะตรงไหนจะอักเสบอีกหรือเปล่า จะทันเห็นเหลนจากแกกับอี้คือเปล่าก็ไม่รู้ อายุก็เยอะแล้ว" คนชราตีหน้าเศร้าพูดตัดพ้อชีวิต เพราะมีหลานชายเพียงแค่สองคน แต่ละคนอายุก็ขึ้นเลขสามกันแล้ว ยังไม่มีเมียเป็นตัวเป็นตนกันสักที ปู่เองก็อยากมั่นใจว่าอย่างน้อยนามสกุล เจริญฤทธิกุล ยังมีคนใช้ต่อ ไม่ได้ขาดตอนเพราะไอ้หลานสองคนนี้ ตอนแรกก็ดีใจที่ได้หลานชาย แต่ตอนนี้คิดหนักแล้ว หรือจะจับพวกมันคลุมถุงชนดีให้จบๆ ไป รอให้มีเมียเองอาจได้ตายก่อนจะได้เห็นหน้าหลานสะใภ้ กับเหลนตัวน้อยๆ
"ยังจะอยู่รอเห็นหน้าเหลนอีกเหรออากง อยู่เห็นแค่หน้าหลานก็พอแล้วมั้ง" ชายชรามองแรงหลานชายคนเล็ก ดูแต่ละคำพูดของมันสิ แต่จะว่ามันก็ไม่ได้ เลี้ยงมันมาเองกับมือ ตามใจมันสุดๆ แทบจะไม่เคารพกันแล้ว
"หยอกเล่นหรอกน่า เห็นว่าสุขภาพไม่ดีกลัวจะเครียด หยอกนิดหยอกหน่อยอย่าถือสา"
"มัวแต่ติดเล่นแบบนี้ไง ถึงไม่มีเมียสักที ระวังไม่มีเมียพวงไข่ลื้อจะฝ่อ" คำพูดปู่ทำเอาชายหนุ่มวัยสามสิบถึงกับสะอึก สภาพของเขาตอนนี้จะว่าแบบนั้นมันก็ไม่เชิงหรอกนี้แล้วเขาจะบอกปู่ว่าไงดีที่ไม่มีเมียทุกวันนี้ก็เพราะไอ้ดาบศักดิ์สิทธิ์มันไม่ยอมลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของมันตั้งแต่ตอนที่ถูกตีหัวแตกเมื่อสามปีก่อน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมันฟาดฟันสตรีงามไม่ซ้ำหน้า แต่ตอนนี้สภาพของมันเหมือนขึ้นสนิม มองไปก็อนาถใจ
"ก็ผมไม่รีบไง"
"แต่อั๊วรีบ พ่อลื้อนะแต่งงานมีแกตอนอายุยี่สิบห้าเอง ทำไมลื้อสามสิบแล้วยังไม่มีแม้กระทั่งแฟน"
เฉินรู้ตัวตั้งแต่หลังจากพักฟื้นจนแผลหายดี ก็ได้ชวนเพื่อนรักอย่างไอ้ฟีนิกซ์เรียกเด็กเอนมาที่สนามแข่งรถที่ร่วมหุ้นเปิดกับฟีนิกซ์ และเพื่อนอีกสองคนคือทิศเหนือ และอากิระ แต่ตอนนี้อากิยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนทิศเหนือพอศึกออกมาก็รักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัดไม่ดื่มเหล้า ไม่เอาหญิง
ฟีนิกซ์และเฉินดื่มเหล้าปาร์ตี้เหล้าสาวๆ เหมือนที่เคยทำมาตลอด แต่ว่าพอลากเด็กเข้าห้องถึงตอนที่จะต้องเผด็จศึก ท่อนซุงขนาดหกสิบก็เล่นไม่แข็งขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ จะงัดจะสาวยังไง มันก็ไม่ตื่น เรียกว่าหลับเป็นตายเลยดีกว่า เลยต้องรีบให้ตังค์เด็กส่วนตัวเขาก็รีบกลับบ้านมาเช็กของให้แน่ใจอีกที
ตอนแรกก็แค่คิดว่าเป็นเพราะผู้หญิงอาจจะยังไม่ตอบโจทย์หรือไม่ใช่สเปค แต่พอเปิดหนังโป๊ของดาราในดวงใจดูแล้วจะช่วยตัวเอง สภาพของท่อนซุงช่างดูไร้เรี่ยวแรงจนส่งผลให้จิตใจพลันห่อเหี่ยวไม่ต่างจากภาพไข่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือบางทีอาจจะเสื่อมสมรรถภาพไปแล้วก็ได้ คนตัวโตนั่งมองของรักของตัวเองแล้วหยาดน้ำสีใสก็หยดเผาะนั่งไม่คิดว่าจะต้องมานั่งไว้อาลัยให้มันเร็วขนาดนี้ ทำเอาซึมไปเป็นเดือนๆ กว่าจะทำใจยอมรับได้ก็ใช้เวลาเป็นปี ทุกวันเลยต้องอยู่แบบไม่ได้แตะต้องหญิง แม้จะอยากทำแค่ไหนก็ตาม
"เลิกพูดเรื่องนี้เหอะอากง อยากมีหลานก็ไปถามไอ้อี้ ผมไม่มี ถ้ามีเดียวอากงก็เห็นเอง"
“เมื่อไหร่”
“ไม่รู้" แต่งไปเดี๋ยวเขาก็รู้หมดว่ามันหมดสภาพ รู้ถึงไหนอายถึงนั่นคนตัวโตทำหน้างอนเดินนอกจากห้องไปให้ไว ตอนนี้ไม่อยากคุยเรื่องแต่งงานหรือ มีแฟนอะไรทั้งนั้น จนกว่าร่างกายจะกลับมาปกติ อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ตอนนั้นทางโรงพยาบาลก็ตรวจดูทุกอย่างแล้วก็ปกติดี แต่หมอก็สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนตอนถูกทำร้าย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องตามหาตัวไอ้เสี่ยทรงเกียรติมารับโทษให้ได้ ทำร้ายร่างกายยังไม่พอยังทำร้ายจิตรใจกันอีก
คนตัวโตทำหน้าไม่สบอารมณ์ออกมาจากห้องก่อนจะบอกลูกน้องที่รออยู่
"ไปบ้านเจ๊ศรีเดี๋ยวนี้!!" รู้สึกอยากหนีไปให้ไกลๆปู่ เดี๋ยวเจอหน้าก็คอยมาถามอีก ยิ่งทำให้เจ็บใจ อย่างน้อยห่างกันสักระยะคงจะดี อีกอย่างระหว่างทางได้เห็นวิวข้างทางก็คงทำให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง
"ไหนว่าไปวันพรุ่งนี้ไงครับ"
"กูจะไปวันนี้ พวกมึงมีปัญหาอะไรไหม" สายตาคมกริบสาดใส่ลูกน้องจนจ๊อดแจ๊ดขนลุกเกลียว ใครจะกล้ามีปัญหากับลูกพี่ได้ล่ะ
"ไม่มีครับลูกพี่" คนหล่อเดินฟึดฟัดไปยังลานจอดรถ พอเข้าไปนั่งในรถได้ก็ปิดประตูเสียงดัง จนลูกน้องสงสัย ลูกพี่ไปทำอะไรมาถึงได้หงุดหงิดขนาดนั้น ถ้าหากว่าโดนเจ้าสัวดุ ด่า ก็ไม่น่าใช่ เพราะลูกพี่ไม่สนใจอยู่แล้ว แถมไม่เคยเก็บคำด่าของปู่เข้าสมองเลยด้วยซ้ำ
"เร็วดิวะ!" คนโมโหนั่งรอในรถไอ้ลูกน้องสองคนมันก็ไม่ยอมตามเข้ามาสักทีจนรำคาญ
"ครับๆ " ไอ้จ๊อดไอ้แจ๊ดรีบขึ้นรถไปก่อนที่ลูกพี่จะมีน้ำโหมากกว่านี้