รถยนต์หรูมุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัด ตอนแรกคิดว่านั่งชมวิวข้างทางจะทำให้ใจเย็นลงบ้าง สรุปโมโหกว่าเดิม เมื่อเจอคนขับรถปาดซ้ายปาดขวา จนเฉินต้องปล่อยสัตว์หลากหลายชนิดมาตลอดทาง เหี้ยบ้าง ควายบ้าง จ๊อดแจ๊ดทำได้เพียงนั่งเงียบๆ ขืนปริปากพูดอะไรไม่เข้าหูคงถูกด่าไปด้วย
หลายชั่วโมงผ่านไปก็มาถึงจุดหมายปลายทางคือบ้านของเจ๊ศรีเจ้ามือหวยที่บ้านหนองนาน้อย ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มเกือบสามทุ่มแต่กลับไม่มีใครอยู่ที่บ้านไฟก็ไม่เปิด มีเพียงแสงไฟกิ่งหน้าบ้านที่สาดส่องไปบนถนนเท่านั้น แถวนี้แทบจะอยู่ในตัวเมืองปกติก็ไม่น่าจะหลับกันเร็วขนาดนี้บ้านอื่นก็เปิดไฟกันปกติมีแต่บ้านที่ที่มืดสนิท
จ๊อดกับแจ๊ดลงจากรถพยายามกดกริ่งที่หน้าบ้านพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อของเจ๊ศรี อยู่นานสองนานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับมีแต่เสียงหมาในซอยที่เห่าเพราะพวกเขาทำเสียงดัง
เฉินที่นั่งรอในรถพอเห็นแบบนั้นก็ยิ่งโมโหหนัก เลยออกไปจัดการเขกกบาลลูกน้องคนละที เพราะคิดว่าลูกหนี้อย่างเจ๊ศรีคงหนีไปอย่างที่เขาคาดการเอาไว้แน่ๆ
“พวกมึงไม่ได้เรื่องจริงๆ กูจะหักเงินเดือนของมึงสองคน ให้เท่ากับเงินที่เจ๊ศรีติดหนี้กูตอนนี้เลยดีไหมเนี่ย โทษฐานที่ปล่อยปละละเลยหน้าที่” พอได้ยินว่าจะถูกหักเงินทั้งจ๊อดและแจ๊ดถึงกับเข่าอ่อน นั่งลงกอดขาลูกพี่หน้าหล่อกันคนละข้าง พูดอ้อนวอนไม่ให้โดนหักเงินเดือน ยกสารพัดปัญหาในชีวิตมาพูดให้ดูน่าสงสาร
“ลูกพี่จะลงโทษยังไงก็ได้ ขออย่างเดียวอย่าหักเงินเลยนะครับ ลูกผมยังเล็กเมียก็ยังเด็กต้องเลี้ยงดูครับ” ไอ้แจ๊ดเปิดก่อนพร้อมยกเรื่องราวชีวิตที่คิดว่าน่าสงสารออกมาให้เจ้านายฟัง
“ใช่แล้วลูกพี่ ถ้าเมียผมเห็นว่าเงินได้น้อยมันเอาผมตายแน่ๆ มันคงคิดว่าผมเอาไปเลี้ยงสาวแน่ๆเลย” สภาพพวกมันสองคนน่าอนาถใจ มีเมียก็เหมือนโดนล่ามโซ่ไว้ จะทำอะไรก็เกรงใจเมียไปเสียทุกอย่าง ดีแล้วที่เขาไม่คิดจะมีเมียตอนนี้ หรือถ้ามีก็จะไม่ยอมให้เมียแบบพวกมันเด็ดขาด มันเสียฟอร์มคนหล่อเท่
“ได้ กูจะไม่หักเงิน แต่มึงต้องไปตามตัวเจ๊ศรีให้เจอแล้วเอาเงินมากู ให้เวลาหนึ่งเดือน ช้ากว่านี้หักเงินแน่”
“ขอบคุณครับลูกพี่” ลูกน้องขอบคุณเจ้านายพร้อมถูไถแก้มไปกับขายาวๆ ของเขา
“จะถูขากูหาเลขกันหรือไง ไปกลับ!!” ขณะที่กำลังหันหลังกลับนั้น ก็ตกตกใจตัวสะดุ้งโหยงจนอุทานออกมา
“เชี่ย!!” หญิงสาวผิวขาว ใบหน้าขาวซีดราวกับคนป่วย ขอบตาที่คล้ำที่เหมือนอดหลับอดนอน กำลังยืนมองทั้งสามคนอยู่ด้านหลัง มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงนึกว่าผี ดีนะมือไม่ลั่นคงได้เสยปลายคางเข้าให้
“มาหาแม่หนูเหรอคะ” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มเอ่ยถามกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่มายืนอยู่ที่หน้ารั้วบ้านของเธอ
“แล้วแม่เธอเป็นใคร” แล้วเด็กนี่เป็นลูกเต้าเหล่าใครจู่ๆ ก็เข้ามาถามเขาแบบนี้ แล้วจะรู้ไหมว่าแม่เป็นใคร
“เดี๋ยวนะลูกพี่” จ๊อดเพ่งมองใบหน้าหญิงสาวผ่านแสงไฟกิ่งสลัว พอเห็นชัดเลยรู้ว่านี่คือเต้าหู้ลูกสาวของเจ๊ศรีที่พวกเขากำลังตามหาตัวอยู่
“อ๋อ นี่น้องเต้าหู้ลูกเจ๊ศรีครับ”
“พวกคุณคือเจ้าหนี้ของแม่ใช่ไหมคะ” เฉินกอดอกเชิดหน้าวางท่าใช้สายตาข่มขวัญคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนเสียงเข้มเอ่ยบอกสิ่งที่ต้องการ
“ใช่ มาก็ดีไปแล้ว ตามแม่เธอมาหน่อย”
เฉินคับคล้ายคับคลาใบหน้าหญิงสาวนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็ช่างเถอะตอนนี้ที่เขาต้องการคือเงิน เรื่องอื่นไม่สน
“แม่ไม่อยู่ที่บ้านหรอกค่ะ ตามมาสิคะ เดี๋ยวหนูพาไปหา แต่ไกลนิดนึงนะคะ” เธอเอ่ยก่อนจะเดินนำทาง เฉินเห็นว่าเธอจอดมอเตอร์ไซด์เอาไว้ใกล้
“เดี๋ยว มอเตอร์ไซค์มีทำไมไม่ขี่ไป” เห็นว่าเธอจอดมอเตอร์ไซค์เอาไว้
“น้ำมันหมดค่ะ” มิน่าหล่ะ เขาถึงไม่ได้เสียงรถเลยตอนที่เธอมาถึง
“หนูพึ่งเข็นมาถึงบ้านเหมือนกัน” เวรกรรมจริงๆ เกือบจะถึงน้ำมันก็มาหมดเสียก่อนแต่พอมาถึงบ้านก็เจอเจ้าหนี้มาเก็บเงินอีก
“ขึ้นรถสิ แล้วก็บอกทาง” เฉินเอ่ยบอกเด็กสาวให้นั่งรถไปด้วยกันโดยให้เธอเป็นคนบอกทาง อีกอย่างถ้าเจ๊ศรีมันคิดจะเล่นตุกติก ก็มีเด็กนี่เป็นตัวประกัน
ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปทางที่เต้าหู้ได้บอกทางจนกระทั่งมาถึงวัดหนองนาน้อย ดึกดื่นป่านนี้ เจ๊ศรีแกมาทำอะไรที่วัด จะบอกว่ามาเวียนเทียนก็ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ช่วงเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือว่าเจ๊แกจะบวชชี เพื่อหนีหนี้ ก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ก็ไม่อยากคิดให้ปวดหัวเดี๋ยวเจอก็คงรู้เอง
พอลงจากรถได้หญิงสาวก็เดินนำทางชายทั้งสาวขึ้นไปยังศาลาวัดที่ยังเปิดไฟไว้อยู่ เฉินเดินตามมาเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นว่ามีอะไรบนศาลานั้น เต้าหู้ยืนด้านหน้าโลงศพก่อนจะหันมามองเจ้าหนีหน้าหล่อราวกับบอกเป็นนัยๆ เฉินไม่ได้เข้าใจอะไรยากขนาดนั้น เพียงแต่เดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้ชัดเท่านั้น พออ่านชื่อดูรูปก็รู้แล้วว่านี่คือเจ๊ศรี
"เชิญนั่งก่อนสิคะ" หญิงสาวเอ่ยเชิญเขานั่งตรงเก้าอี้ไม้ เพื่อพูดคุยเจรจา
“ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อแจ้งคุณไป คิดว่ารองานศพและเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จค่อยคุยกับคุณเรื่องหนี้สินที่ค้างไว้”
“แล้วแม่เสียเพราะอะไร”
“แม่ป่วยมะเร็งกระเพาะค่ะ เจออีกทีมันก็รักษาไม่ได้แล้ว” เพราะเจ๊ศรีคิดว่าเป็นอาการปวดท้องธรรมดา หรือเป็นโรคกระเพาะ พอเจ็บก็ทำเพียงซื้อยามากินเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น จนกระทั่งมันเริ่มหนักขึ้นเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นว่ารักษาไม่ได้แล้ว ทำเพียงฉีดยาลดอาการปวดเท่านั้น จนกระทั่งเจ๊ศรีก็ได้จากไปเมื่อสามวันก่อน
“แม่หนูคงหาเงินมาคืนคุณไม่ได้แล้วค่ะ”
ในตอนนั้นที่ชาวบ้านต่างพากันถูกหวย เรียกได้ว่าเจ๊ศรีต้องเอาเงินเก็บออกมาทั้งหมดเพื่อมาจ่าย แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังขาดเงินจำนวนหนึ่งอยู่ดี ถ้าจะให้กู้ธนาคารก็ทำไม่ได้ เพราะอาชีพเจ้ามือหวยไม่มีที่ไหนให้กู้ เลยต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ แต่ละเจ้าก็ดอกโหดๆ กันทั้งนั้น แถมเก็บเป็นรายวันอีก แต่เจ๊ศรีก็ไม่ได้มีความคิดจะชักดาบหอบเงินหนีไม่จ่ายค่าหวยชาวบ้านแน่นอน แม้ตัวไม่มีก็ต้องหามาจ่ายเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
“แล้วพ่อเธอล่ะ อยู่ที่ไหน ญาติๆล่ะ”
“พ่อเสียไปตั้งแต่ตอนเด็กแล้วค่ะ ส่วนญาติก็ไม่มีค่ะ แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะคะ อีกไม่กี่วันหนูก็จะเรียนจบแล้ว หนูจะทำงานหาเงินมาใช้หนี้คุณในส่วนที่ติดไว้ค่ะ” คนตัวโตมองหน้าหญิงสาว นัยน์ตาเธอแสนเศร้าเพราะคงเสียใจที่พึ่งเสียคนที่รักไป แต่ก็ยังคงแน่วแน่ที่จะใช้หนี้ เพราะแม่สอนว่าเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ ให้นึกถึงวันที่ลำบากไปหาพึ่งใครไม่ได้ แต่ก็ยังมีคนให้หยิบยืม อย่างน้อยก็ทำให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้
เรื่องที่เธอจะใช้หนี้แทนแม่ก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาอยู่แล้ว แต่เด็กนี่ยังไม่จบม.6ด้วย แล้วจะอยู่คนเดียวยังไง? ญาติพี่น้องก็ไม่มี
“อ้าว เต้าหู้ตะกี้เอ็งกลับบ้านไปแล้วไม่ใช่รึ บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมานอนเฝ้าศาลาหรอก เดี๋ยวหลวงตาให้เด็กวัดมันนอนเฝ้าเอง” หลวงตาที่เห็นว่ามีคนขึ้นศาลา ก็เลยตามมาดู
“จ้ะหลวงตา แต่พอดีคนรู้จักของแม่มาจากต่างจังหวัดหนูก็เลยพามา”
“งั้นเหรอ เออเอ็งมาก็ดีเลย เดี๋ยวคุยเรื่องงานเผาแม่เอ็งวันพรุ่งนี้ด้วย ตอนสวดเสร็จเมื่อกี้ข้าเองก็ลืมคุยไปเลย”
เฉินปล่อยให้เต้าหู้คุยกับหลวงตาโดยที่มีลูกน้องอย่างไอ้จ๊อดไอ้แจ๊ดนั่งเฝ้าบนศาลา ก่อนจะลงมาหาที่เงียบๆ ครุ่นคิด นี่คงไม่ใช่กลอุบายหรือสร้างเรื่องตบคาแล้วล่ะ เฉินถอนหายใจไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อไปดี จะเรียกเก็บจากเด็กนี่คงไม่มีจ่ายเขาตอนนี้แน่ แล้วถ้าจะให้ออกทำงานด้วยวุฒิม.6 จะมีเงินจ่ายเขาได้แค่ไหนกัน ไม่ต้องทำงานใช้หนี้ไปทั้งชีวิตเลยหรือไง
ขณะที่กำลังเดินคิดอะไรไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็มาจนถึงกุฏิพระ จึงจะหันหลังกลับ แต่ก็ได้ยินเสียงคนกำลังคุยกัน มองไปก็เห็นรางๆ ว่าเป็นเด็กวัดกำนังนั่งเช็ดบาตรพระ แต่ที่ทำให้หยุดฟังคงเป็นประโยคที่ไอ้ผู้ชายคนสองคนนั้นกำลังพูดกันมากกว่า มันคุยกันแบบไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาได้ยินเลย
“คืนนี้มึงจะขึ้นห้องเต้าหู้มันจริงๆ เหรอวะ”
“เออดิ ก็กูชอบมันมานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ เต้าหู้มันก็อยู่คนเดียว ไม่เอาตอนนี้ แล้วจะให้ไปเอาตอนไหน”
“มึงไม่กลัวผีเจ๊ศรีมาหลอกหรือไง จะไปข่มขืนลูกเขา”
“ไม่กลัว ดีเสียอีก เจ๊ศรีจะได้หมดห่วงที่มีคนดูแลลูกสาวแทนไง”
“มึงนี่แม่ง”
“เดี๋ยวรอดึกๆ หน่อย ค่อยย่องไป รอหลวงตา หลับก่อน”
ได้เด็กเวรพวกนี้ การที่มันเติบโตขึ้นมาในวัดไม่ได้ช่วยให้มันเป็นคนดีขึ้นเลยจริงๆ
เฉินเดินกลับไปทางศาลา เห็นว่าจ๊อดแจ๊ด และเต้าหู้ยืนรออยู่แล้ว หญิงสาวพึ่งคุยธุระกับหลวงตาเสร็จพอดี เลยพากันกลับ เฉินมาส่งเต้าหู้ที่บ้าน เธอกล่าวขอบคุณเขา
เฉินมองใบหน้าของเต้าหู้ ก่อนนึกถึงคำพูดของไอ้เด็กเปรตที่พึ่งได้ยินมา ไม่แปลกใจหรอกถ้ามันจะอยากได้เด็กสาวนี่เป็นเมีย เพราะหน้าตาของเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เลย ถ้าเติมแต่งเครื่องสำอางไม่ปล่อยตัวโทรมคงสวยมาก สวยจริงๆ ไม่ได้รู้สึกมองใครสวยแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน
พอเธอลงจากรถไปเพราะเป็นห่วง? หรือะะไรไม่รู้เหมือนกัน เขากลับไม่อยากปล่อยเธอไว้คนเดียว จึงรีบลงรถตามเธอไป
“เดี๋ยว”
“คะ?”
“คืนนี้ฉันจะนอนที่บ้านเธอ พอดีไม่ได้จองโรงแรมไว้ คงไม่เป็นไรใช่ไหม”