เข้าสู่ระบบเด่นดวงไม่รอช้าหลังจากวางสายลูกสาวก็รีบตรงมาหาสามีที่นอนดูทีวีอยู่ในบ้าน จากนั้นก็ยกมือขึ้นทุบตามลำตัวของทรงพลทันที
ตุบ ตุบ "ทำไมพี่เลวขนาดนี้ พี่ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า" "โอ้ย! อีดวงมึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย มึงตีกูทำไม มึงหยุดเดี๋ยวนี้ไม่งั้นมึงเจ็บตัวแน่" เด่นดวงชะงักนิ่ง จากนั้นก็ถอยออกไปพร้อมมือที่ยกขึ้นมาปาดน้ำตาตัวเอง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มถาโถมเพราะตัวเองแท้ ๆ ที่เอาผัวผิด คิดว่าชายตรงหน้าจะรักลูกสาวตัวเองเหมือนที่ตัวเองรัก ตั้งแต่ที่ได้กันมาอยู่กินกันมา น้อยนักที่เขาจะพูดจากับลูกสาวของตนดีๆ "พี่เห็นเทียนมันเป็นคนอยู่หรือเปล่า พี่อายชาวบ้านบ้างไหม ตั้งแต่เด็กมันก็ช่วยงานบ้านทำทุกอย่างแต่พี่ก็ยังทุบตีมัน โตขึ้นมันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน มีแต่ช่วยเหลือ มันเรียนมันก็หาเองมาโดยตลอด แต่พี่กับเห็นแก่ตัวเป็นหนี้เป็นสินแถมเอาลูกไปขาย ฉันถามพี่หน่อยเงินตั้งหนึ่งล้านพี่เอาไปทำอะไรหมด" "บะ อีนี่ กูก็ต้องใช้จ่ายไง เงินกูก็ให้มึงไปแล้วมึงจะเอาอะไรอีก" "คนที่ควรจะได้ มันคือเทียน เทียนมันยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อครอบครัว เอาเงินที่เหลือมาให้ฉัน ฉันจะเอาไว้ให้ลูก" "มึงโง่หรือเปล่า อีเทียนมันอยู่สบายกว่ามึงกับกู แถมไอ้เสี่ยนั้นมันรวยมหาศาล เงินที่กูได้มามันก็ต้องเป็นของกูสิ" "ใครบอกพี่ เทียนมันไม่ได้สบาย มันอยู่ในฐานะอะไรพี่รู้หรือเปล่าหากมันสบายจริงทำไม มันยังต้องทำงาน" เสียงของทั้งคู่ทะเลาะกัน จนดังขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้าน ธูปนอนเล่นเกมจนรู้สึกว่าเสียสมาธิ เด็กหนุ่มเปิดประตูห้องออกมาแล้ววิ่งมาที่ชั้นล่าง พร้อมเสียงที่ตะโกนขึ้น "อะไรกันหนักกันหนา ผมรำคาญ อีกอย่างนะ แม่ก็เลิกสักทีได้ไหม พี่เทียนเขาโตแล้ว เลิกเป็นห่วงเขาสักที" "ใช่ลูก ธูปจะไปทำอะไรก็ไปเถอะลูก" ทรงพลหันไปพูดกับลูกชายของเขาเสียงอ่อนเสียงหวาน แน่นอนว่าเขารักลูกชายเขามาก ดังแก้วตาดวงใจ ธูปขออะไรทรงพลหาให้หมดทุกอย่าง แต่ไม่ใช่กับเทียนหอม ในเมื่อสามีเหมือนจะไม่ให้เงินส่วนที่เหลือ เด่นดวงรู้สึกสงสารลูกจับใจ และเงินส่วนนั้นเธอคิดไว้แล้วว่าจะเอาไปให้เทียนใช้ในยามจำเป็น เทียนหอมเดินทางมาที่ร้านหมูกระทะที่เธอทำอยู่เช่นทุกครั้ง วันนี้คนก็ยังแน่นร้านจนไม่มีเวลาได้พัก ร่างบางเดินเสิร์ฟจนเมื่อยล้าไปหมด แถมมือถือของเธอก็ถูกเก็บไว้ในกระเป๋า ตรงชั้นเก็บของในร้าน ดังนั้นใครโทรมาเธอก็ไม่รู้ ตืด ตืด ตืด นับเป็นสายที่สามเข้าไปแล้ว ที่ มาร์คัส ต่อสายตรงหาเธอทว่าเด็กสาวที่เขาได้มาชมเชยก็ยังไม่รับ จนใบหน้าหล่อบูดบึ้งขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่วางสาย ชายหนุ่มหน้าลูกครึ่งก็หันมาสั่ง สิงห์คนสนิททันที "ไปดูมันที่ห้องสิ กูโทรไปสามรอบแล้วทำไมมันยังไม่รับ" "ครับนาย" มาร์คัสยังไม่ได้ออกจากบริษัท เมื่อสั่งสิงห์แล้ว สิงห์ก็ทำตามเดินทางมาที่คอนโดของเจ้านาย ที่มีสาวสวยอาศัยอยู่ ส่วนมาร์คัส หลังจากเดินทางออกจากบริษัทสิ่งที่เขาไปคือบ้านของ พิมพ์รดา วันนี้ชายหนุ่มหน้าหล่อมีนัดทานข้าวที่บ้านว่าที่ภรรยาของเขา อีกสามเดือนข้างหน้าทั้งสองจะเข้าสู่ประตูวิวาห์แล้ว มาร์คัสเดินทางมาถึงก็เป็นเวลาที่ต้องตั้งโต๊ะของมื้อค่ำ พิมพ์รดา เธอไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ก่อนแต่งแต่เรื่องความสัมพันธ์มันมากกว่าคำว่าแฟน "รถติดหรือคะ ทำไมมาช้าจัง" หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างสูงเดินเข้ามาแล้ว "ผมเคลียร์งานที่บริษัท ก็เลยออกมาช้า ว่าแต่วันนี้มีอะไรทาน" "พิมพ์สั่งแม่บ้านให้ทำเมนูที่คุณชอบ แต่วันนี้พ่อไม่อยู่นะคะ คุณพ่อมีงานข้างนอก" "อ๋อ ไม่เป็นไรครับ" ดูเหมือนว่า การทานมื้อค่ำในวันนี้จะมีแค่หนุ่มสาว การมาฝากท้องที่บ้านนี้มันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แม้ว่าพิมพ์รดาเธอจะแอบคิดว่าอยากไปอยู่ก่อนแต่ง แต่ดูเหมือนว่าที่สามีของเธอจะไม่เคยเอ่ยชวน ดังนั้นมันจึงทำให้เขาทั้งสองต้องแยกบ้านกันอยู่ ระหว่างที่นั่งทาน เสียงมือถือของมาร์คัสก็ดังขึ้น ชายหนุ่มรีบกดรับ เพราะเบอร์นั้นเป็นเบอร์ของสิงห์ลูกน้องคนสนิท โทรศัพท์ (นายครับ เธอไม่ได้อยู่ที่ห้องครับ) "อืม เดี๋ยวกูตามไป" สิ้นเสียงก็รีบกดวาง แต่เชื่อไหมว่า คนที่นั่งทานด้วยเธออยากรู้ "เกิดอะไรขึ้นคะ" "ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวทานเสร็จผมมีธุระต้องไปจัดการนะ" "อ้าว มาร์จะไม่อยู่เป็นเพื่อนพิมพ์ก่อนหรือคะ พิมพ์นึกว่าคุณจะค้างที่นี่เสียอีก" "อย่างอแงสิครับ ผมมีธุระที่ต้องจัดการ ที่นี่ก็มีแม่บ้าน ไว้วันหลังคุณก็ไปค้างที่บ้านกับผมก็ได้นิ" แค่ประโยคนั้นมันทำให้พิมพ์รดาต้องเผยยิ้มออกมา แน่นอนว่าเธออยากไปอยู่กับเขา แต่ที่ต้องรอให้แต่งกันก่อนเพราะเธอเองก็มีหน้ามีตาไม่อยากให้คนต้องเอาไปนินทาก็แค่นั้นหลังจากที่พบกันวันนั้น ยามเช้ามาร์คัสก็ยังไม่ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพราะอยากทำความคุ้นเคยกับลูกสาวและได้อยู่ใกล้ชิดกับเทียนหอม ชายหนุ่มพยายามจะร้องขอให้เทียนหอมกลับไปกับเขา ขอโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทว่าเทียนหอมก็ยังไม่ได้กลับ เธอรับรู้ได้ว่าเขารักเธอจริงแต่อยากใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องพิสูจน์มากกว่า วันเวลาเดินทางไปไม่ได้หยุดนิ่งเทียนหอมเธอยังคงอยู่ที่เดิม ส่วนมาร์คัสก็เทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพและขอนแก่น ทุกครั้งที่มาก็จะมีของเล่นขนมมาให้ลูกจนเต็มไปหมด คนแถวนั้นที่ไม่เคยเห็นพ่อของลูกของเทียนหอมก็พึ่งได้เห็น และเสียงที่เล่าลือกันไปคือ เขาเป็นคนรวย แถมยังหล่ออีก แต่สำหรับบางคนที่ชอบนินทา แน่นอนว่าคงมองเทียนหอมเป็นเด็กเที่ยวใจแตกพลาดท้องเลยหนีมาอยู่ที่นี่ มาร์คัสใช้เวลาอย่างมากเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เทียนหอมได้เห็น หากจะนับเวลาตั้งแต่ที่เจอกันอีกครั้งจนวันนี้ก็ผ่านมาจนหนึ่งเดือนแล้ว ทว่าคนตัวเล็กหน้าสวยก็ยังไม่ตอบตกลงที่จะเข้ากรุงเทพพร้อมตนสักที "คุณน้าครับ หากวันหนึ่งผมพาเทียนหอมกับมิรินไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าเขาที่ต่างประเทศ คุณน้าจะว่าอะไรไหมครับ" ชายหนุ่มเอ่ยถามเด่นดวงด้วยถอยคำสุภาพน้ำ
มาร์คัสแทบกลืนน้ำลายไม่ลงเขาละสายตาจากคนพูดแล้วเพ่งมองที่ใบหน้าของเด็กน้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมโต นัยน์ตาประกายผิวขาวปากอมชมพูเล็กน้อยทว่าทุกสัดส่วนบนใบหน้าก็คล้ายเขาเมื่อตอนเด็ก และนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องปล่อยโฮขึ้น "ฮึก เขาเป็นลูกของผมเหรอครับ เทียนหอมทำไมเธอใจร้ายแบบนี้" "แม่คะ" "เทียนเขาควรรู้ ไหนๆเรื่องมันก็นานแล้ว ดีกว่าเทียนจะโกหกลูกว่าพ่อเขาตายนะ" เจ็บยิ่งกว่าถูกมีดกรีดก็ว่าได้ เทียนหอมเล่นโกหกลูกสาวว่าพ่อเสีย จึงทำให้เด็กน้อยไม่เคยถามหาอีก มาร์คัสขยับเท้าเข้ามา สายตาที่มองมิรินมันอ่อนโยนจนหาที่เปรียบไม่ได้ แถมดวงตาคู่คมนั้นยังเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่มันไหล "ผมขอจับเขาได้ไหม" เด่นดวงไม่ได้ใจร้าย ตนรู้ว่าลูกสาวก็ลืมมาร์คัสไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงมีรักใหม่ไปนานแล้ว แต่นี่ครองโสดเลี้ยงลูกเพียงลำพังเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนตนครั้งยังเด็ก "เทียน แม่ไม่อยากให้มิรินเป็นเหมือนเทียนนะลูก พ่อเขาอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยๆเขาก็มีสายเลือดเดียวกัน" เทียนหอมร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนเด่นดวงวางหลานตัวน้อยลงจากอ้อมแขน จากนั้นก็บอกหลานสาว "มิริน ผู้ชายตรงนี้เขาเป็นปะป๊าของหนู ไปหาเขาสิ" "ปะป๊านะยัยย
คำบอกเล่าของลูกน้อง ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องชะงัก ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนที่ตนเห็นจะเป็นคนเดียวกันกับเด็กที่ตนตามหา "มึงเจอเธอที่ไหน" "ที่โรงแรมนี่ละครับ แต่..." "อะไร!" "นายครับ ผมไปส่งเธอที่บ้าน เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งมากอดเทียนหอม ผมเกรงว่าเธอน่าจะแต่งงานมีสามีไปแล้ว" คำบอกเล่านั่น มันทำให้มาร์คัสแทบจุกจนหายใจไม่ออก คำว่าแต่งงานมีครอบครัวอย่างนั้นนะเหรอ มันเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากได้ยินด้วยซ้ำ "พากูไป กูอยากเห็นกับตาตัวเอง ว่าเธอมีครอบครัวจริงหรือเปล่า" "ครับ" สิงห์น้อมรับคำสั้นๆ จากนั้นก็พามาร์คัสไปที่บ้านที่เทียนหอมอาศัยอยู่กับแม่และลูกสาว ระหว่างที่รถแล่นตามถนนมานั้น ในหัวของชายหนุ่มก็ตั้งคำถามกับตัวเองไม่หยุด ตลอดระยะเวลาสามปีที่เขาตามหาทั่วกรุงเทพ แต่คนตัวเล็กแอบมาหลบอยู่ที่ภาคอีสาน แถมลูกน้องตนยังบอกว่ามีลูกเล็ก มันหมายความว่าอย่างไรกัน รถของมาร์คัสจอดอยู่ที่หน้าบ้านโดยที่สิงห์เป็นคนขับ ชายหนุ่มเปิดประตูลงมา แต่ตอนนี้เด่นดวงได้เก็บของที่ขายลงเรียบร้อย แต่บริเวณหน้าบ้านเงียบมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองดูโดยรอบ แหงนหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสอง พร้อมกับการถอนหายใจ "เธอหนีฉันมา มาอยู
สิงห์ตามมาร์คัส ออกมาข้างนอกห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ จากนั้นก็กวาดสายตามองหาคนที่ตนคิดว่าเป็นเทียนหอม แต่ก็ไร้เงา ไม่รู้ว่าจำคนผิดไปหรือเปล่า ส่วนเทียนหอมเธอขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ ชั่งใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี หากอยู่ก็ต้องเจอกับเขาแน่ แต่ถ้าหนีกลับบ้านคงถูกหัวหน้าสายงานด่าแน่นอน "ระหว่างโดนด่า กับเจอผู้ชายคนนั้นเธอจะเอายังไงเทียนหอม" เธอถามตัวเอง แต่ดูเหมือนจะได้ข้อตลกแล้ว หากหนีกลับตอนนี้แม้จะโดนต่อว่าก็ไม่เท่ากับจะเจอเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่ เทียนหอมตัดสินใจที่จะออกจากการอบรมกะทันหัน แถมยังส่งข้อความไปบอกเพื่อนอีกว่า มิรินไม่สบายขอกลับก่อน และให้บอกหัวหน้าสายงานด้วย โจอ่านและทำตามที่เพื่อนขอ อีกทั้งเขาก็เชื่อว่ามิรินไม่สบายจริงเลยไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความ เทียนหอมเดินออกมาจากโรงแรมเธอมองหารถที่จะกลับบ้าน ทว่า สิงห์ดันเดินมาพอดี ดีหน่อยที่มาร์คัสเขากลับเข้าห้องประชุมไปแล้ว ทันทีที่สิงห์เห็นเทียนหอมยืนอยู่ เขาก็เพ่งมองอยู่สักพักแน่ใจแล้วว่าเธอคือคนที่เจ้านายตามหาก็เรียกทักทันที "เทียนหอม!!" เทียนหอมสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปมองพอเห็นว่าเป็นสิงห์ ใบหน้าของเธอยิ่งเลิกลั
3ปีผ่านไป ระยะเวลาพิสูจน์อะไรได้หลายอย่างแม้กระทั่งใจคน "นายครับ อาทิตย์หน้าที่จะถึงเราต้องไปฝึกอบรมพนักงานขายที่ต่างจังหวัดนะครับนาย" เสียงที่โพล่งบอกเป็นเสียงของสิงห์ แน่นอนว่าชายหนุ่มร่างสูงนี้ ยังอยู่กับมาร์คัสไม่ได้จากไปที่ไหน แถมยังช่วยงานผู้เป็นนายได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่องเหมือนเดิม "อืม กูรู้แล้ว ว่าแต่ช่วงหลังมานี้ มึงได้ไปตามสืบข่าวจากเด็กน้ำหวานบ้างหรือเปล่า" "เอ่ออ คือ" สิงห์เงียบเพราะไม่ได้ไปตามสืบมาสักพักใหญ่ เพราะอะไรนะ เหรอ เพราะน้ำหวานเห็นหน้าสิงห์ทีไรก็ไล่ตะเพิดทุกที ก็หลังๆมานี้ไม่ใช่แค่ไปตามสืบ แต่กับก้าวล้ำเขาไปในชีวิตเขาจนทำให้น้ำหวานต้องเลิกกับแฟนเพราะสิงห์เป็นต้นเหตุ "หากมึงว่างก็แอบไปตามหน่อยแล้วกัน กูเชื่อว่าเด็กคนนั้นรู้ว่าเมียกูอยู่ไหนแต่ไม่บอก" "นายครับ แต่ ผ่านมาสามปีแล้ว ป่านนี้เทียนหอมคงมีแฟนใหม่ไปแล้วนะครับนาย" ปัง!! "กูไม่สน จะผัวใหม่กี่คน กูก็ต้องเอาเมียกูกลับมาให้ได้" ไม่เพียงแค่ปากพูด เขายังตบโต๊ะเสียงดังลั่นใส่สิงห์จนสิงห์ต้องก้มหน้าต่ำลง เพราะตกใจ บรรยากาศในห้องทำงานยังคงปกคลุมไปด้วยความเงียบ ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลย
สิ่งที่มันเจ็บที่สุดก็น่าจะเป็นคำพูดของคนที่บอกว่ารักกัน แต่เขาในตอนนี้กับไม่แคร์ความรู้สึกเธอเลยแม้แต่น้อย วาจาที่พ่นออกมานั้นไม่รู้ว่าเขาคิดหรือเปล่า ทว่ามันดันทำให้อีกฝ่ายน้ำตานองหน้าขึ้นมาเสียดื้อๆ "มาร์คงรักเธอมากสินะ คุณถึงไม่แคร์ความรู้สึกพิมพ์สักนิด" "พิมพ์หากผมไม่แคร์ความรู้สึกคุณ ผมจะแต่งงานกับคุณทำไมกัน แต่คุณบอกเองว่าไม่สบายใจผมก็ไม่ฝืน แล้วจะให้ผมทำยังไง" "คุณรู้ตัวหรือเปล่า ว่าคุณเห็นแก่ตัวมากที่สุด คุณน่าจะสำนึกรู้สึกผิดกับพิมพ์บ้าง แต่นี่คุณกับไม่สนความรู้สึกพิมพ์เลย" เธอทั้งร้องไห้ทั้งยืนปาดน้ำตาอยู่อย่างนั้น ส่วนมาร์คัสไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ใบหน้าหล่อเสหลบสายตาแฟนสาว จากนั้นก็ค่อย ๆ สาวเท้าลงมาหาเธออย่างใจเย็น สองมือของเขาเอื้อมไปจับมือพิมพ์รดาไว้แน่น จากนั้นก็พูดเสียงเรียบ "ผมขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่าง คุณอยากจะด่าจะว่าจะประจานผมยังไงก็ได้ ผมยอมรับผมลืมเธอไม่ได้จริงๆ แต่เรื่องแต่งงานผมแล้วแต่คุณจะตัดสินใจ ผมขอโทษนะพิมพ์!" "ฮึกฮือ อืออ คุณรักเด็กนั่นขนาดนี้เลยเหรอ พิมพ์ไม่ดีตรงไหน ทำไมคุณไม่บอกพิมพ์ละคะ เราจะแต่งงานกันแล้วทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้" "ผมขอโทษ ผมไม







