Masukบ้านหรูใจกลางกรุง
"ครับพิมพ์ เดี๋ยวผมจะรีบไปรับ" มาร์คัสยกมือถือขึ้นมาแนบที่หู ประโยคสนทนาที่แสนสั้น เมื่อบอกปลายสายไปแล้วก็รีบกดวาง จากนั้นเขาก็เก็บมือถือลงกระเป๋าเสื้อสูทตามเดิม ส่วนคนที่โทรเข้ามา เธอคือ พิมพ์รดา เป็นคู่หมั้นของเขา ชายหนุ่มกับแฟนสาวคบหาดูใจกันมาถึงหนึ่งปีด้วยคำแนะนำของผู้เป็นพ่อ พ่อของพิมพ์รดาเป็นเพื่อนรักของพ่อเขา ส่วนพิมพ์รดาก็มีหน้ามีตาเป็นคนในวงการธุรกิจ มาร์คัสไม่รอช้าเร่งรีบออกจากตัวบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่เขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ส่วนพ่อกับแม่อยู่ต่างประเทศกันหมด ระหว่างที่รถหรูเคลื่อนตัวออกจากที่ ชายหนุ่มฉุกคิดได้ว่าสั่งลูกน้องคนสนิทเดินทางไปจัดการกับเด็กคนนั้น มาร์คัสหยิบมือถือขึ้นมาอีกรอบ แล้วต่อสายไปหาสิงห์ที่คอนโด โทรศัพท์ "เป็นไงบ้าง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า" (ไม่มีครับนาย จะมีก็แค่ เธออยากติดต่อกับแม่ของเธอเท่านั้น) "อืม....เดี๋ยวกูเข้าไปจัดการเอง" ในเมื่อบอกปลายสายไปแล้วก็กดวาง การมารับพิมพ์รดาที่บ้านตัวเขาไม่ได้เป็นคนขับรถเองหรอกนะ จะไปไหนก็ต้องมีลูกน้องคอยตามไม่ห่าง รถหรูแล่นมาถึงตัวบ้านของพิมพ์รดา ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ เมื่อมาถึงแล้ว ก็รีบลงจากรถมุ่งหน้าเข้าสู่บ้านหลังใหญ่ ภายในบ้านมีพ่อของหญิงสาวนั่งอยู่ "คุณอาสวัสดีดีครับ" ชายหนุ่มรีบยกมือไหว้ ส่วนคนที่นั่งอยู่ก็รับไหว้แล้วก็เชิญว่าที่ลูกเคยให้นั่งลง "นั่งก่อนสิ มาร์ มารับยายพิมพ์ไปหาหมอเหรอ" ชายวัยกว่าหกสิบเอ่ยถาม ติณภพ เป็นเพื่อนพ่อของเขาแถมยังเป็นเจ้าของบ้านจัดสรรหลายโครงการ "ใช่ครับ วันนี้หมอนัดพิมพ์ ก็คงต้องตรวจอีกรอบ เห็นว่าช่วงนี้เวียนหัวบ่อย" "เฮ้ย แบบนี้แหละ อาถึงเป็นห่วง ยายพิมพ์สุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก จะมีเมียทั้งทีก็ได้เมียขี้โรค ทำใจ มาร์เอ๊ย" ชายหนุ่มยิ้มขึ้น ไม่นานนักแฟนสาวที่ก็เดินลงมาจากบ้าน พิมพ์รดา อายุน้อยกว่า มาร์คัส แค่ปีเดียว หญิงสาวรูปร่างบอบบาง เพราะเธอมีโรคประจำตัว แต่หากถามว่าทำไม มาร์คัส ถึงเลือกเธอเป็นเจ้าสาว เพราะจิตใจที่แสนดีของเธอต่างหาก "คุยอะไรกันค่ะ" เธอหันไปถามผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ พร้อมรอยยิ้มแสนหวาน จากนั้นก็ตวัดสายตามาทางคนรัก มาร์คัส เผยรอยยิ้มด้วยความอ่อนโยนที่มีให้เธอ พร้อมประโยคคำตอบ "ไม่มีอะไรหรอก เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย" มาร์คัสยกมือขึ้นไหว้พ่อตา จากนั้นก็พาแฟนสาวมาที่รถ เมื่อขึ้นรถมาแล้ว พิมพ์รดาก็ไม่ลืมที่จะถาม "เมื่อคืน พิมพ์โทรหาคุณตั้งหลายสาย ติดธุระหรือคะ" ชายหนุ่มเงียบอยู่สักพัก จากนั้นก็เอื้อมมือมาจับมือแฟนสาวแน่น "ใช่ แต่ผมก็ไม่ลืมนัดของเรานะ ยังไงคุณก็สำคัญเสมอ!" พิมพ์รดายิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย สายตาจ้องมองหน้ามาร์คัสอยู่ตลอด ในหัวของเธอมันรับรู้ได้ว่า ทุกครั้งที่เขาไม่รับสาย ไม่ใช่ว่าเขายุ่งเรื่องงาน แต่เพราะชายหนุ่มคงสุขสำราญตามประสาผู้ชาย รู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่อาจเปลี่ยนเขาได้ แต่ที่เธอยอมและอยู่เงียบๆ มันมีแค่คำว่ารักที่ไร้เหตุผลมาประกอบทั้งนั้น เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หญิงสาวและแฟนหนุ่มก็มุ่งหน้ามาห้องหมอ หมอที่นัดไว้เป็นหมอประจำตัวของเธอ ส่วนโรคที่เธอเป็นนั้น มันบอกไม่ได้เลยว่ามันเป็นโรคอะไรเพราะ1ใน100คนที่จะเป็นกัน ส่วนอาการของโรค เวียนหัว เบื่ออาหาร บางครั้งถึงกับเลือดต่ำ ต้องได้แอดมิด แต่หมอก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเธอป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ "วันนี้เลือดดีขึ้นนะ พยายามทานยาตามที่หมอสั่ง อีกอย่างห้ามเครียดรู้ไหม" "รู้ค่ะ" น้ำเสียงอ่อนนุ่มของหมอที่คุยกับคนไข้ บ่งบอกถึงความห่วงใย พิมพ์รดาไม่ใช่แค่คนป่วยธรรมดา แต่คุณหมอที่รักษาเธอเป็นรุ่นพี่ที่เธอรู้จักอีกต่างหาก หลังจากที่พบหมอแล้ว อาการต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง หมอได้จัดยาพร้อมคำแนะนำเหมือนปกติให้เธอ หลังจากเสร็จจากตรงนั้น มาร์คัส ก็เอ่ยถามขึ้น "จะไปไหนต่อไหม" "ถามแบบนี้แสดงว่ามีธุระที่อื่นหรือคะ" "ผมมีงานต้องไปจัดการ หากจะให้คุณไปด้วยก็เกรงจะไม่สะดวก" "อ๋อ....งั้นไปส่งพิมพ์ที่บ้านเลยก็ได้ ดีเหมือนกันพิมพ์จะได้พักผ่อน" ชายหนุ่มยกมือมาลูบที่กลุ่มเส้นผมจากนั้นก็ก้มลงไปสูดดม พร้อมรอยยิ้ม ในเมื่อบอกมาร์คัสให้มาส่งที่บ้าน ชายหนุ่มก็สั่งคนขับรถวนกลับมาที่บ้านในเวลาเกือบเที่ยง เมื่อมาส่งแล้วเขาก็ไม่ได้ลงจากรถ เพราะพิมพ์รดาเธอคิดแค่ว่างานที่มาร์คัสทำคงจะมีปัญหา เลยไม่ซักถามอะไรมาก เมื่อชายหนุ่มกลับไปแล้ว เธอก็เดินขึ้นไปพัก เหมือนปกติทุกวัน คอนโด ร่างสูงมุ่งหน้าขึ้นลิฟต์ เด็กสาวที่เขาได้เสพสุขรออยู่บนห้อง เมื่อขึ้นมาแล้วภายในห้องยังมีลูกน้องของเขาเฝ้าเทียนหอมอยู่สองคน รวมทั้ง สิงห์คนสนิท "เป็นไง เด็กคนนั้น!" "ยังอยู่ในห้องครับ" ต้องบอกก่อนว่าคอนโดหรูแห่งนี้มีห้องนอนแยกออกไป เป็นห้องชุดมีครบทุกอย่าง หลังจากที่ถามลูกน้อง เขาก็มุ่งหน้าเข้าไปในห้อง เทียนหอมนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องตัวสูงเปิดประตูเข้ามา เธอถึงขั้นผวาไปเล็กน้อย "คะ คุณ" ทันทีที่ประตูปิด เสียงเข้มก็เอ่ยถาม "ไปนั่งทำไมตรงนั้น" เทียนหอมไม่ได้ตอบ แต่สิ่งที่เธอถามต่อมันทำให้มาร์คัส ถึงขั้นย่นคิ้ว "หนูขอกลับบ้านได้ไหม"หลังจากที่พบกันวันนั้น ยามเช้ามาร์คัสก็ยังไม่ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพราะอยากทำความคุ้นเคยกับลูกสาวและได้อยู่ใกล้ชิดกับเทียนหอม ชายหนุ่มพยายามจะร้องขอให้เทียนหอมกลับไปกับเขา ขอโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทว่าเทียนหอมก็ยังไม่ได้กลับ เธอรับรู้ได้ว่าเขารักเธอจริงแต่อยากใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องพิสูจน์มากกว่า วันเวลาเดินทางไปไม่ได้หยุดนิ่งเทียนหอมเธอยังคงอยู่ที่เดิม ส่วนมาร์คัสก็เทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพและขอนแก่น ทุกครั้งที่มาก็จะมีของเล่นขนมมาให้ลูกจนเต็มไปหมด คนแถวนั้นที่ไม่เคยเห็นพ่อของลูกของเทียนหอมก็พึ่งได้เห็น และเสียงที่เล่าลือกันไปคือ เขาเป็นคนรวย แถมยังหล่ออีก แต่สำหรับบางคนที่ชอบนินทา แน่นอนว่าคงมองเทียนหอมเป็นเด็กเที่ยวใจแตกพลาดท้องเลยหนีมาอยู่ที่นี่ มาร์คัสใช้เวลาอย่างมากเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เทียนหอมได้เห็น หากจะนับเวลาตั้งแต่ที่เจอกันอีกครั้งจนวันนี้ก็ผ่านมาจนหนึ่งเดือนแล้ว ทว่าคนตัวเล็กหน้าสวยก็ยังไม่ตอบตกลงที่จะเข้ากรุงเทพพร้อมตนสักที "คุณน้าครับ หากวันหนึ่งผมพาเทียนหอมกับมิรินไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าเขาที่ต่างประเทศ คุณน้าจะว่าอะไรไหมครับ" ชายหนุ่มเอ่ยถามเด่นดวงด้วยถอยคำสุภาพน้ำ
มาร์คัสแทบกลืนน้ำลายไม่ลงเขาละสายตาจากคนพูดแล้วเพ่งมองที่ใบหน้าของเด็กน้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมโต นัยน์ตาประกายผิวขาวปากอมชมพูเล็กน้อยทว่าทุกสัดส่วนบนใบหน้าก็คล้ายเขาเมื่อตอนเด็ก และนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องปล่อยโฮขึ้น "ฮึก เขาเป็นลูกของผมเหรอครับ เทียนหอมทำไมเธอใจร้ายแบบนี้" "แม่คะ" "เทียนเขาควรรู้ ไหนๆเรื่องมันก็นานแล้ว ดีกว่าเทียนจะโกหกลูกว่าพ่อเขาตายนะ" เจ็บยิ่งกว่าถูกมีดกรีดก็ว่าได้ เทียนหอมเล่นโกหกลูกสาวว่าพ่อเสีย จึงทำให้เด็กน้อยไม่เคยถามหาอีก มาร์คัสขยับเท้าเข้ามา สายตาที่มองมิรินมันอ่อนโยนจนหาที่เปรียบไม่ได้ แถมดวงตาคู่คมนั้นยังเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่มันไหล "ผมขอจับเขาได้ไหม" เด่นดวงไม่ได้ใจร้าย ตนรู้ว่าลูกสาวก็ลืมมาร์คัสไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงมีรักใหม่ไปนานแล้ว แต่นี่ครองโสดเลี้ยงลูกเพียงลำพังเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนตนครั้งยังเด็ก "เทียน แม่ไม่อยากให้มิรินเป็นเหมือนเทียนนะลูก พ่อเขาอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยๆเขาก็มีสายเลือดเดียวกัน" เทียนหอมร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนเด่นดวงวางหลานตัวน้อยลงจากอ้อมแขน จากนั้นก็บอกหลานสาว "มิริน ผู้ชายตรงนี้เขาเป็นปะป๊าของหนู ไปหาเขาสิ" "ปะป๊านะยัยย
คำบอกเล่าของลูกน้อง ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องชะงัก ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนที่ตนเห็นจะเป็นคนเดียวกันกับเด็กที่ตนตามหา "มึงเจอเธอที่ไหน" "ที่โรงแรมนี่ละครับ แต่..." "อะไร!" "นายครับ ผมไปส่งเธอที่บ้าน เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งมากอดเทียนหอม ผมเกรงว่าเธอน่าจะแต่งงานมีสามีไปแล้ว" คำบอกเล่านั่น มันทำให้มาร์คัสแทบจุกจนหายใจไม่ออก คำว่าแต่งงานมีครอบครัวอย่างนั้นนะเหรอ มันเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากได้ยินด้วยซ้ำ "พากูไป กูอยากเห็นกับตาตัวเอง ว่าเธอมีครอบครัวจริงหรือเปล่า" "ครับ" สิงห์น้อมรับคำสั้นๆ จากนั้นก็พามาร์คัสไปที่บ้านที่เทียนหอมอาศัยอยู่กับแม่และลูกสาว ระหว่างที่รถแล่นตามถนนมานั้น ในหัวของชายหนุ่มก็ตั้งคำถามกับตัวเองไม่หยุด ตลอดระยะเวลาสามปีที่เขาตามหาทั่วกรุงเทพ แต่คนตัวเล็กแอบมาหลบอยู่ที่ภาคอีสาน แถมลูกน้องตนยังบอกว่ามีลูกเล็ก มันหมายความว่าอย่างไรกัน รถของมาร์คัสจอดอยู่ที่หน้าบ้านโดยที่สิงห์เป็นคนขับ ชายหนุ่มเปิดประตูลงมา แต่ตอนนี้เด่นดวงได้เก็บของที่ขายลงเรียบร้อย แต่บริเวณหน้าบ้านเงียบมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองดูโดยรอบ แหงนหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสอง พร้อมกับการถอนหายใจ "เธอหนีฉันมา มาอยู
สิงห์ตามมาร์คัส ออกมาข้างนอกห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ จากนั้นก็กวาดสายตามองหาคนที่ตนคิดว่าเป็นเทียนหอม แต่ก็ไร้เงา ไม่รู้ว่าจำคนผิดไปหรือเปล่า ส่วนเทียนหอมเธอขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ ชั่งใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี หากอยู่ก็ต้องเจอกับเขาแน่ แต่ถ้าหนีกลับบ้านคงถูกหัวหน้าสายงานด่าแน่นอน "ระหว่างโดนด่า กับเจอผู้ชายคนนั้นเธอจะเอายังไงเทียนหอม" เธอถามตัวเอง แต่ดูเหมือนจะได้ข้อตลกแล้ว หากหนีกลับตอนนี้แม้จะโดนต่อว่าก็ไม่เท่ากับจะเจอเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่ เทียนหอมตัดสินใจที่จะออกจากการอบรมกะทันหัน แถมยังส่งข้อความไปบอกเพื่อนอีกว่า มิรินไม่สบายขอกลับก่อน และให้บอกหัวหน้าสายงานด้วย โจอ่านและทำตามที่เพื่อนขอ อีกทั้งเขาก็เชื่อว่ามิรินไม่สบายจริงเลยไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความ เทียนหอมเดินออกมาจากโรงแรมเธอมองหารถที่จะกลับบ้าน ทว่า สิงห์ดันเดินมาพอดี ดีหน่อยที่มาร์คัสเขากลับเข้าห้องประชุมไปแล้ว ทันทีที่สิงห์เห็นเทียนหอมยืนอยู่ เขาก็เพ่งมองอยู่สักพักแน่ใจแล้วว่าเธอคือคนที่เจ้านายตามหาก็เรียกทักทันที "เทียนหอม!!" เทียนหอมสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปมองพอเห็นว่าเป็นสิงห์ ใบหน้าของเธอยิ่งเลิกลั
3ปีผ่านไป ระยะเวลาพิสูจน์อะไรได้หลายอย่างแม้กระทั่งใจคน "นายครับ อาทิตย์หน้าที่จะถึงเราต้องไปฝึกอบรมพนักงานขายที่ต่างจังหวัดนะครับนาย" เสียงที่โพล่งบอกเป็นเสียงของสิงห์ แน่นอนว่าชายหนุ่มร่างสูงนี้ ยังอยู่กับมาร์คัสไม่ได้จากไปที่ไหน แถมยังช่วยงานผู้เป็นนายได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่องเหมือนเดิม "อืม กูรู้แล้ว ว่าแต่ช่วงหลังมานี้ มึงได้ไปตามสืบข่าวจากเด็กน้ำหวานบ้างหรือเปล่า" "เอ่ออ คือ" สิงห์เงียบเพราะไม่ได้ไปตามสืบมาสักพักใหญ่ เพราะอะไรนะ เหรอ เพราะน้ำหวานเห็นหน้าสิงห์ทีไรก็ไล่ตะเพิดทุกที ก็หลังๆมานี้ไม่ใช่แค่ไปตามสืบ แต่กับก้าวล้ำเขาไปในชีวิตเขาจนทำให้น้ำหวานต้องเลิกกับแฟนเพราะสิงห์เป็นต้นเหตุ "หากมึงว่างก็แอบไปตามหน่อยแล้วกัน กูเชื่อว่าเด็กคนนั้นรู้ว่าเมียกูอยู่ไหนแต่ไม่บอก" "นายครับ แต่ ผ่านมาสามปีแล้ว ป่านนี้เทียนหอมคงมีแฟนใหม่ไปแล้วนะครับนาย" ปัง!! "กูไม่สน จะผัวใหม่กี่คน กูก็ต้องเอาเมียกูกลับมาให้ได้" ไม่เพียงแค่ปากพูด เขายังตบโต๊ะเสียงดังลั่นใส่สิงห์จนสิงห์ต้องก้มหน้าต่ำลง เพราะตกใจ บรรยากาศในห้องทำงานยังคงปกคลุมไปด้วยความเงียบ ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลย
สิ่งที่มันเจ็บที่สุดก็น่าจะเป็นคำพูดของคนที่บอกว่ารักกัน แต่เขาในตอนนี้กับไม่แคร์ความรู้สึกเธอเลยแม้แต่น้อย วาจาที่พ่นออกมานั้นไม่รู้ว่าเขาคิดหรือเปล่า ทว่ามันดันทำให้อีกฝ่ายน้ำตานองหน้าขึ้นมาเสียดื้อๆ "มาร์คงรักเธอมากสินะ คุณถึงไม่แคร์ความรู้สึกพิมพ์สักนิด" "พิมพ์หากผมไม่แคร์ความรู้สึกคุณ ผมจะแต่งงานกับคุณทำไมกัน แต่คุณบอกเองว่าไม่สบายใจผมก็ไม่ฝืน แล้วจะให้ผมทำยังไง" "คุณรู้ตัวหรือเปล่า ว่าคุณเห็นแก่ตัวมากที่สุด คุณน่าจะสำนึกรู้สึกผิดกับพิมพ์บ้าง แต่นี่คุณกับไม่สนความรู้สึกพิมพ์เลย" เธอทั้งร้องไห้ทั้งยืนปาดน้ำตาอยู่อย่างนั้น ส่วนมาร์คัสไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ใบหน้าหล่อเสหลบสายตาแฟนสาว จากนั้นก็ค่อย ๆ สาวเท้าลงมาหาเธออย่างใจเย็น สองมือของเขาเอื้อมไปจับมือพิมพ์รดาไว้แน่น จากนั้นก็พูดเสียงเรียบ "ผมขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่าง คุณอยากจะด่าจะว่าจะประจานผมยังไงก็ได้ ผมยอมรับผมลืมเธอไม่ได้จริงๆ แต่เรื่องแต่งงานผมแล้วแต่คุณจะตัดสินใจ ผมขอโทษนะพิมพ์!" "ฮึกฮือ อืออ คุณรักเด็กนั่นขนาดนี้เลยเหรอ พิมพ์ไม่ดีตรงไหน ทำไมคุณไม่บอกพิมพ์ละคะ เราจะแต่งงานกันแล้วทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้" "ผมขอโทษ ผมไม