ANMELDENหลังจากที่ทานข้าวบ้านคู่หมั้นแล้ว มาร์คัส ก็ขอตัวกลับ เขาให้เหตุผลว่าติดธุระสำคัญ แต่พิมพ์รดาไม่รู้เลยว่าธุระที่ว่าที่สามีบอกคือการมาพบผู้หญิงอีกคน
มาร์คัส สั่งลูกน้องให้ขับรถมาที่คอนโด เวลานี้สามทุ่มเข้าไปแล้ว แต่อย่างว่า สิงห์รายงานตลอดว่ายังติดต่อเทียนหอมไม่ได้ พอรถมาถึงคอนโดชายหนุ่มก็เร่งรีบขึ้นไปที่ห้องโดยมีลูกน้องคนสนิทรออยู่ ร่างสูงเปิดประตูเข้ามาในห้องกว้าง จากนั้นก็เอ่ยถามคนที่รออยู่ด้านใน "สรุปติดต่อไม่ได้ใช่ไหม" "ไม่ได้ครับนาย" "บัดซบ ไม่ใช่มันหนีไปแล้วเหรอ" "ยังหรอกนาย เสื้อผ้าเธอยังอยู่" ใบหน้าหล่อตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย หากจะถามว่า ที่เป็นอยู่นี่เป็นห่วงเทียนหอมก็คงไม่ สิ่งที่เขาคิดคือกลัวเด็กคนนั้นหลอกเสแสร้งแกล้งมารยาแล้วหลบหนี หากเป็นแบบนั้นเงินที่ให้ทรงพลไปเท่ากับว่าเขาขาดทุน ความหงุดหงิดในร่างเริ่มก่อตัวขึ้น ในขณะที่สิงห์เองก็เงียบเพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อเทียนหอมจากทางไหน เท่าที่จำได้เขาต่อสายหาเธอเป็นสิบสายทว่าก็ยังไม่มีคนรับ เวลาผ่านไปสักพัก หากดูเวลาที่ข้อมือแล้ว ตอนนี้สี่ทุ่มนิดๆ มาร์คัสหย่อนสะโพกลงนั่งพยายามทำใจให้เย็น โซฟาหรูมีร่างสูงเอนหลังพิงเพราะใช้ความคิด หากวันนี้เทียนหอมไม่กลับมาที่ห้อง คงต้องสั่งคนไปจัดการทรงพล ข้อหากล้าหลอกลวงเขา แอร๊กก เสียงประตูห้องถูกเปิดออก ร่างบางแทรกตัวเข้ามา ทว่าเธอไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีคนที่รอเธออยู่ "ไปไหนมา!" เทียนหอมสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย เธอยังไม่ตั้งหลักด้วยซ้ำแถมร่างกายยังอ่อนเพลียกับงานที่พึ่งทำมา ใบหน้าหวานดูอิดโรยอยู่เล็กน้อย แต่หูเธอไม่ได้หนวกที่จะไม่ได้ยินเสียงเข้มที่โพล่งถาม "คือ หนูพึ่งเลิกงานค่ะ" ประโยคที่เธอตอบยิ่งทำให้มาร์คัสต้องย่นคิ้วหนา คำว่าเลิกงานเขาไม่รู้หรอกว่างานที่เทียนหอมทำคืออะไร "งานอย่างนั้นเหรอ หึ! คงไม่พ้นงานบริการสินะ" อันที่จริงเขาก็พูดถูกงานของเธอก็เป็นงานบริการจริงๆ แต่เทียนหอมก็ไม่ได้พูดต่อ เธอยืนตัวแข็งราวกับหินแต่สายตามองไปทางสิงห์ เหมือนเธอจะรับรู้ว่าสิงห์ไม่ใช่คนใจร้าย แต่ชายหนุ่มเอาแต่ก้มหน้าอยู่หลังผู้เป็นนายอยู่อย่างนั้น ไม่นานนักเสียงของมาร์คัสก็สั่งขึ้นอีก "ไอ้สิงห์! มึงขับรถกลับกับเด็กรถได้เลย ส่วนอีกคันจอดไว้ให้กูที่นี่" "ครับนาย" สิงห์รับคำแล้วก็เดินก้มหน้าสวนออกไปที่ประตูห้อง ส่วนเทียนหอมเธอมองตามแค่แวบเดียวแล้วก็ก้มหน้าพลางถือถุงกับข้าวอยู่อย่างนั้น สิงห์ออกไปแล้วตอนนี้ ในห้องมีแค่มาร์คัสและเทียนหอมเท่านั้น "ทำไมไม่รับโทรศัพท์" "คือ หนูทำงานวันนี้แขกเยอะ หนูไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว" สิ้นคำพูดของหญิงสาว ชายหนุ่มร่างลูกก็ลุกพรวดขึ้นจากที่สาวเท้ายาวมาประชิดที่ตัวของเทียนหอม จากนั้นก็เอื้อมมือไปบีบที่ปลายคางเธอแน่น จนใบหน้าหวานเงยขึ้นเล็กน้อย "แขกเยอะอย่างนั้นเหรอ รับไปกี่คนละ หรือว่าฉันเปิดซิงเธอแล้วเธอติดใจถึงได้เร่ขายตัวจนมืดค่ำ เด็กใจแตก" "ฮือ หนูไม่ได้มะ หมายความว่าแบบนั้น ปล่อยเถอะค่ะ หนูเจ็บ" เทียนหอมพยายามแกะมือมาร์คัสออก น้ำเสียงของเธอกระท่อนกระแท่นขาดหายเป็นช่วง แต่ดูเหมือนมาร์คัสจะโมโหมาก อันที่จริงมันรู้สึกว่าหยามกันมากกว่า หากเทียนหอมกล้าทำแบบนั้นแสดงว่าเด็กคนนี้ไม่เกรงกลัวเขาสักนิด "คุณมาร์คัส หนูไม่ได้ขายตัว หนูไปทำงานร้านหมูกระทะมา ปล่อยหนูเถอะหนูเจ็บ" ความจริงที่หลุดออกมาจากปากสาวน้อย ทำให้ผู้ชายหน้าหล่อที่หน้าบึ้งตึงก่อนหน้า ต้องคลายมือออก ดูเหมือนจะหน้าแตกเสียด้วยซ้ำ เมื่อคลายมือออกจากคางเรียวของเทียนหอม มาร์คัสก็พูดเสียงแข็ง "ไปจัดการตัวเองวันนี้ฉันจะค้างที่นี่" เทียนหอมแทบเข่าทรุดอยู่ตรงนั้น เธอรู้ได้เลยว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ ทว่าแค่เดินเสิร์ฟก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด แถมข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้อง สิ่งที่เธอถือในมือคือถุงก๋วยเตี๋ยว แต่คงจะไม่ได้กินแล้ว เพราะสิ่งที่เขาสั่งตามมาอีกคือ "ฉันจะเข้าไปอาบน้ำรอที่ห้อง รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอะไร?"หลังจากที่พบกันวันนั้น ยามเช้ามาร์คัสก็ยังไม่ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพราะอยากทำความคุ้นเคยกับลูกสาวและได้อยู่ใกล้ชิดกับเทียนหอม ชายหนุ่มพยายามจะร้องขอให้เทียนหอมกลับไปกับเขา ขอโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทว่าเทียนหอมก็ยังไม่ได้กลับ เธอรับรู้ได้ว่าเขารักเธอจริงแต่อยากใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องพิสูจน์มากกว่า วันเวลาเดินทางไปไม่ได้หยุดนิ่งเทียนหอมเธอยังคงอยู่ที่เดิม ส่วนมาร์คัสก็เทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพและขอนแก่น ทุกครั้งที่มาก็จะมีของเล่นขนมมาให้ลูกจนเต็มไปหมด คนแถวนั้นที่ไม่เคยเห็นพ่อของลูกของเทียนหอมก็พึ่งได้เห็น และเสียงที่เล่าลือกันไปคือ เขาเป็นคนรวย แถมยังหล่ออีก แต่สำหรับบางคนที่ชอบนินทา แน่นอนว่าคงมองเทียนหอมเป็นเด็กเที่ยวใจแตกพลาดท้องเลยหนีมาอยู่ที่นี่ มาร์คัสใช้เวลาอย่างมากเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เทียนหอมได้เห็น หากจะนับเวลาตั้งแต่ที่เจอกันอีกครั้งจนวันนี้ก็ผ่านมาจนหนึ่งเดือนแล้ว ทว่าคนตัวเล็กหน้าสวยก็ยังไม่ตอบตกลงที่จะเข้ากรุงเทพพร้อมตนสักที "คุณน้าครับ หากวันหนึ่งผมพาเทียนหอมกับมิรินไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าเขาที่ต่างประเทศ คุณน้าจะว่าอะไรไหมครับ" ชายหนุ่มเอ่ยถามเด่นดวงด้วยถอยคำสุภาพน้ำ
มาร์คัสแทบกลืนน้ำลายไม่ลงเขาละสายตาจากคนพูดแล้วเพ่งมองที่ใบหน้าของเด็กน้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมโต นัยน์ตาประกายผิวขาวปากอมชมพูเล็กน้อยทว่าทุกสัดส่วนบนใบหน้าก็คล้ายเขาเมื่อตอนเด็ก และนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องปล่อยโฮขึ้น "ฮึก เขาเป็นลูกของผมเหรอครับ เทียนหอมทำไมเธอใจร้ายแบบนี้" "แม่คะ" "เทียนเขาควรรู้ ไหนๆเรื่องมันก็นานแล้ว ดีกว่าเทียนจะโกหกลูกว่าพ่อเขาตายนะ" เจ็บยิ่งกว่าถูกมีดกรีดก็ว่าได้ เทียนหอมเล่นโกหกลูกสาวว่าพ่อเสีย จึงทำให้เด็กน้อยไม่เคยถามหาอีก มาร์คัสขยับเท้าเข้ามา สายตาที่มองมิรินมันอ่อนโยนจนหาที่เปรียบไม่ได้ แถมดวงตาคู่คมนั้นยังเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่มันไหล "ผมขอจับเขาได้ไหม" เด่นดวงไม่ได้ใจร้าย ตนรู้ว่าลูกสาวก็ลืมมาร์คัสไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงมีรักใหม่ไปนานแล้ว แต่นี่ครองโสดเลี้ยงลูกเพียงลำพังเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนตนครั้งยังเด็ก "เทียน แม่ไม่อยากให้มิรินเป็นเหมือนเทียนนะลูก พ่อเขาอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยๆเขาก็มีสายเลือดเดียวกัน" เทียนหอมร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนเด่นดวงวางหลานตัวน้อยลงจากอ้อมแขน จากนั้นก็บอกหลานสาว "มิริน ผู้ชายตรงนี้เขาเป็นปะป๊าของหนู ไปหาเขาสิ" "ปะป๊านะยัยย
คำบอกเล่าของลูกน้อง ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องชะงัก ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนที่ตนเห็นจะเป็นคนเดียวกันกับเด็กที่ตนตามหา "มึงเจอเธอที่ไหน" "ที่โรงแรมนี่ละครับ แต่..." "อะไร!" "นายครับ ผมไปส่งเธอที่บ้าน เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งมากอดเทียนหอม ผมเกรงว่าเธอน่าจะแต่งงานมีสามีไปแล้ว" คำบอกเล่านั่น มันทำให้มาร์คัสแทบจุกจนหายใจไม่ออก คำว่าแต่งงานมีครอบครัวอย่างนั้นนะเหรอ มันเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากได้ยินด้วยซ้ำ "พากูไป กูอยากเห็นกับตาตัวเอง ว่าเธอมีครอบครัวจริงหรือเปล่า" "ครับ" สิงห์น้อมรับคำสั้นๆ จากนั้นก็พามาร์คัสไปที่บ้านที่เทียนหอมอาศัยอยู่กับแม่และลูกสาว ระหว่างที่รถแล่นตามถนนมานั้น ในหัวของชายหนุ่มก็ตั้งคำถามกับตัวเองไม่หยุด ตลอดระยะเวลาสามปีที่เขาตามหาทั่วกรุงเทพ แต่คนตัวเล็กแอบมาหลบอยู่ที่ภาคอีสาน แถมลูกน้องตนยังบอกว่ามีลูกเล็ก มันหมายความว่าอย่างไรกัน รถของมาร์คัสจอดอยู่ที่หน้าบ้านโดยที่สิงห์เป็นคนขับ ชายหนุ่มเปิดประตูลงมา แต่ตอนนี้เด่นดวงได้เก็บของที่ขายลงเรียบร้อย แต่บริเวณหน้าบ้านเงียบมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองดูโดยรอบ แหงนหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสอง พร้อมกับการถอนหายใจ "เธอหนีฉันมา มาอยู
สิงห์ตามมาร์คัส ออกมาข้างนอกห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ จากนั้นก็กวาดสายตามองหาคนที่ตนคิดว่าเป็นเทียนหอม แต่ก็ไร้เงา ไม่รู้ว่าจำคนผิดไปหรือเปล่า ส่วนเทียนหอมเธอขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ ชั่งใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี หากอยู่ก็ต้องเจอกับเขาแน่ แต่ถ้าหนีกลับบ้านคงถูกหัวหน้าสายงานด่าแน่นอน "ระหว่างโดนด่า กับเจอผู้ชายคนนั้นเธอจะเอายังไงเทียนหอม" เธอถามตัวเอง แต่ดูเหมือนจะได้ข้อตลกแล้ว หากหนีกลับตอนนี้แม้จะโดนต่อว่าก็ไม่เท่ากับจะเจอเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่ เทียนหอมตัดสินใจที่จะออกจากการอบรมกะทันหัน แถมยังส่งข้อความไปบอกเพื่อนอีกว่า มิรินไม่สบายขอกลับก่อน และให้บอกหัวหน้าสายงานด้วย โจอ่านและทำตามที่เพื่อนขอ อีกทั้งเขาก็เชื่อว่ามิรินไม่สบายจริงเลยไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความ เทียนหอมเดินออกมาจากโรงแรมเธอมองหารถที่จะกลับบ้าน ทว่า สิงห์ดันเดินมาพอดี ดีหน่อยที่มาร์คัสเขากลับเข้าห้องประชุมไปแล้ว ทันทีที่สิงห์เห็นเทียนหอมยืนอยู่ เขาก็เพ่งมองอยู่สักพักแน่ใจแล้วว่าเธอคือคนที่เจ้านายตามหาก็เรียกทักทันที "เทียนหอม!!" เทียนหอมสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปมองพอเห็นว่าเป็นสิงห์ ใบหน้าของเธอยิ่งเลิกลั
3ปีผ่านไป ระยะเวลาพิสูจน์อะไรได้หลายอย่างแม้กระทั่งใจคน "นายครับ อาทิตย์หน้าที่จะถึงเราต้องไปฝึกอบรมพนักงานขายที่ต่างจังหวัดนะครับนาย" เสียงที่โพล่งบอกเป็นเสียงของสิงห์ แน่นอนว่าชายหนุ่มร่างสูงนี้ ยังอยู่กับมาร์คัสไม่ได้จากไปที่ไหน แถมยังช่วยงานผู้เป็นนายได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่องเหมือนเดิม "อืม กูรู้แล้ว ว่าแต่ช่วงหลังมานี้ มึงได้ไปตามสืบข่าวจากเด็กน้ำหวานบ้างหรือเปล่า" "เอ่ออ คือ" สิงห์เงียบเพราะไม่ได้ไปตามสืบมาสักพักใหญ่ เพราะอะไรนะ เหรอ เพราะน้ำหวานเห็นหน้าสิงห์ทีไรก็ไล่ตะเพิดทุกที ก็หลังๆมานี้ไม่ใช่แค่ไปตามสืบ แต่กับก้าวล้ำเขาไปในชีวิตเขาจนทำให้น้ำหวานต้องเลิกกับแฟนเพราะสิงห์เป็นต้นเหตุ "หากมึงว่างก็แอบไปตามหน่อยแล้วกัน กูเชื่อว่าเด็กคนนั้นรู้ว่าเมียกูอยู่ไหนแต่ไม่บอก" "นายครับ แต่ ผ่านมาสามปีแล้ว ป่านนี้เทียนหอมคงมีแฟนใหม่ไปแล้วนะครับนาย" ปัง!! "กูไม่สน จะผัวใหม่กี่คน กูก็ต้องเอาเมียกูกลับมาให้ได้" ไม่เพียงแค่ปากพูด เขายังตบโต๊ะเสียงดังลั่นใส่สิงห์จนสิงห์ต้องก้มหน้าต่ำลง เพราะตกใจ บรรยากาศในห้องทำงานยังคงปกคลุมไปด้วยความเงียบ ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลย
สิ่งที่มันเจ็บที่สุดก็น่าจะเป็นคำพูดของคนที่บอกว่ารักกัน แต่เขาในตอนนี้กับไม่แคร์ความรู้สึกเธอเลยแม้แต่น้อย วาจาที่พ่นออกมานั้นไม่รู้ว่าเขาคิดหรือเปล่า ทว่ามันดันทำให้อีกฝ่ายน้ำตานองหน้าขึ้นมาเสียดื้อๆ "มาร์คงรักเธอมากสินะ คุณถึงไม่แคร์ความรู้สึกพิมพ์สักนิด" "พิมพ์หากผมไม่แคร์ความรู้สึกคุณ ผมจะแต่งงานกับคุณทำไมกัน แต่คุณบอกเองว่าไม่สบายใจผมก็ไม่ฝืน แล้วจะให้ผมทำยังไง" "คุณรู้ตัวหรือเปล่า ว่าคุณเห็นแก่ตัวมากที่สุด คุณน่าจะสำนึกรู้สึกผิดกับพิมพ์บ้าง แต่นี่คุณกับไม่สนความรู้สึกพิมพ์เลย" เธอทั้งร้องไห้ทั้งยืนปาดน้ำตาอยู่อย่างนั้น ส่วนมาร์คัสไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ใบหน้าหล่อเสหลบสายตาแฟนสาว จากนั้นก็ค่อย ๆ สาวเท้าลงมาหาเธออย่างใจเย็น สองมือของเขาเอื้อมไปจับมือพิมพ์รดาไว้แน่น จากนั้นก็พูดเสียงเรียบ "ผมขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่าง คุณอยากจะด่าจะว่าจะประจานผมยังไงก็ได้ ผมยอมรับผมลืมเธอไม่ได้จริงๆ แต่เรื่องแต่งงานผมแล้วแต่คุณจะตัดสินใจ ผมขอโทษนะพิมพ์!" "ฮึกฮือ อืออ คุณรักเด็กนั่นขนาดนี้เลยเหรอ พิมพ์ไม่ดีตรงไหน ทำไมคุณไม่บอกพิมพ์ละคะ เราจะแต่งงานกันแล้วทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้" "ผมขอโทษ ผมไม







