ログインสำหรับเธอมองว่ามันเป็นศิลปะ ที่สำคัญมันไม่ได้โป๊เปลือย ออกแนวสวยขยี้ใจมากกว่า และค่าตัวก็มากโข แต่ที่เธอไม่คิดรับ เพราะคำนึงถึงภาพลักษณ์ ไม่อยากให้มีผลกระทบไปถึงฉัตรฐา ด้วยเธอต้องทำงานอยู่ข้างๆ เขา แต่ตอนนี้คงไม่ต้องสนใจอะไรอีกแล้ว เธอจึงได้ตอบรับข้อเสนอนั้นกลับไป
แพรไหมผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ที่ผ่านมาฉัตรฐาเป็นเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เธอ ยามหนาวก็ได้กอดเขาให้ความอบอุ่น จนเกิดเป็นความอ่อนไหวและพานให้เธอเผลอไผลลืมจุดหมายของตัวเองไป แม้ลึกๆ ในใจเธอจะกลัวการไม่เหลือใคร แต่เวลานี้หมดเวลากลัวและเพ้อฝันแล้ว
เฮ้อ
หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้ง แล้วนึกถึงคำสัญญาเรื่องบ้านที่เคยให้ไว้กับน้องสาว น้องที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอหลงเหลืออยู่ คนที่เธอทำให้ต้องสูญเสียบิดามารดาไป
แพรไหมรู้ดีถึงความผิดของตน จึงพยายามอดทนและชดเชยให้ เพื่อให้ความผิดในใจเบาบางลงบ้าง
“แต่ระหว่างนี้ยังไงเธอก็ยังต้องทำงานให้ฉัน” ฉัตรฐาบอกเสียงหนัก คนอย่างเขาไม่คิดขาดทุน
“แพรต้องทำงานให้คุณในฐานะอะไร” แพรไหมถามกลับทันที หากเป็นในฐานะคนข้างกายเขา เธอคงทำให้ไม่ได้
“ลูกน้อง” ฉัตรฐาบอกเสียงเรียบ แพรไหมเป็นได้แค่ลูกน้องสำหรับเขา
“ค่ะ” แพรไหมเป่าปากโล่งใจ เธอคงจะเป็นลูกน้องเขาอีกไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น และหลังจากสิ้นสุดบทสนทนาสายก็ถูกตัดไป
ด้านกัลย์สุดาขบเม้มปากนิดๆ เมื่อนึกถึงผู้บุกรุกเข้ามาเมื่อครู่ ก่อนจะรวบรวมสติขยับตัวขึ้นไปทำมื้อเย็นต่อให้เสร็จ
ช่วงเวลาประมาณสองทุ่มตรง คนสำคัญที่แวะมากินข้าวเป็นเพื่อนทุกวันก็ปรากฏตัว
“พี่ไฉ” กัลย์สุดารีบปรี่ไปหาด้วยสีหน้าแง่งอน “ทำไมพี่ไฉไม่โทร.มาบอกก่อนล่ะคะว่าจะให้ลูกน้องเข้ามาเอาเสื้อ”
“พี่ลืมครับ” ฉัตรฐาส่งสายตาไปขอโทษที่เขาปล่อยให้แพรไหมเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัว
“เกลทำให้พี่ไฉต้องยุ่งยากใช่ไหมคะ ที่จริงเกลไปอยู่โรงแรมก็ได้นะคะ” กัลย์สุดานึกเกรงใจที่ฉัตรฐาต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น
“พี่ไม่ยุ่งยากหรอก เกลอยู่ที่นี่ดีแล้ว อยากออกไปไหนมาไหนจะได้สะดวก” ฉัตรฐาไม่อยากให้กัลย์สุดาคิดมาก และเขาเต็มใจจะดูแล
“ขอบคุณนะคะ วันนี้เกลทำอาหารไทยที่พี่ชอบไว้ให้ค่ะ” กัลย์สุดารีบจับจูงมือหนาพาไปยังห้องครัว เปิดฝาหม้อให้ฉัตรฐาได้เห็นแกงส้ม รวมถึงไข่เจียวที่ตั้งใจทำ
“ขอบคุณครับ น่ากินมากเลย” เขาระบายยิ้ม แววตาเป็นประกายอย่างดีใจที่เห็นกัลย์สุดาสดใส
“งั้นพี่ไฉช่วยเกลตักใส่ชามหน่อยนะคะ แล้วเราจะได้กินข้าวกัน”
“ได้ครับ”
ฉัตรฐาหยิบชามใบใหญ่ขึ้นมาตักแกงส้มผักรวมใส่ ส่วนหญิงสาวตักข้าวสวยและนำไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร มีน้ำส้มที่เธอคั้นใส่ตู้เย็นไว้ด้วย ทั้งสองนั่งกินข้าวกันไปได้สักพักกัลย์สุดาก็เอ่ยเรียก
“พี่ไฉคะ”
“ครับ” ชายหนุ่มขานรับ แล้ววางช้อนที่อยู่ในมือลงเพื่อหันไปสนใจคนสำคัญ
“เกลว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่เลย พี่ไฉว่าดีไหมคะ”
“ดีสิครับ ขอแค่เกลอยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข พี่ไม่เคยว่า”
“เกลอยากเปิดร้านอาหารค่ะ” เธอบอกในสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จ
“ได้สิครับ เกลอยากเปิดร้านแถวไหน ดูที่ไว้หรือยัง พี่มีที่ดินหลายที่เลยครับ” ฉัตรฐาพร้อมจะสนับสนุนกัลย์สุดาทุกอย่าง ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรก็จะหามาให้
“เกลยังไม่มีในใจเลยค่ะ” กัลย์สุดาส่ายหน้า แล้วทำตาเป็นประกาย เพราะนึกไว้แล้วว่าฉัตรฐาจะต้องช่วยเธอได้
“งั้นไว้พี่จะเอาโฉนดที่ดินของพี่มาให้เกลเลือกนะครับ แล้วก็จะให้ลูกน้องพาเกลไปดูที่ด้วย”
“พี่ไฉใจดีกับเกลที่สุดเลยค่ะ ถ้าขาดพี่ไฉไป เกลไม่รู้จะอยู่ยังไง” จังหวะหนึ่งกัลย์สุดาทำหน้าเศร้า ชีวิตเธอคงเป๋ไปมากกว่านี้ถ้าไม่มีฉัตรฐาคอยดูแล
ฉัตรฐาระบายยิ้ม แต่ไม่นานเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเรียกให้เขารับสาย
ปิ๊บๆ
“ว่าไง”
“ไอ้จีนัดดื่ม มึงว่างไหม กูว่าจะคุยเรื่องคุณทีเจด้วย” ปลายสายคือมัฆวานที่โทร.เข้ามา โดยทีเจเป็นลูกค้ารายใหญ่คนสำคัญที่ชื่นชอบของเก่าของหายาก
“ว่าง มึงนัดที่มาได้เลย ” ฉัตรฐาตอบกลับ
“ที่....” มัฆวานเอ่ยบอกถึงสถานที่
“ไว้เจอกัน” จากนั้นฉัตรฐาก็ลดสมาร์ตโฟนลงกลับไปสนใจกัลย์สุดา
“พี่ไฉจะไปไหนหรือคะ”
“ไปดื่มกับพวกไอ้จี ไอ้มัฆครับ”
“เกลขอไปด้วยได้ไหมคะ เกลคิดถึงพี่มัฆ พี่จี” กัลย์สุดาทำหน้าอ้อน ตั้งแต่กลับมาเธอก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย แถมยังไม่มีเพื่อนให้ชวนคุยอีกด้วย
“ได้สิครับ” ฉัตรฐายิ้มตอบรับ
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่มืดมนสำหรับคนที่นอนแทบไม่ได้เลย เพราะหัวใจมีแต่ความเจ็บปวด มันทิ่มแทงเธอทั้งยามหายใจเข้าและออก แพรไหมขยับตัวลุกจากเตียงมานั่งกอดเข่าแล้วโยกตัวไปมาคล้ายหมดอาลัยตายอยาก ความเข้มแข็งที่เคยมีสูญสลาย น้ำตาขังคลอหน่วยตา หญิงสาวเหม่อมองไปรอบบ้านพร้อมคิดถึงบิดามารดาจับใจ พลันกอดตัวเองแน่นกว่าเดิม เพราะรู้สึกเหน็บหนาว แล้วคิดหาวิธีทำให้ตัวเองหายไปจากความเจ็บปวดนี้ แพรไหมนิ่งไปหลายนาทีกว่าจะค่อยๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้าลุกไปอาบน้ำ หลังคิดวิธีออกแล้ว หลังจากแต่งตัวง่ายๆ เสร็จก็ตรงไปที่รถของตัวเอง แล้วขับตรงไปยังสถานที่หนึ่ง ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยร่องรอยคราบน้ำตา รถเคลื่อนที่ไปได้ราวครึ่งชั่วโมงก็หยุดสนิท เท้าเรียวเล็กก้าวลงไปยืนอยู่หน้าของสิ่งหนึ่งที่หน้าร้านขายอุปกรณ์ “ไปยืนมองจ้องอะไรกันวะ...” ขณะในรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ห่างไปคนหลังพวงมาลัยเกิดคำถาม หัวคิ้วขมวดยุ่ง โดยเขาขับตามมาตั้งแต่บ้านของหญิงสาวแล้ว มือเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดจมูก รู้สึกเหมือนตัวเองจะมีน้ำมูก แต่สายตายังมองตรงไปยังเจ้าของร่างระหง
“ฮือ” แพรไหมร้องไห้โฮออกมา อีกไม่ถึงสิบก้าวก็จะถึงป้ายรถเมล์โดยสารแล้ว แต่เธอพาตัวเองไปไม่ถึง เพราะรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าลงกับเข่าของตัวเอง คุดคู้อยู่กลางสายฝน ฟังเสียงฝนสลับกับเสียงรถยนต์ที่ขับผ่านไปมา ความรู้สึกตอนนี้ไม่มีอะไรมาบรรยายได้ ก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นมา หลังได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นบุหรี่ลอยมาเตะจมูก คล้ายมีคนยืนสูบอยู่ใกล้ๆ เมื่อไล่สายตาไปมองก็พบกับคนคนหนึ่ง คนที่ตั้งคำถามกับเธอ “ให้ช่วยอีกปะ” ใครคนนั้นไม่พ้นฉัตรฐาที่กำลังอัดบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นควันออกมา ดวงหน้าคมคายก้มลงมองลูกนกที่ถูกฝนกระหน่ำ จนปีกน่าจะบินไม่ไหวอีกต่อไป “ไปให้ไกล เหม็นบุหรี่” แพรไหมเค้นเสียงบอก แค่เรื่องที่เจอวันนี้เธอก็เหนื่อยจนอยากหยุดหายใจแล้ว ฉัตรฐายังมารังควานกันอีก แล้วไม่รู้ว่าเขาบ้าหรือเปล่าที่มายืนสูบบุหรี่กลางสายฝน ฉัตรฐาบิดปากใส่ ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ แพรไหม ก่อนเสียงฟ้าจะคำรามก้องทำให้ทั้งเขาและหญิงสาวสะดุ้งโหยง แพรไหมก้มหน้าลง เพราะเธอไม่มีแรงจะขยับตัวลุก หากนอนลงได้คงทำไปแล้ว พลันเงยหน
บทที่ 13 แพรไหมนิ่งเงียบไปหลายนาที หัวใจเจ็บจนแทบทนไม่ไหว พลางมองหน้าคนที่เธอรักทั้งสองแล้วหลับตาลง ขณะคู่ป้าหลานบีบมือของแพรไหมอยู่ตลอด เพราะอยากให้เจ้าตัวยินยอมตกลง เฝ้ามองความหวังของพวกเธอด้วยสายตาเว้าวอนและโน้มน้าว ก่อนทั้งสองจะยิ้มร่า “โอนเงินเข้าบัญชีพิ้งค์ได้เลยค่ะ” แพรไหมมองตรงไปยังศิวัฒน์ “พี่แพร” พิพรรษพรสวมกอดพี่สาวแน่น โล่งใจไปได้มาก ส่วนพรรณรวีถอนหายใจยาว ทว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีกลับถูกผลักให้ตกจากสวรรค์ชั้นฟ้า “แต่พิ้งค์ต้องขายตัวเอง” แพรไหมพูดให้ครบใจความ แล้วสะบัดตัวให้น้องสาวคลายอ้อมกอดออก ดวงตาแข็งกระด้าง ไร้ความอ่อนโยน “พี่แพร” พิพรรษพรหน้าชา เมื่อพี่สาวจะให้เธอทำสิ่งที่น่าขยะแขยง “ทำไม ขายไม่ได้เหรอ” แพรไหมตั้งคำถามเสียงหยัน เธอเจ็บไปทั้งใจจนมันชาแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว โชคดีที่มันยังเต้นได้อยู่ “พิ้งค์จะทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าทำพิ้งค์จะเอาหน้าไปไว้ไหน” พิพรรษพรตาลุกวาวและเริ่มโวยวายดังลั่น “ก็เอาไว้บนคอเหมือนเดิม แต่ต้องเอาตัวไปอยู่บนเตียงของคนอื่น” แพรไหมพูดอย่างหมดเยื่อใย ไม่มี
“เรื่องนี้กูไม่รู้ คุณทีเจเป็นคนนัดร้านนี้” ฉัตรฐารีบปฏิเสธ เขาไม่บ้าถึงขั้นนั้นหรอก “เออ กูค่อยสบายใจหน่อย แต่ดีที่อย่างน้อยเขาก็มีครอบครัว ไม่ได้อยู่ลำพังแล้วยังต้องต่อสู้กับมึง” “ถ้าคนของมึงหักหลังไปยุ่งกับศัตรู มึงจะปล่อยไว้รึไง” ฉัตรฐาตั้งคำถาม คิดว่าเป็นมัฆวานก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน “ไม่อะ แต่คงฆ่าทิ้งไปแล้ว” มัฆวานมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนอย่างทิ้งนัยสำคัญ ฉัตรฐาทำเป็นไม่ได้ยินและหันไปสนใจกับลูกค้ารายใหญ่อย่างทีเจที่เดินตรงเข้ามาหา ก่อนทั้งสามจะขึ้นลิฟต์ไปยังห้องอาหารชื่อดังเพื่อพูดคุยงานกัน ด้านพิพรรษพรเมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหารก็ได้บอกชื่อที่จองไว้กับพนักงาน จากนั้นก็ถูกพาไปยังห้องส่วนตัวซึ่งจัดโต๊ะไว้รองรับสำหรับสี่ที่ แพรไหมมองไปรอบๆ แล้วหันไปมองน้องสาวกับคนเป็นป้า “แพรดีใจนะคะที่พวกเราได้มากินข้าวด้วยกัน” แม้ทุกอย่างอาจจะไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากันสักครั้งหนึ่งก็ยังดี “พี่แพรสั่งได้เต็มที่เลยนะคะ” พิพรรษพรบอกอย่างเอาใจ “ได้เลยจ้ะ” แพร
“ทำไมล่ะ...” แพรไหมแปลกใจ เพราะหลังจากวันนั้นน้องก็ส่งข้อความมาเร่งเร้าให้เธอรีบทำตามที่บอก “พิ้งค์...พิ้งค์ขอโทษ” พิพรรษพรอึกอักอยู่เกือบนาทีกว่าจะเอ่ยออกมาได้ แล้วบอกต่อด้วยเสียงอ่อยๆ “พิ้งค์ไม่ควรโทษพี่คนเดียว พี่แพรไม่โกรธพิ้งค์ได้ไหม...พิ้งค์สำนึกผิดแล้ว” “อื้อ...ไม่โกรธแล้ว” แพรไหมเงียบไปก่อนครางตอบ ในเมื่อน้องสาวรู้สึกผิดแล้วเธอก็ไม่อยากตั้งแง่ ตอนนี้น้องสาวคงจะมองเห็นถึงสิ่งที่เธอพยายามทำให้มาตลอดแล้ว “งั้นพรุ่งนี้ไปกินข้าวกันนะคะ พิ้งค์จะชวนคุณป้าไปด้วย” พิพรรษพรเอ่ยปากชวน “ได้สิ” เธอไม่ปฏิเสธ เพราะอย่างไรก็พี่น้องกัน แต่สำหรับเรื่องการเงินของคนเป็นป้า เธอยังยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว “ไว้พิ้งค์ไปรับนะ แต่งตัวสวยๆ นะ พิ้งค์อยากไปกินอาหารที่โรงแรม” พิพรรษพรดีใจที่พี่สาวตกลง เธอจะรับหน้าที่ในการจองโต๊ะเอง “ได้เลย พี่จะรอนะ” แพรไหมมีดวงตาที่กระจ่างใสขึ้น ส่วนเรื่องบ้านเธอยังจะไปตามนัด เพราะบ้านหลังนี้อย่างไรก็ต้องเป็นของน้องสาว เธอเองก็ควรมีที่ที่เป็นของตัวเอง แล้วเวลาที่แพรไหมเฝ้ารอ
“อย่าสำคัญตัวผิด ฉันพาเกลมาทำบุญต่างหาก” ฉัตรฐาอยากจะหัวเราะเย้ยใส่แพรไหมที่คิดไปว่าเขามาที่นี่เพราะเจ้าตัว แล้วเค้นเสียงถามกลับไป “ยังไม่เลิกชอบคิดเข้าข้างตัวเองอีกเหรอ เธอไม่ได้สำคัญกับฉันเลยสักนิด” “แล้วที่ผ่านมามาด้วยทำไมทุกปี” เธอนึกสงสัยขึ้นมา เรื่องวันเกิดพอเข้าใจแล้ว แต่เรื่องที่เขาอุตส่าห์ตื่นเช้ามาทำบุญด้วยกันตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาทำไปเพื่ออะไร ฉัตรฐาไหวไหล่ เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งตอบคำถาม “อ้อ หรือว่าอยากจะทำบุญให้คนที่ตายไป เผื่อความละอายในใจจะลดลงบ้าง แต่ดีใจด้วยนะคะ ที่สุดท้ายก็ได้ผล เธอคนนั้นให้อภัยเรื่องพี่ชายที่จมน้ำตายได้แล้ว ทำบุญวัดนี้ได้สมดังใจหวังจริงๆ” แพรไหมคาดเดาเองเมื่อไม่ได้คำตอบ “แพรไหม” ฉัตรฐาตาลุกวาวเมื่อแพรไหมกำลังล้ำเส้น ไม่รู้ว่าเธอไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร แต่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องของเขา หญิงสาวไหวไหล่บ้าง ทำไมเธอต้องยอม ในเมื่ออย่างไรเขาก็ตามรังแกกันอยู่ดี ยิ่งยอมอ่อนฉัตรฐาจะยิ่งได้ใจ คิดแล้วแพรไหมก็เดินเชิดหน้าอย่างถือดีผ่านหน้าคนชังไป ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยอีกแล้ว ทว่าจังหวะนั้นร่างบางกลับเซถอยห







