LOGINก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนที่ร่างบอบบางของพิมารินจะผลักบานประตูเข้ามาอย่างระมัดระวัง ห้องทำงานกว้างใหญ่ยังคงเย็นชาราวกับเจ้าของมันไม่มีผิด
ดิวากรไม่ได้เงยหน้าทันที เขายังคงเซ็นเอกสารต่อราวกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่มีตัวตน จนกระทั่งเธอเอ่ยเสียงสั่น
“พิมพ์ดีใจมากที่คุณให้เข้าพบ”
“ว่ามาสิ” ปลายปากกาหยุดนิ่ง เขาวางมันลงช้าๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น สายตาคมเข้มมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์
“เรื่องวันนั้นพิมพ์ขอโทษ เมธัสเขาหลอกล่อพิมพ์ พิมพ์ไม่ได้ตั้งใจ” น้ำตาไหลลงมาอย่างพอเหมาะพอดี มือบางยกขึ้นปาดเบาๆ ตามแบบที่เธอใช้เสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่ทำให้หัวใจของเขาไหว
“มันหลอกล่อท่าไหนล่ะ ถึงไปอยู่บนเตียงด้วยกัน” น้ำเสียงเรียบเฉยจนเหมือนมีคมมีดซ่อนอยู่
“เมธัสเขาวางยาพิมพ์ ฮึก พิมพ์ไม่ได้ยินยอม” พิมารินสะอึกเล็กน้อยก่อนรีบตอบ
ชายหนุ่มกำหมัดแน่นเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นชัดเจน ภาพในคืนนั้นย้อนกลับมาในหัวเขาอย่างห้ามไม่ได้เรื่องของเขากับมิณทร์ทิชาที่ยังคงตามหลอกหลอนเขาจนถึงทุกวันนี้
พิมารินจ้องกระดาษในมือเหมือนมันเป็นของร้อนตัวอักษรสีดำคมกริบ แทบจะแทงเข้าตา
“นี่อะไรกันคะ!” เสียงเธอสั่นทั้งโกรธทั้งอาย
“คุณอ่านหนังสือออกอยู่นะ” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองเธอด้วยสายตานิ่งเฉย คำพูดเรียบๆ แต่เหมือนตบหน้าเธออีกครั้ง
“คะ คุณจะแต่งงาน? แต่เราเพิ่งเลิกกันได้ 3 เดือนเอง คุณประชดพิมพ์ใช่ไหม” เธอหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เรื่องแต่งงานผมจะเอามาล้อเล่นทำไม” น้ำเสียงเขายังคงราบเรียบ ไม่มีแม้แต่แววลังเล มือของพิมารินกำกระดาษแน่นจนยับ
“คุณจะแต่งงานได้ยังไง คุณรักพิมพ์มากไม่ใช่เหรอ”
“คุณจะรักคนที่นอกใจตัวเอง ไปเอากับเพื่อนตัวเองได้ยังไง! คุณอ่านดูชื่อผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วยสิ”
พิมารินก้มอ่านชื่อที่ปรากฏบนการ์ดแต่งงานอีกครั้ง หากเธอจำไม่ผิดผู้หญิงที่ชื่อ มิณทร์ทิชา ภัทรวรากร เป็นน้องสาวของเมธัส
“คุณจะแต่งงานกับน้องสาวของเมธัสทำไม!” เธอเอ่ยอย่างไม่พอใจ และไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่
“เพราะรักมั้ง มีข่าวดีอีกหนึ่งตอนนี้ทิชากำลังท้องอยู่ด้วย” เขาหัวเราะไม่ใช่เพราะมีความสุข แต่มีความสับสนมากกว่า
“กรี้ดดดด คุณนอกใจพิมพ์เหรอดฤณ”
“คนนอกใจแบบคุณไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้ ถ้าไปร่วมแสดงความยินดีก็เชิญนะ”
“ไม่จริงไม่เชื่อ คุณคบกับพิมพ์มาสามปีทำไมไม่ขอพิมพ์แต่งงาน พอเลิกกับพิมพ์คุณกับรีบแต่งงาน” หญิงสาวร้องไห้น้ำตาไหลพราก
“เพราะคุณไม่คู่ควรกับความรักของผม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แววตาที่เคยมองหญิงสาวด้วยความรัก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังแทน
หญิงสาวไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนใจไปเร็วขนาดนี้ แถมคนที่แต่งงานด้วยยังเป็นน้องสาวของเมธัส ต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ
กลีบดอกไม้สีขาวถูกโปรยเรียงเป็นทางยาวในสวนหน้าคฤหาสน์ของตระกูลภัทรวรากร งานแต่งงานถูกจัดอย่างเรียบง่ายตามความต้องการของผู้ใหญ่ แขกมีเพียงญาติสนิทไม่กี่คนบรรยากาศควรจะอบอุ่น แต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันจนหายใจแทบไม่ออก
มิณทร์ทิชานั่งนิ่งรอเจ้าบ่าวที่ไม่ยอมโผล่หน้ามา เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเดินผ่านไปช้าๆ จนฤกษ์ดีกำลังจะผ่านพ้นไป
“วาคิมเจ้านายหายหัวไปไหน” เสียงของดรุณีดังขึ้นอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความสุขุมที่เคยมีหายไปจนหมด
“ผมติดต่อคุณดฤณไม่ได้เลยครับ เมื่อคืนเจอกันครั้งสุดท้ายที่ไนต์คลับ” วาคิมตอบเสียงอ่อย
“ไม่ได้เรื่อง!” คนเป็นแม่กัดฟันแน่น
ทุกคำพูดมิณทร์ทิชาได้ยินหมด หัวใจเธอเหมือนถูกบีบช้าๆ ปลายนิ้วเย็นเฉียบจนสั่น รู้ว่าเขาไม่รัก แต่ไม่คิดว่าจะใจร้ายขนาดนี้
“มันไม่มาก็ไม่ต้องแต่งหรอก พี่ไม่อยากให้ทิชาย้ายไปอยู่กับมัน” เมธัสพูดเสียงหนักแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
เสียงฮือฮาในสวนที่เริ่มซาลงไปแล้วเพราะฤกษ์มงคลผ่านพ้น กลับดังขึ้นอีกครั้งเมื่อรถสปอร์ตสีดำพุ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์อย่างแรง
ดิวากรก้าวลงมาทั้งที่เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ แขนเสื้อถูกพับลวกๆ เนกไทหายไปไหนไม่รู้ เคราครึ้มขึ้นตามสันกราม กลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนคนที่ยืนใกล้ต้องเบือนหน้า
เขาเดินฝ่าทุกสายตาเข้ามา ก่อนจะทรุดนั่งลงข้างมิณทร์ทิชาราวกับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
“ผมมาแล้วแต่งเลยไหม” เสียงเขาแหบพร่า แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“ดฤณนี่มันเลยฤกษ์ดีไปแล้วนะ! ทำไมทำตัวเหลวแหลกแบบนี้” ดรุณีหน้าซีดทันที
“คุณแม่คิดว่าการแต่งงานครั้งนี้มันดีสำหรับผมเหรอครับ” เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ไม่แต่งวันนี้ ก็ไม่ต้องแต่งอีกเลย” คำประกาศนั้นทำให้หญิงสาวทำตัวเล็กลงอีก
มิณทร์ทิชานั่งนิ่งมือที่วางบนหน้าตักสั่นเทา เธอไม่ได้หันไปมองเขา แต่ทุกคำพูดแทงเข้ากลางหัวใจ
“ไอ้ดฤณ! มึงจะดูถูกน้องสาวกูเกินไปแล้วนะ” เมธัสลุกขึ้นทันที ดวงตาแข็งกร้าว
“ไอ้ตัวเหี้**ยแบบมึง ไม่มีสิทธิ์พูด” เขาหันไปมองช้าๆ รอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นที่มุมปาก
ผัวะ!
หมัดของเมธัสพุ่งเข้าหาอย่างไม่ยั้งเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นกลางสวน ดิวากรหน้าหันไปตามแรงรสคาวเลือดแล่นขึ้นมาที่ปลายลิ้นริมฝีปากแตกทันที
“หยุดนะ!” เสียงกรีดร้องของญาติผู้ใหญ่ดังระงม
“คุณเมธัส!” แต่เหมือนทั้งสองคนจะไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
ดิวากรยกหลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาคมวาวขึ้นอย่างคนที่ถูกท้าทาย เขาค่อยๆ บิดคอคลายกล้ามเนื้อเหมือนไม่สะทกสะท้าน แล้วหมัดหนักก็สวนกลับไปเต็มแรง
พลั่ก!
เมธัสเซถอยไปสองก้าว ชนเข้ากับโต๊ะดอกไม้จนแจกันล้มแตกกระจาย กลีบกุหลาบสีขาวปลิวว่อนเต็มพื้น แขกในงานแตกตื่น คนของสองตระกูลรีบพุ่งเข้ามาห้าม แต่สองหนุ่มยังคงกระชากคอเสื้อกันไม่ปล่อย
“มึงไม่มีสิทธิ์ทำลายความรู้สึกน้องกู!” เมธัสคำราม
“มึงหุบปากไปดีกว่า” เขาตะโกนสวนกลับ เสียงเต็มไปด้วยอัดอั้นตันใจที่สะสมมาหลายเดือน
งานแต่งที่ควรจะเต็มไปด้วยคำอวยพร กลับกลายเป็นสนามต่อสู้ สุดท้ายการ์ดและคนในบ้านต้องช่วยกันแยกทั้งสองออกจากกันอย่างทุลักทุเล
ลมหายใจของดิวากรหนักหน่วง หน้าอกกระเพื่อมแรง อีกด้านเมธัสก็ไม่ต่างกัน ดวงตายังจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง สุดท้ายงานแต่งงานก็ผ่านไปแบบทุลักทุเล
ภายในห้องหอที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม กลีบกุหลาบสีแดงบนเตียงยังคงจัดเป็นรูปหัวใจสมบูรณ์แบบ ต่างจากบรรยากาศของเจ้าของห้องทั้งสองที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
มิณทร์ทิชาถือกล่องทำแผลเดินเข้ามาช้าๆ สายตาเธอเหลือบมองร่างสูงที่นั่งอยู่ปลายเตียง เสื้อเชิ้ตถูกถอดกองไว้ข้างตัว
“ทิชาทำแผลให้นะคะ”
“ไม่ต้อง!” เสียงเขาแข็งกระด้าง มือยกขึ้นเช็ดมุมปากที่แตกอีกครั้งราวกับไม่รู้สึกเจ็บ
“งั้นคุณทำเองนะคะ ทิชาวางไว้ตรงนี้” เธอชะงักไปเพียงนิดเดียว กล่องยาถูกวางลงข้างตัวเขาอย่างแผ่วเบา เสียงหัวเราะหยันดังขึ้นในลำคอของชายหนุ่ม
“หึ สมใจเธอแล้วสิทิชาได้ฉันเป็นผัว”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงกลางอก แต่หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง มือประสานกันแน่นเพื่อไม่ให้มันสั่น
“แต่จำไว้ว่าเธอต้องตรวจดีเอ็นเอ ฉันจะไปนอนกับใครเธอไม่มีสิทธิ์” เขาพูดโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า
“ค่ะ ทิชารู้” คำตอบของเธอเรียบจนคนฟังชะงักไปเสี้ยววินาที
“พอเด็กคลอดออกมา ห้ามพาไปบอกใครว่าเป็นลูกฉัน และห้ามเธอพูดว่าเป็นอะไรกับฉัน อยากอยู่กับฉันก็ทนเป็นเมียลับๆ ไป” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างเย็นชา พอเห็นสีหน้าเสียใจในดวงตาของหญิงสาว เขารีบหันหน้าหนีทันที
มิณทร์ทิชาตัดสินใจเปิดโอกาสให้ดิวากรอีกครั้ง ทั้งสองเลือกเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน ทิ้งอดีตที่เคยผิดพลาดไว้เบื้องหลัง และเก็บมันไว้เป็นบทเรียนของชีวิตในวันนี้ชายหนุ่มพาลูกสาวและหญิงสาวออกงานสังคมเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาหายหน้าไปจากสื่อมานานกว่าสองปี“พี่ดฤณใช่จริงๆ ด้วย รดาคิดว่าจำคนผิดซะอีก”ธีรดารีบเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ได้เจอเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่อีกฝ่ายยกเลิกสัญญาและไม่ร่วมงานกันอีก“สวัสดีครับ” เขาทักกลับสุภาพ เกือบจะลืมชื่ออีกฝ่ายไปแล้ว“พี่ดฤณมากับใครคะ เสียดายจังที่เราไม่ได้ร่วมงานกันอีก” ธีรดาส่งยิ้มหวานให้เขา เพราะในใจยังคงมีความรู้สึกดีๆ อยู่“ปะป๊าขา แม่จ๋ามีหนุ่มๆ มองเยอะเลยค่ะ” เสียงใสของเดียร์น่าดังขึ้น ทำเอาคนแถวนั้นหันมามองทันทีเด็กน้อยสวมชุดกระโปรงสีกรมท่า แต่งตัวเข้ากับพ่อและแม่อย่างน่ารัก ธีรดาชะงักก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงตัวเล็กอย่างตกใจ“เด็กที่ไหนคะ พี่ดฤณมีลูกตั้งแต่ตอนไหน” สายตาของหญิงสาวจับจ้องใบหน้าของเด็กน้อย ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังและก็จำได้ทันทีเด็กคนนี้คือเด็กที่เคยเจอเมื่อสองปีก่อน ดิวากรยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกลูกสาว“น
“ปะป๊าขา แม่จ๋าหลับไปนานจังเลย” เดียร์น่านั่งมองแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ตั้งแต่เมื่อวานเธอก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเล่นกับลูกสาวเลย“แม่จ๋าเหนื่อย ให้แม่พักผ่อนก่อนนะคะ” เขาลูบศีรษะลูกเบาๆสายตาของเขาหันกลับไปมองใบหน้าซีดเซียวของมิณทร์ทิชาอย่างเงียบงันสำหรับเขาแล้ว แค่เธอยังมีลมหายใจอยู่ก็ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดแล้ว“ปะป๊าพาแม่จ๋ากับน้องกลับบ้านได้ไหมคะ” เดียร์น่าหันมองพ่ออีกครั้งก่อนจะถามเสียงเบา“บ้านไหนคะ”“บ้านที่เราเคยอยู่”“น้องไม่ชอบที่นี่เหรอ” เขามองลูกสาวอย่างสงสัย เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า“น้องอยากอยู่ใกล้ปะป๊าอยู่กับคุณลุงด้วย น้องไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อนชอบล้อว่าน้องไม่มีพ่อ”คำพูดนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบรัดหัวใจของชายหนุ่มทันที แต่ในจังหวะเดียวกันเปลือกตาของมิณทร์ทิชาค่อยๆ ขยับ ก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มได้สติเธอได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกอย่างชัดเจน คำพูดของลูกสาวทำให้หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บหน่วง หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว“เดียร์น่ากลับบ้านกับลุงดีกว่านะ” เมธัสเดินเข้ามาอุ้มหลานสาวขึ้นจากเก้าอี้ เด็กน้อยรีบกอดคอเขาไว้ทันที“น้องอ
ดิวากรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างทรมาน เวลาผ่านไปช้าเสียจนเหมือนหยุดเดิน ทุกวินาทีหนักอึ้งราวกับมีอะไรทับอยู่บนอกเขาพยาบาลหลายคนวิ่งวุ่นเข้าออกห้องผ่าตัด สีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ชาวาบไปทั้งตัว“หมอคะคนไข้หยุดหายใจแล้วค่ะ ปั๊มหัวใจไม่ขึ้นแล้ว”คำพูดนั้นเบา แต่กลับชัดเจนราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเขา ดิวากรตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว“เรายื้อสุดความสามารถแล้ว”เสียงนั้นยิ่งเหมือนตอกย้ำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลาย ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปหาลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ก่อนจะหยิบปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวของอีกฝ่ายขึ้นมา“เจ้านาย!” ลูกน้องร้องตกใจชายหนุ่มกลับยกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเอง มือของเขาสั่นเล็กน้อย น้ำตายังคงไหลไม่หยุด เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมิณทร์ทิชาอยู่ด้วย“เมียกูไม่อยู่แล้ว กูจะอยู่ไปทำไม” เสียงของเขาแตกพร่าไปหมด ลูกน้องรีบก้าวเข้ามาใกล้สีหน้าตกใจสุดขีด“เจ้านายยังมีลูกสาวอยู่นะครับ!”คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างหมดแรง“ไม่มีทิชาก็ไม่มีความหมายอะไร ฮึก”เปรี๊ยะ!เสียงตบดังลั่นไปทั่วทางเดิน ศีรษะของดิวากรห
“แม่จ๋าน้องกลัวจัง” เดียร์กอดแม่แน่นตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองไปยังร่างชายสูงใหญ่หลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบๆ ห้อง“ไม่ต้องกลัวนะคะ แม่อยู่นี่ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้” เธอกอดลูกสาวแน่น แม้หน้าอกจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ จากแรงกระแทกตอนรถตกข้างทาง แต่เธอก็ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ลูกเห็นความอ่อนแอ“เขาจะทำอะไรเราเหรอแม่จ๋า” เด็กน้อยถามเสียงสั่น“เดียร์อย่าหันไปมองนะคะ มองแค่หน้าแม่ก็พอ” เธอพูดพลางลูบศีรษะลูกเบาๆ แม้ในใจจะหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามปลอบตัวเองให้ตั้งสติไว้ตลอดเวลาทันใดนั้นเสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก ทำให้ชายฉกรรจ์ที่ยืนเฝ้าต่างขยับตัวเล็กน้อยตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ“คุณพิมาริน”หญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาหยุดฝีเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ จ้องมองสองแม่ลูกด้วยสายตาที่แสนเกลียดชัง เด็กผู้หญิงหน้าตาถอดแบบดิวากรออกมาเกือบ 100%“ยังจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอ อีหน้าด้าน” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “แกแย่งแฟนฉันไป แล้วยังปล่อยท้องเพื่อจับผู้ชายอีก”สายตาของพิมารินเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของมิณทร์ทิชาด้วยความเกลียดชัง“คุณพูดอะไรข
“ปะป๊าเจ็บตรงไหนคะ เดี๋ยวน้องเป่าให้”เดียร์น่าขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะทำปากจู๋เป่าที่ข้อศอกของดิวากรเบาๆ อย่างตั้งใจ ท่าทางน่ารักของเด็กน้อยทำให้คนเป็นพ่อนั่งนิ่งไปชั่วขณะดวงตาคมมองลูกสาวด้วยความรู้สึกปวดหนึบในอก ลูกสาวของเขาน่ารักขนาดนี้ แล้วเมื่อก่อนเขาปล่อยปละละเลยได้ยังไง“น้องเดียร์น่า อย่าไปกวนปะป๊าเลยค่ะ” คนเป็นแม่รีบเดินเข้ามาดึงลูกเบาๆ เด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาใส“ทำไมเหรอคะ โตขึ้นน้องจะเป็นหมอมารักษาปะป๊าเองค่ะ”“อยากเป็นหมอเหรอครับ” คำพูดใสซื่อทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มทันที เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ“ใช่ค่ะ หนูจะได้ดูแลปะป๊ากับแม่จ๋าได้”“ปะป๊าจะส่งหนูเรียนเอง”“อะ แฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้นจากมิณทร์ทิชา เธอมองเขานิ่งๆ เหมือนเตือนให้หยุดเพ้อฝัน“คุณกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ เดี๋ยวสักพักฉันจะพาน้องเดียร์น่าไปตลาด”“พี่ไปด้วยไม่ได้เหรอ” เขารีบหันมามองเธอทันที“คุณเจ็บแขนจะไปยังไงอยู่ที่นี่แหละ หรือไม่ก็กลับบ้านไป” น้ำเสียงของเธอฟังดูเฉยเมย แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับแอบมองข้อศอกที่ช้ำของเขาอย่างเป็นห่วง“อย่าไล่พี่อีกเลยนะ” เขาพูดเสียงเบาเหมือนเด็กโดนดุทำหน้าหงอยทันที“เมื่อก่อนคุณไล่
กรุงเทพมหานครเพล้ง!ภายในคอนโดหรูใจกลางเมืองเสียงกรีดร้องโวยวายดังลั่นห้อง ตามมาด้วยเสียงข้าวของกระแทกพื้นแตกกระจายไม่หยุด แจกันแก้วราคาแพงถูกปาใส่กำแพงจนแตกละเอียด“ทำไมดฤณถึงกลับไปง้อเมียเก่า!”พิมารินตะโกนลั่นดวงตาแดงก่ำเพราะความโกรธและความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก มองภาพที่อยู่ในมือถืออยู่อย่างนั้น“โง่ที่สุด!” เธอกวาดแขนปัดของบนโต๊ะลงพื้นอีกครั้ง เสียงแก้วและจานกระทบกันดังระงมหลายปีที่ผ่านมาเธอเป็นฝ่ายตามง้อเขา หวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน เพราะเมื่อก่อนดิวากรนั้นรักเธอมากตามใจทุกอย่างแต่สุดท้ายเขากลับไปหาผู้หญิงคนนั้น เมียเก่าที่เขาเคยบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ“พวกมึงต้องไม่มีความสุขสิ…” เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธในความคิดของพิมารินคนที่ควรยืนอยู่ข้างดิวากรตอนนี้ต้องเป็นเธอ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น เธอพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เขากลับไม่เคยยอมให้อภัยเธอเลย“ทำไม! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่รู้ตัว สายตาของเธอค่อยๆ เปลี่ยนจากความเสียใจเป็นความแข็งกร้าว“เขาต้องกลับมารักฉัน” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความค







