Masukห้องพักผู้ป่วยมิณทร์ทิชานอนตะแคงหันหน้าเข้าหาหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนตกกระทบใบหน้าซีดเซียวของเธอ
“คุณผู้หญิงกินผลไม้ไหมคะ ป้าไปล้างให้” ป้าอ้อยพูดพลางจัดหมอนให้สูงขึ้นอย่างเบามือ ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้เธอแทบไม่ได้หลับ เพราะคอยดูอาการหญิงสาวตลอด
“ป้าอ้อยกลับไปดีกว่าค่ะ ทิชาอยู่คนเดียวได้” เธอยิ้มบางๆ ทั้งที่แววตาอ่อนล้า
“ได้ยังไงคะ หมอบอกให้นอนอยู่เฉยๆ ห้ามลุกไปไหนนะคะไม่มีคนดูแลจะลำบากเอา” น้ำเสียงของป้าอ้อยทั้งดุทั้งอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
“สักพักพี่เมธัสคงมาถึงค่ะ” เธอพูดเหมือนปลอบอีกฝ่าย แต่ในใจกลับรู้ดีว่าใครอีกคนคงไม่มา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบในห้องพักฟื้น
“คุณเมธัสน่าจะมาแล้ว เดี๋ยวป้าจะลงไปหาซื้อของก่อนนะคะ” ป้าอ้อยยิ้มพลางเดินไปเปิดประตู แต่พอเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าห้องรอยยิ้มก็ชะงักเล็กน้อย
“คุณดฤณ ป้าจะออกไปซื้อของค่ะ”
“เชิญ” เขาตอบสั้นๆ แล้วเบี่ยงตัวให้หญิงสูงวัยเดินผ่าน ก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเรียบนิ่ง
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นควันบุหรี่จางๆ ลอยตามตัวเขาเข้ามา มิณทร์ทิชานอนหันหลังให้ประตู ไม่ได้หันมามอง
“พี่เมธัสขาทิชาอยากกินองุ่น” น้ำเสียงอ่อนแรงปนงอแงแบบที่เธอใช้กับพี่ชายเสมอ
ดิวากรเหลือบมองถาดผลไม้ข้างเตียง ก่อนจะหยิบพวงองุ่นขึ้นมาเงียบๆ มือใหญ่ดึงองุ่นออกทีละลูกอย่างไม่รีบร้อน
“อันนี้ป้าอ้อยน่าจะล้างมาแล้ว” เธอยังพูดต่อทั้งที่ไม่ได้หันมา
เขาส่งองุ่นไปตรงหน้าเธอ แต่เมื่อเห็นว่าเธอยังนอนตะแคงไม่ยอมลุกขึ้น ดวงตาคมก็หรี่ลงเล็กน้อย
“เธอจะนอนกินหรือไง” น้ำเสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้น
หญิงสาวชะงักไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงนี้ไม่ใช่พี่เมธัสเธอรีบพลิกตัวหันกลับมา
“คุณดฤณ” ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าสั่นไหวทันทีที่เห็นเขายืนอยู่ข้างเตียงจริงๆ ไม่ใช่ภาพหลอนจากความคิดถึง
“ไหนไอ้เมธัสบอกว่าเธอแท้งลูกไง”
“ทิชาไม่ได้แท้งลูก” เธอเถียงทันทีที่เขาพูดแบบนี้
“เห็นอยู่สุขสบายดีจะเรียกร้องความสนใจจากฉันหรือไง”
“คุณดฤณ คุณไม่รักทิชาก็ได้แต่ทำไมต้องใจร้ายกับลูกด้วย” เธอตัดพ้อ
เขานิ่งไม่สะทกสะท้านในใจเกิดความสับสนขึ้นมา หากหญิงสาวไม่ใช่น้องสาวเมธัส เขาก็คงจะเอ็นดูเธอมากกว่านี้
“ฉันเกลียดไอ้เมธัส เธอจะรู้สึกยังถ้าไปเห็นเพื่อนรักอยู่กับแฟนตัวเองบนเตียง และเธอยังเป็นน้องสาวมันอีก ฉันรอแต่เด็กคลอดเท่านั้น หากเป็นลูกฉันจริงๆ เธอจะเลี้ยงเองหรือจะยกให้ฉันก็แล้วแต่”
“ลูกของทิชาเลี้ยงเองได้”
“คิดได้แบบนั้นก็ดี แต่จะดีมากๆ ถ้าเธอย้ายออกไปจากบ้านของฉัน จะทนอยู่ทำไม”
“คุณกลับไปได้แล้วทิชาอยากพักผ่อน หวังว่าคุณจะเมตตาผู้หญิงที่ท้อง” เธอพูดทั้งที่เสียงสั่นเทา ทำไมเขาต้องใจร้ายกับเธอขนาดนี้
“ฉันกลับก็ได้ เราสองคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันหากเธอจะกลับไปอยู่บ้านฉันไม่ห้าม คนไม่รักกันจะทนเจอหน้ากันทำไม” ประโยคสุดท้ายเหมือนตอกย้ำให้ทุกอย่างพังลงตรงหน้า
เมื่อเขาออกไปน้ำตาของเธอไหลพราก ที่เธอต้องทนอยู่เพราะคำว่ารักเท่านั้น เขาเป็นผู้ชายที่เธอแอบรักมาตลอด ตอนนี้ก็เป็นพ่อของลูก
กาลเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า จากวันที่หัวใจเธอแตกสลาย จนถึงวันที่หน้าท้องนูนกลมเติบโตเข้าสู่เดือนที่เก้า
มิณทร์ทิชานั่งอยู่ปลายเตียง มือบางลูบผิวท้องเบาๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน เสื้อผ้าชุดเด็กอ่อนถูกพับอย่างประณีตวางเรียงไว้ในกระเป๋าเตรียมคลอด ทุกชิ้นคือสิ่งที่เธอเลือกด้วยตัวเอง ไม่มีเขาอยู่ในความทรงจำเหล่านั้นเลย
หลังจากวันนั้น เธอก็ไม่เคยเห็นหน้าดิวากรอีกมีเพียงข่าวตามหน้าจอทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์
นักธุรกิจหนุ่มชื่อดังปรากฏตัวพร้อมนางแบบสาวคนใหม่
ค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไนต์คลับหรู…
ภาพหลุดเดินโอบเอวหญิงสาวปริศนา
ภาพเหล่านั้นเหมือนมีดที่ค่อยๆ กรีดหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ร้องไห้แล้ว
โรงพยาบาล X
“ดฤณ!” เสียงเรียกของดรุณีแข็งขึ้นทันที
ดิวากรที่กำลังนั่งอยู่ตรงโซฟารอญาติผู้ป่วยหันมามองตามเสียงเรียกอย่างช้าๆ ข้างกายเขามีพิมารินนั่งแนบชิด มือเรียวของเธอยังวางอยู่บนแขนเขา
“คุณแม่มาทำอะไรที่โรงพยาบาลครับ” คำถามนั้นเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาของเขาที่มองเลยผ่านผู้เป็นแม่ไป กลับไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวบนรถเข็นด้านหลัง
“เมียจะคลอดลูก แต่กลับมานั่งพลอดรักกันที่โรงพยาบาล มันใช่เหรอดฤณ!” เสียงดรุณีดังขึ้นอย่างเหลืออด
บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง พิมารินรีบชักมือออกจากแขนเขาทันที
“พิมพ์ไม่ใช่ชู้นะคะคุณแม่ เราก็เคยคบกัน”
“เรื่องของเธอฉันไม่อยากฟัง” ดรุณีตัดบทด้วยสายตาเย็นเฉียบ
มิณทร์ทิชาหลุบตาลงแรงเจ็บท้องที่บีบรัดอยู่แล้ว ยิ่งเหมือนทวีคูณขึ้น ภาพที่เห็นตรงหน้าผู้ชายที่เป็นพ่อของลูกนั่งอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ในวันที่ลูกกำลังจะลืมตาดูโลก
“ผมไม่...”
“เราไปกันดีกว่า” ดรุณีไม่ฟังในสิ่งที่ลูกชายกำลังจะอธิบาย
“คุณแม่” เขากำลังจะลุกตาม แต่ถูกพิมารินห้ามไว้เสียก่อน
“ดฤณคะ”
“ปล่อยมือผม” เขาหัวเสียไม่น้อย เมื่อคืนรู้สึกเวียนหัวไม่สบาย วาคิมจึงพามาส่งที่โรงพยาบาล ระหว่างนั่งรอรับยาจู่ๆ พิมารินก็โผล่มานั่งด้วย ทำให้เป็นภาพอย่างที่เห็น
“คุณไม่ได้รักน้องสาวของเมธัส แล้วจะแต่งงานกันทำไม แค่ทำหน้าที่พ่อแม่ก็พอแล้ว” น้ำเสียงของเธอสั่น แต่ยังพยายามอ้อนวอน
“อย่ามาวุ่นวายกับชีวิตผม” คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนจนพิมารินหน้าชา
“ดฤณพิมพ์ผิดไปแล้ว ให้โอกาสพิมพ์หน่อยได้ไหม พิมพ์แค่เผลอไปชั่ววูบ”
“เผลอจนไปเอากันบนเตียงเขาไม่เรียกว่าเผลอ เขาเรียกว่าหญิงร้ายชายชั่ว” มุมปากของเขายกขึ้นนิดๆ อย่างเหยียดหยัน
“ดฤณ” เธอร้องเรียกเสียงหลงรู้สึกไม่ชอบยามที่เขาใช้สายแบบนั้นมองมา
“ผมจะรักใครหรือไม่รักใครมันเป็นสิทธิ์ของผม ตอนคุณทำโอกาสนั้นหลุดมือไปแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“คุณทำทิชาท้องเพราะจะเอาคืนเมธัสใช่ไหม ทำไมคุณต้องทำแบบนั้น”
คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักเท้า ดวงตาคมวาววับขึ้นมาทันที ตอนที่รู้ว่าน้องสาวเมธัสท้องกับดิวากร เธอตกใจมากจนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เขาน่าจะประชดเธอ
“อย่าพูดชื่อไอ้หมอนั่นอีก” น้ำเสียงของเขากดต่ำ เหมือนมีบางอย่างกำลังปะทุอยู่ข้างใน
“ดฤณพิมพ์ยอมแล้ว คุณจะให้พิมพ์เป็นอะไรก็ได้ให้โอกาสพิมพ์เถอะนะ”
เขาค่อยๆ ก้มลงมองมือของเธอที่เกาะแขนเขาแน่น ก่อนจะดึงออกอย่างช้าๆ แต่เด็ดขาด สายตาที่มองเธอไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ผู้หญิงแบบคุณไม่สมควรยืนข้างกายผม”
“คุณรังเกียจที่พิมพ์เคยผ่านผู้ชายคนอื่นมาเหรอ”
“ไม่ใช่” เขาตอบสั้นๆ
“แล้วคุณทำไมถึงไม่ให้อภัยพิมพ์ล่ะ”
“ผมทั้งเกลียดทั้งรังเกียจ” เขาพูดสั้นๆ ได้ใจความ แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นทันที ผู้หญิงที่ไม่รู้จักพออย่างพิมารินไม่คู่ควรกับความรักของเขา
มิณทร์ทิชาตัดสินใจเปิดโอกาสให้ดิวากรอีกครั้ง ทั้งสองเลือกเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน ทิ้งอดีตที่เคยผิดพลาดไว้เบื้องหลัง และเก็บมันไว้เป็นบทเรียนของชีวิตในวันนี้ชายหนุ่มพาลูกสาวและหญิงสาวออกงานสังคมเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาหายหน้าไปจากสื่อมานานกว่าสองปี“พี่ดฤณใช่จริงๆ ด้วย รดาคิดว่าจำคนผิดซะอีก”ธีรดารีบเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ได้เจอเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่อีกฝ่ายยกเลิกสัญญาและไม่ร่วมงานกันอีก“สวัสดีครับ” เขาทักกลับสุภาพ เกือบจะลืมชื่ออีกฝ่ายไปแล้ว“พี่ดฤณมากับใครคะ เสียดายจังที่เราไม่ได้ร่วมงานกันอีก” ธีรดาส่งยิ้มหวานให้เขา เพราะในใจยังคงมีความรู้สึกดีๆ อยู่“ปะป๊าขา แม่จ๋ามีหนุ่มๆ มองเยอะเลยค่ะ” เสียงใสของเดียร์น่าดังขึ้น ทำเอาคนแถวนั้นหันมามองทันทีเด็กน้อยสวมชุดกระโปรงสีกรมท่า แต่งตัวเข้ากับพ่อและแม่อย่างน่ารัก ธีรดาชะงักก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงตัวเล็กอย่างตกใจ“เด็กที่ไหนคะ พี่ดฤณมีลูกตั้งแต่ตอนไหน” สายตาของหญิงสาวจับจ้องใบหน้าของเด็กน้อย ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังและก็จำได้ทันทีเด็กคนนี้คือเด็กที่เคยเจอเมื่อสองปีก่อน ดิวากรยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกลูกสาว“น
“ปะป๊าขา แม่จ๋าหลับไปนานจังเลย” เดียร์น่านั่งมองแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ตั้งแต่เมื่อวานเธอก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเล่นกับลูกสาวเลย“แม่จ๋าเหนื่อย ให้แม่พักผ่อนก่อนนะคะ” เขาลูบศีรษะลูกเบาๆสายตาของเขาหันกลับไปมองใบหน้าซีดเซียวของมิณทร์ทิชาอย่างเงียบงันสำหรับเขาแล้ว แค่เธอยังมีลมหายใจอยู่ก็ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดแล้ว“ปะป๊าพาแม่จ๋ากับน้องกลับบ้านได้ไหมคะ” เดียร์น่าหันมองพ่ออีกครั้งก่อนจะถามเสียงเบา“บ้านไหนคะ”“บ้านที่เราเคยอยู่”“น้องไม่ชอบที่นี่เหรอ” เขามองลูกสาวอย่างสงสัย เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า“น้องอยากอยู่ใกล้ปะป๊าอยู่กับคุณลุงด้วย น้องไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อนชอบล้อว่าน้องไม่มีพ่อ”คำพูดนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบรัดหัวใจของชายหนุ่มทันที แต่ในจังหวะเดียวกันเปลือกตาของมิณทร์ทิชาค่อยๆ ขยับ ก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มได้สติเธอได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกอย่างชัดเจน คำพูดของลูกสาวทำให้หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บหน่วง หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว“เดียร์น่ากลับบ้านกับลุงดีกว่านะ” เมธัสเดินเข้ามาอุ้มหลานสาวขึ้นจากเก้าอี้ เด็กน้อยรีบกอดคอเขาไว้ทันที“น้องอ
ดิวากรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างทรมาน เวลาผ่านไปช้าเสียจนเหมือนหยุดเดิน ทุกวินาทีหนักอึ้งราวกับมีอะไรทับอยู่บนอกเขาพยาบาลหลายคนวิ่งวุ่นเข้าออกห้องผ่าตัด สีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ชาวาบไปทั้งตัว“หมอคะคนไข้หยุดหายใจแล้วค่ะ ปั๊มหัวใจไม่ขึ้นแล้ว”คำพูดนั้นเบา แต่กลับชัดเจนราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเขา ดิวากรตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว“เรายื้อสุดความสามารถแล้ว”เสียงนั้นยิ่งเหมือนตอกย้ำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลาย ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปหาลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ก่อนจะหยิบปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวของอีกฝ่ายขึ้นมา“เจ้านาย!” ลูกน้องร้องตกใจชายหนุ่มกลับยกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเอง มือของเขาสั่นเล็กน้อย น้ำตายังคงไหลไม่หยุด เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมิณทร์ทิชาอยู่ด้วย“เมียกูไม่อยู่แล้ว กูจะอยู่ไปทำไม” เสียงของเขาแตกพร่าไปหมด ลูกน้องรีบก้าวเข้ามาใกล้สีหน้าตกใจสุดขีด“เจ้านายยังมีลูกสาวอยู่นะครับ!”คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างหมดแรง“ไม่มีทิชาก็ไม่มีความหมายอะไร ฮึก”เปรี๊ยะ!เสียงตบดังลั่นไปทั่วทางเดิน ศีรษะของดิวากรห
“แม่จ๋าน้องกลัวจัง” เดียร์กอดแม่แน่นตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองไปยังร่างชายสูงใหญ่หลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบๆ ห้อง“ไม่ต้องกลัวนะคะ แม่อยู่นี่ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้” เธอกอดลูกสาวแน่น แม้หน้าอกจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ จากแรงกระแทกตอนรถตกข้างทาง แต่เธอก็ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ลูกเห็นความอ่อนแอ“เขาจะทำอะไรเราเหรอแม่จ๋า” เด็กน้อยถามเสียงสั่น“เดียร์อย่าหันไปมองนะคะ มองแค่หน้าแม่ก็พอ” เธอพูดพลางลูบศีรษะลูกเบาๆ แม้ในใจจะหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามปลอบตัวเองให้ตั้งสติไว้ตลอดเวลาทันใดนั้นเสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก ทำให้ชายฉกรรจ์ที่ยืนเฝ้าต่างขยับตัวเล็กน้อยตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ“คุณพิมาริน”หญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาหยุดฝีเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ จ้องมองสองแม่ลูกด้วยสายตาที่แสนเกลียดชัง เด็กผู้หญิงหน้าตาถอดแบบดิวากรออกมาเกือบ 100%“ยังจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอ อีหน้าด้าน” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “แกแย่งแฟนฉันไป แล้วยังปล่อยท้องเพื่อจับผู้ชายอีก”สายตาของพิมารินเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของมิณทร์ทิชาด้วยความเกลียดชัง“คุณพูดอะไรข
“ปะป๊าเจ็บตรงไหนคะ เดี๋ยวน้องเป่าให้”เดียร์น่าขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะทำปากจู๋เป่าที่ข้อศอกของดิวากรเบาๆ อย่างตั้งใจ ท่าทางน่ารักของเด็กน้อยทำให้คนเป็นพ่อนั่งนิ่งไปชั่วขณะดวงตาคมมองลูกสาวด้วยความรู้สึกปวดหนึบในอก ลูกสาวของเขาน่ารักขนาดนี้ แล้วเมื่อก่อนเขาปล่อยปละละเลยได้ยังไง“น้องเดียร์น่า อย่าไปกวนปะป๊าเลยค่ะ” คนเป็นแม่รีบเดินเข้ามาดึงลูกเบาๆ เด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาใส“ทำไมเหรอคะ โตขึ้นน้องจะเป็นหมอมารักษาปะป๊าเองค่ะ”“อยากเป็นหมอเหรอครับ” คำพูดใสซื่อทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มทันที เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ“ใช่ค่ะ หนูจะได้ดูแลปะป๊ากับแม่จ๋าได้”“ปะป๊าจะส่งหนูเรียนเอง”“อะ แฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้นจากมิณทร์ทิชา เธอมองเขานิ่งๆ เหมือนเตือนให้หยุดเพ้อฝัน“คุณกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ เดี๋ยวสักพักฉันจะพาน้องเดียร์น่าไปตลาด”“พี่ไปด้วยไม่ได้เหรอ” เขารีบหันมามองเธอทันที“คุณเจ็บแขนจะไปยังไงอยู่ที่นี่แหละ หรือไม่ก็กลับบ้านไป” น้ำเสียงของเธอฟังดูเฉยเมย แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับแอบมองข้อศอกที่ช้ำของเขาอย่างเป็นห่วง“อย่าไล่พี่อีกเลยนะ” เขาพูดเสียงเบาเหมือนเด็กโดนดุทำหน้าหงอยทันที“เมื่อก่อนคุณไล่
กรุงเทพมหานครเพล้ง!ภายในคอนโดหรูใจกลางเมืองเสียงกรีดร้องโวยวายดังลั่นห้อง ตามมาด้วยเสียงข้าวของกระแทกพื้นแตกกระจายไม่หยุด แจกันแก้วราคาแพงถูกปาใส่กำแพงจนแตกละเอียด“ทำไมดฤณถึงกลับไปง้อเมียเก่า!”พิมารินตะโกนลั่นดวงตาแดงก่ำเพราะความโกรธและความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก มองภาพที่อยู่ในมือถืออยู่อย่างนั้น“โง่ที่สุด!” เธอกวาดแขนปัดของบนโต๊ะลงพื้นอีกครั้ง เสียงแก้วและจานกระทบกันดังระงมหลายปีที่ผ่านมาเธอเป็นฝ่ายตามง้อเขา หวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน เพราะเมื่อก่อนดิวากรนั้นรักเธอมากตามใจทุกอย่างแต่สุดท้ายเขากลับไปหาผู้หญิงคนนั้น เมียเก่าที่เขาเคยบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ“พวกมึงต้องไม่มีความสุขสิ…” เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธในความคิดของพิมารินคนที่ควรยืนอยู่ข้างดิวากรตอนนี้ต้องเป็นเธอ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น เธอพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เขากลับไม่เคยยอมให้อภัยเธอเลย“ทำไม! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่รู้ตัว สายตาของเธอค่อยๆ เปลี่ยนจากความเสียใจเป็นความแข็งกร้าว“เขาต้องกลับมารักฉัน” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความค
ดิวากรเพิ่งรู้ว่าคำว่าเลี้ยงลูก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากที่คิดว่าแค่นั่งเฝ้าเฉยๆ เด็กคงเล่นของเล่นไปเอง แต่เดียร์น่ากลับเดินเตาะแตะไปทั่วห้อง พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด หยิบโน่นจับนี่ทุกอย่างที่ขวางหน้า“ปะป๊า ดูนี่”“ปะป๊า หนูหิวนม…”“ปะป๊า อุ้ม…”เสียงเล็กๆ เรียกเขาซ้ำไปซ้ำมา จนสุดท้ายชายหนุ่มที
“ปะป๊า…” เสียงใสๆ เรียกพร้อมกับร่างจิ๋วที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาเกาะขาเขาไว้แน่น ดฤณชะงักไปทั้งตัวก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ ดวงตากลมโตเหมือนเขาไม่มีผิดน้องเดียร์น่าตอนนี้สองขวบแล้ว พูดเก่งจนทั้งบ้านหลง เสียงเจื้อยแจ้วดังทั้งวัน“แม่ไปไหน” เขาถามเสียงเรียบ พยายามทำตัวเหมือนเดิมทั้ง
ค่ำคืนเงียบสงบมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมตรงหัวเตียง น้องเดียร์น่าหลับสนิทในอ้อมแขนของแม่ ร่างเล็กหายใจสม่ำเสมอเหมือนนางฟ้าตัวน้อยดิวากรยืนพิงกรอบประตูมองภาพนั้นอยู่นาน สายตาคมกริบอ่อนลงอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว มิณทร์ทิชานอนตะแคงกอดลูกไว้แน่นเหมือนกลัวว่าใครจะมาแย่งไปเขาเดินเข้าไปช้าๆ ระว
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังลั่นห้องนอนเล็กๆ ร่างกลมป้อมวัยหกเดือนดิ้นไปมาอยู่บนที่นอน มือเล็กชูขึ้นกลางอากาศเหมือนพยายามคว้าใครสักคน“อา…แง้”น้องเดียร์น่าหน้าแดงก่ำน้ำตาเอ่อคลอเมื่อไม่เห็นคนที่คุ้นเคยที่สุด ดิวากรที่เพิ่งเดินผ่านหน้าห้องชะงักเท้า เสียงนั้นดึงเขาให้หันกลับมาโดยไม่รู้ตัว คิ้วเข้มขมวด







