تسجيل الدخولเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังลั่นห้องนอนเล็กๆ ร่างกลมป้อมวัยหกเดือนดิ้นไปมาอยู่บนที่นอน มือเล็กชูขึ้นกลางอากาศเหมือนพยายามคว้าใครสักคน
“อา…แง้”
น้องเดียร์น่าหน้าแดงก่ำน้ำตาเอ่อคลอเมื่อไม่เห็นคนที่คุ้นเคยที่สุด ดิวากรที่เพิ่งเดินผ่านหน้าห้องชะงักเท้า เสียงนั้นดึงเขาให้หันกลับมาโดยไม่รู้ตัว คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะผลักประตูเข้าไป
“ร้องทำไม” เขาพึมพำเสียงห้วน แต่ขายาวกลับก้าวเข้าไปหยุดข้างเตียงเด็ก
ดวงตากลมใสของเด็กน้อยมองเขาทันทีเสียงร้องเงียบลง เหลือเพียงสะอื้นเบาๆ มือเล็กๆ ชูขึ้นอีกครั้งเหมือนจำเขาได้
ชายหนุ่มยืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงอุ้มขึ้นมาอย่างเก้ๆ กังๆ ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ร่างเล็กนุ่มนิ่มซบลงกับอกเขา
“แอ้…” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นเหมือนตอบรับ หัวใจของเขาสะดุดวูบ
“ไม่ต้องมายิ้มให้” เขาพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับสั่นไหว
เด็กน้อยยิ่งหัวเราะ ส่งเสียงอ้อแอ้เหมือนดีใจที่มีคนอุ้มมือป้อมๆ ตบลงบนอกเขาเบาๆ กำแพงที่เขาสร้างไว้แน่นหนามานาน กำลังจะพังทลาย
เขามองใบหน้ากลมๆ นั้นอย่างห้ามไม่ได้ คิ้วเหมือนเขา จมูกเหมือนเขา แม้แต่เวลายิ้มก็ยังเหมือน ผลตรวจดีเอ็นเอก็เป็นทายาทของเขา
“หยุดยิ้ม” เสียงเขาแผ่วลงอย่างที่ตัวเองไม่รู้ตัว แต่ยิ่งเขาพูดเด็กน้อยก็ยิ่งหัวเราะ
“แอ้ แอ้…”
“คืนลูกทิชามาค่ะ” มิณทร์ทิชายืนอยู่ตรงประตู ในอ้อมแขนมีผ้าขนหนูผืนเล็ก เธออาบน้ำยังไม่ทันจะได้สวมเสื้อผ้า ลูกน้อยร้องไห้ขึ้นมาเสียก่อน
เขาหันไปมองหญิงสาวที่สวมผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว ตามตัวยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ หน้าอกขาวๆ ที่โผล่พ้นผ้าออกมา ทำให้เขาล่ะสายตาไม่ได้
“มองอะไรส่งน้องเดียร์น่ามา”
“ไปแต่งตัวก่อน” เขายังไม่ยอมส่งลูกให้
“หม่ำ ๆ ๆ…” เสียงเล็กใสของน้องเดียร์น่าดังขึ้นทันทีที่เห็นแม่ แขนป้อมยื่นออกไปหาอย่างคุ้นเคย ใบหน้ากลมถูไถกับอกมิณทร์ทิชาพร้อมทำปากขมุบขมิบ
“ห้ามอุ้มน้องเดียร์น่าอีกนะคะ” เสียงของหญิงสาวไม่ได้ดังมาก คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ทิ่มลงกลางอกเขา
“ลูกก็ลูกฉัน ทำไมจะอุ้มไม่ได้” เขาสวนกลับทันที น้ำเสียงแข็งขึ้น หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเขา
“มีแค่เลือดในตัวเขาครึ่งหนึ่งเท่านั้นนี่คะ”
ประโยคนั้นทำให้เขาไม่กล้าพูดต่อ นามสกุลของลูกไม่ใช่ของเขา ทะเบียนสมรสก็ไม่มี แม้แต่ตอนคลอดเขายังยืนอยู่หน้าห้องเหมือนคนนอก ทุกอย่างที่เธอพูดมันคือความจริงที่เขาสร้างขึ้นเอง
“เออ พูดมาก” เขาตัดบท หันหน้าหนีอย่างหงุดหงิด
ดวงตาคมเหลือบมองเด็กน้อยที่ซบอยู่กับอกแม่ ดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย มือเล็กกำผ้าแน่นด้วยความไว้วางใจ ภาพนั้นทำให้ในอกเขาแน่นจนหายใจไม่ทั่วท้อง
“ยืนมองทำไมออกไปได้แล้ว” เธอรู้สึกไม่ชินเวลาให้นมลูก แล้วมีคนอยู่ด้วย
ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของหญิงสาวก่อนถอนหายใจ ไม่รู้ทำไมถึงมีอารมณ์ตลอดยามที่อยู่ใกล้หญิงสาว จนน้องสาวของเขาเริ่มแข็งตัว
วันหมอนัดฉีดวัคซีนครั้งต่อมา มิณทร์ทิชามาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เช้า อุ้มเดียร์น่าแนบอกเหมือนกลัวว่าลูกจะหลุดหายไปกับความวุ่นวายของผู้คนในโถงกว้าง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับเสียงเด็กร้องระงมทำให้เธอใจหายทุกครั้งที่ก้าวเข้ามา
“น้องเดียร์น่ามาแล้ว ตัวจ้ำม่ำขึ้นเยอะเลย” พยาบาลคนเดิมทักพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
เดียร์น่าที่อยู่ในอ้อมแขนส่งเสียงอ้อแอ้ มือป้อมๆ คว้าชายเสื้อแม่ไว้แน่นราวกับรู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร เมื่อถึงคิว พยาบาลรับตัวเด็กไปวางบนเตียงเล็ก
“แป๊บเดียวนะคะคนเก่ง”
เข็มเล็กสะท้อนแสงวาบ มิณทร์ทิชาเผลอเบือนหน้าหนี แต่เสียงแผดร้องของลูกก็ทำให้เธอหันกลับมาแทบจะทันที
“แอ๊!”
“โอ๋ ๆ คนเก่งของแม่ ไม่ร้องนะคะแม่อยู่นี่แล้ว” หัวใจเธอกระตุกวูบ รีบรับเดียร์น่ามากอดแนบอก ลูบหลังปลอบเบาๆ
น้ำตาเม็ดใสของลูกซึมเปื้อนเสื้อเธอ เด็กน้อยสะอื้นฮักอยู่พักใหญ่ก่อนจะค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงหายใจสะท้อนที่ไหล่ของแม่
“เก่งมากเลยค่ะ ไม่งอแงนานเลย” คุณหมอสาวเอ่ยชม
หญิงสาวก้มลงจูบหน้าผากนุ่มของลูกเบาๆ ในใจกลับรู้สึกหน่วงอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งที่มาที่นี่ เธอต้องยืนอยู่คนเดียวเสมอ
“คุณทิชาครับคุณดฤณให้ผมมารับคุณกลับบ้าน” วาคิมเดินเข้ามา
“เขากลัวว่าทิชาจะหนีเหรอคะ ถึงได้ตามขนาดนี้” เธอถอนหายใจ
“คุณคฤณเป็นห่วงคุณกับคุณหนูนะครับ”
“ห่วงจนไม่ยอมให้ออกไป” ประโยคนี้เธอเอ่ยในใจ เพราะเขาไม่ยอมให้เธอออกไปไหน เหตุผลของเขาคือกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าน้องเดียร์น่าเป็นใคร
“อย่าทำให้ผมลำบากใจเลยครับ”
ดิวากรนั่งรออยู่ที่โถงชั้นล่างหลังพิงพนักโซฟา สายตาคมมองไปยังทางเดินที่หญิงสาวจะโผล่มาเป็นระยะๆ โดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่เห็นมิณทร์ทิชาอุ้มเดียร์น่าเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ เด็กน้อยหลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขนของแม่ แก้มยุ้ยแนบกับไหล่เล็กอย่างน่าเอ็นดู เขาจึงไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่มองภาพนั้นเงียบๆ
“คุณมองทิชาทำไม” เสียงเธอเบามาก แต่ทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย
“ฉันแปลกใจ”
“แปลกใจอะไร”
ดวงตาคมกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าสงบนิ่งท่าทางเข้มแข็ง ไม่มีแววของผู้หญิงที่เคยร้องไห้เพราะเขา
“ตอนนี้ดูจากท่าทางของเธอแล้ว ก็เหมือนจะไม่ได้รักฉัน ในเมื่อทำใจได้ทำไมไม่กลับไปอยู่บ้านกับไอ้เมธัส”
คำพูดนั้นหลุดออกไปทั้งที่ในอกเหมือนถูกบีบแน่น เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องพูดแบบนั้น ทั้งที่พอคิดภาพเธอกลับไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นหัวใจมันกลับหล่นวูบอย่างรุนแรง
“ทิชาจะเอาสมบัติคุณไง” เธอหัวเราะเบาๆ แต่แววตาเย็นชา “แต่ดูจากสภาพคุณแล้ว คงไม่มีความเป็นพ่อเท่าไหร่”
“ทิชาก็เธอไม่ให้ลูกใช้นามสกุลฉัน แม้แต่ชื่อฉันก็ไม่ได้ตั้งให้”
“คุณไม่มีความเป็นพ่อเองต่างหาก วันที่ทิชาเกือบจะเสียเขาไปคุณไปอยู่ไหนเหรอ วันที่ทิชาลูกคลอดก็ไม่โผล่หน้ามา วันที่แจ้งเกิดคุณไม่แม้จะมาเซ็นชื่อรับรองบุตร และสิ่งที่ดูถูกทิชาที่สุดคือการตรวจดีเอ็นเอ”
“เธอร่วมมือกับไอ้เมธัสทำลายฉันไง” เขาเถียงกลับ
“ถ้าคุณเข้าใจแบบนั้นทิชาก็ไม่มีอะไรจะอธิบาย”
“ทำไมรับความจริงไม่ได้หรือไง อยากมีผัวจนตัวสั่นจนยอมนอนกับฉันง่ายๆ” เขาเยาะเย้ย
“ทิชาไม่ได้ทำอะไรคุณทั้งนั้น” คืนนั้นมีแต่เขาที่ลากเธอขึ้นเตียงด้วย
“จะว่าไปมันก็สาสมดีนะไอ้เมธัสมันเอากับผู้หญิงคนนั้น ฉันก็เอาน้องสาวมันมาทรมานสะใจดี แม่ลูกติดแบบเธอใครจะเอา”
เพียะ
ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนใบหน้าคมเต็มแรงจนศีรษะของดฤณหันไปตามแรงตบ ความเงียบในห้องเหมือนถูกฉีกออกทันที มิณทร์ทิชาหอบหายใจดวงตาสั่นไหวทั้งโกรธทั้งน้อยใจ
ชายหนุ่มใช้ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้ม ลูบแก้มสากของตัวเองช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองเธอ แววตาที่เคยเย็นชากลับร้อนแรงขึ้นอย่างน่ากลัว
“นี่เธอ...”
“ไอ้...อื้อออ” ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวถอยหลัง ข้อมือเล็กก็ถูกคว้าไว้แน่น ร่างบางถูกดึงเข้าไปปะทะอกกว้างอย่างแรงจนแทบตั้งตัวไม่ทัน
ริมฝีปากร้อนจัดประกบลงมาอย่างไม่ทันให้ตั้งรับ มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความไม่พอใจอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยยอมรับกับตัวเอง
เธอพยายามผลักเขาออกทุบอกเขาแรงๆ แต่ยิ่งดิ้น เขายิ่งกอดแน่นขึ้น มือใหญ่รั้งท้ายทอยไม่ให้หนีไปไหน ลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกันวุ่นวาย
“ปะ ปล่อย” เสียงเธอสั่นเครือ
“อย่าปากดีใส่ฉันอีก” เขายอมให้เธอเป็นอิสระ ความรู้สึกตีกันวุ่นเมื่อนึกถึงวันแรกที่เธอตกเป็นของเขา ความรู้สึกและกลิ่นหอมของอีกฝ่าย ยังคงตราตรึงไม่เลือนหาย
มิณทร์ทิชาตัดสินใจเปิดโอกาสให้ดิวากรอีกครั้ง ทั้งสองเลือกเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน ทิ้งอดีตที่เคยผิดพลาดไว้เบื้องหลัง และเก็บมันไว้เป็นบทเรียนของชีวิตในวันนี้ชายหนุ่มพาลูกสาวและหญิงสาวออกงานสังคมเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาหายหน้าไปจากสื่อมานานกว่าสองปี“พี่ดฤณใช่จริงๆ ด้วย รดาคิดว่าจำคนผิดซะอีก”ธีรดารีบเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ได้เจอเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่อีกฝ่ายยกเลิกสัญญาและไม่ร่วมงานกันอีก“สวัสดีครับ” เขาทักกลับสุภาพ เกือบจะลืมชื่ออีกฝ่ายไปแล้ว“พี่ดฤณมากับใครคะ เสียดายจังที่เราไม่ได้ร่วมงานกันอีก” ธีรดาส่งยิ้มหวานให้เขา เพราะในใจยังคงมีความรู้สึกดีๆ อยู่“ปะป๊าขา แม่จ๋ามีหนุ่มๆ มองเยอะเลยค่ะ” เสียงใสของเดียร์น่าดังขึ้น ทำเอาคนแถวนั้นหันมามองทันทีเด็กน้อยสวมชุดกระโปรงสีกรมท่า แต่งตัวเข้ากับพ่อและแม่อย่างน่ารัก ธีรดาชะงักก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงตัวเล็กอย่างตกใจ“เด็กที่ไหนคะ พี่ดฤณมีลูกตั้งแต่ตอนไหน” สายตาของหญิงสาวจับจ้องใบหน้าของเด็กน้อย ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังและก็จำได้ทันทีเด็กคนนี้คือเด็กที่เคยเจอเมื่อสองปีก่อน ดิวากรยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกลูกสาว“น
“ปะป๊าขา แม่จ๋าหลับไปนานจังเลย” เดียร์น่านั่งมองแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ตั้งแต่เมื่อวานเธอก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเล่นกับลูกสาวเลย“แม่จ๋าเหนื่อย ให้แม่พักผ่อนก่อนนะคะ” เขาลูบศีรษะลูกเบาๆสายตาของเขาหันกลับไปมองใบหน้าซีดเซียวของมิณทร์ทิชาอย่างเงียบงันสำหรับเขาแล้ว แค่เธอยังมีลมหายใจอยู่ก็ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดแล้ว“ปะป๊าพาแม่จ๋ากับน้องกลับบ้านได้ไหมคะ” เดียร์น่าหันมองพ่ออีกครั้งก่อนจะถามเสียงเบา“บ้านไหนคะ”“บ้านที่เราเคยอยู่”“น้องไม่ชอบที่นี่เหรอ” เขามองลูกสาวอย่างสงสัย เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า“น้องอยากอยู่ใกล้ปะป๊าอยู่กับคุณลุงด้วย น้องไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อนชอบล้อว่าน้องไม่มีพ่อ”คำพูดนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบรัดหัวใจของชายหนุ่มทันที แต่ในจังหวะเดียวกันเปลือกตาของมิณทร์ทิชาค่อยๆ ขยับ ก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มได้สติเธอได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกอย่างชัดเจน คำพูดของลูกสาวทำให้หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บหน่วง หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว“เดียร์น่ากลับบ้านกับลุงดีกว่านะ” เมธัสเดินเข้ามาอุ้มหลานสาวขึ้นจากเก้าอี้ เด็กน้อยรีบกอดคอเขาไว้ทันที“น้องอ
ดิวากรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างทรมาน เวลาผ่านไปช้าเสียจนเหมือนหยุดเดิน ทุกวินาทีหนักอึ้งราวกับมีอะไรทับอยู่บนอกเขาพยาบาลหลายคนวิ่งวุ่นเข้าออกห้องผ่าตัด สีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ชาวาบไปทั้งตัว“หมอคะคนไข้หยุดหายใจแล้วค่ะ ปั๊มหัวใจไม่ขึ้นแล้ว”คำพูดนั้นเบา แต่กลับชัดเจนราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเขา ดิวากรตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว“เรายื้อสุดความสามารถแล้ว”เสียงนั้นยิ่งเหมือนตอกย้ำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลาย ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปหาลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ก่อนจะหยิบปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวของอีกฝ่ายขึ้นมา“เจ้านาย!” ลูกน้องร้องตกใจชายหนุ่มกลับยกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเอง มือของเขาสั่นเล็กน้อย น้ำตายังคงไหลไม่หยุด เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมิณทร์ทิชาอยู่ด้วย“เมียกูไม่อยู่แล้ว กูจะอยู่ไปทำไม” เสียงของเขาแตกพร่าไปหมด ลูกน้องรีบก้าวเข้ามาใกล้สีหน้าตกใจสุดขีด“เจ้านายยังมีลูกสาวอยู่นะครับ!”คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างหมดแรง“ไม่มีทิชาก็ไม่มีความหมายอะไร ฮึก”เปรี๊ยะ!เสียงตบดังลั่นไปทั่วทางเดิน ศีรษะของดิวากรห
“แม่จ๋าน้องกลัวจัง” เดียร์กอดแม่แน่นตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองไปยังร่างชายสูงใหญ่หลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบๆ ห้อง“ไม่ต้องกลัวนะคะ แม่อยู่นี่ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้” เธอกอดลูกสาวแน่น แม้หน้าอกจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ จากแรงกระแทกตอนรถตกข้างทาง แต่เธอก็ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ลูกเห็นความอ่อนแอ“เขาจะทำอะไรเราเหรอแม่จ๋า” เด็กน้อยถามเสียงสั่น“เดียร์อย่าหันไปมองนะคะ มองแค่หน้าแม่ก็พอ” เธอพูดพลางลูบศีรษะลูกเบาๆ แม้ในใจจะหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามปลอบตัวเองให้ตั้งสติไว้ตลอดเวลาทันใดนั้นเสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก ทำให้ชายฉกรรจ์ที่ยืนเฝ้าต่างขยับตัวเล็กน้อยตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ“คุณพิมาริน”หญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาหยุดฝีเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ จ้องมองสองแม่ลูกด้วยสายตาที่แสนเกลียดชัง เด็กผู้หญิงหน้าตาถอดแบบดิวากรออกมาเกือบ 100%“ยังจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอ อีหน้าด้าน” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “แกแย่งแฟนฉันไป แล้วยังปล่อยท้องเพื่อจับผู้ชายอีก”สายตาของพิมารินเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของมิณทร์ทิชาด้วยความเกลียดชัง“คุณพูดอะไรข
“ปะป๊าเจ็บตรงไหนคะ เดี๋ยวน้องเป่าให้”เดียร์น่าขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะทำปากจู๋เป่าที่ข้อศอกของดิวากรเบาๆ อย่างตั้งใจ ท่าทางน่ารักของเด็กน้อยทำให้คนเป็นพ่อนั่งนิ่งไปชั่วขณะดวงตาคมมองลูกสาวด้วยความรู้สึกปวดหนึบในอก ลูกสาวของเขาน่ารักขนาดนี้ แล้วเมื่อก่อนเขาปล่อยปละละเลยได้ยังไง“น้องเดียร์น่า อย่าไปกวนปะป๊าเลยค่ะ” คนเป็นแม่รีบเดินเข้ามาดึงลูกเบาๆ เด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาใส“ทำไมเหรอคะ โตขึ้นน้องจะเป็นหมอมารักษาปะป๊าเองค่ะ”“อยากเป็นหมอเหรอครับ” คำพูดใสซื่อทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มทันที เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ“ใช่ค่ะ หนูจะได้ดูแลปะป๊ากับแม่จ๋าได้”“ปะป๊าจะส่งหนูเรียนเอง”“อะ แฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้นจากมิณทร์ทิชา เธอมองเขานิ่งๆ เหมือนเตือนให้หยุดเพ้อฝัน“คุณกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ เดี๋ยวสักพักฉันจะพาน้องเดียร์น่าไปตลาด”“พี่ไปด้วยไม่ได้เหรอ” เขารีบหันมามองเธอทันที“คุณเจ็บแขนจะไปยังไงอยู่ที่นี่แหละ หรือไม่ก็กลับบ้านไป” น้ำเสียงของเธอฟังดูเฉยเมย แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับแอบมองข้อศอกที่ช้ำของเขาอย่างเป็นห่วง“อย่าไล่พี่อีกเลยนะ” เขาพูดเสียงเบาเหมือนเด็กโดนดุทำหน้าหงอยทันที“เมื่อก่อนคุณไล่
กรุงเทพมหานครเพล้ง!ภายในคอนโดหรูใจกลางเมืองเสียงกรีดร้องโวยวายดังลั่นห้อง ตามมาด้วยเสียงข้าวของกระแทกพื้นแตกกระจายไม่หยุด แจกันแก้วราคาแพงถูกปาใส่กำแพงจนแตกละเอียด“ทำไมดฤณถึงกลับไปง้อเมียเก่า!”พิมารินตะโกนลั่นดวงตาแดงก่ำเพราะความโกรธและความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก มองภาพที่อยู่ในมือถืออยู่อย่างนั้น“โง่ที่สุด!” เธอกวาดแขนปัดของบนโต๊ะลงพื้นอีกครั้ง เสียงแก้วและจานกระทบกันดังระงมหลายปีที่ผ่านมาเธอเป็นฝ่ายตามง้อเขา หวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน เพราะเมื่อก่อนดิวากรนั้นรักเธอมากตามใจทุกอย่างแต่สุดท้ายเขากลับไปหาผู้หญิงคนนั้น เมียเก่าที่เขาเคยบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ“พวกมึงต้องไม่มีความสุขสิ…” เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธในความคิดของพิมารินคนที่ควรยืนอยู่ข้างดิวากรตอนนี้ต้องเป็นเธอ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น เธอพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เขากลับไม่เคยยอมให้อภัยเธอเลย“ทำไม! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่รู้ตัว สายตาของเธอค่อยๆ เปลี่ยนจากความเสียใจเป็นความแข็งกร้าว“เขาต้องกลับมารักฉัน” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความค







