แชร์

ตอนที่7 ยืนดูอยู่ได้

ผู้เขียน: เพลงมีนา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-14 23:24:17

ฟางข้าวเดินเหม่อลอยกำลังจะกลับบ้าน  เรื่องที่เอื้อมดาวพูดทำให้เธอคิดมาก   พอกลับถึงบ้านก็รีบปรึกษาน้าแหวนนิล  ซึ่งน้าก็ให้เธอคิดเอง แต่ก็ไม่อยากให้หลานสาวคนเดียวต้องทำงานด้วยเรียนด้วย   แต่เธออยากช่วยหารายได้เข้าบ้าน   แถมยังกลัวว่าวันหนึ่งความลับที่เธอรับจ้างทำรายงานไว้แตกจะยิ่งทำให้เธอเดือดร้อน  เธออยากปลดหนี้ก้อนโต และ

อีกอย่างเธอก็เบื่อหน้ายัยชมพูเต็มที่แล้วเหมือนกัน

“น่าจะแถวนี้นะ!”   ฟางข้าวพึมพำไม่แน่ใจว่าสถานที่ตรงหน้านี่ใช่คลับเอสที่น้าแหวนนิลมาทำงานพิเศษหรือเปล่า            เธอไม่เคยมาสักครั้งฟังแต่ที่น้าเล่ามาเท่านั้น

“ที่นี่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดเข้านะ”      พนักงานหน้าประตูทางเข้าเตือน แต่ฟางส่ายหน้าไปมาจนผมเปียสะบัด

 “ยี่สิบแล้วค่ะ ดูบัตรก็ได้ค่ะ แต่หนูมาหาน้าแหวนนิลที่เป็นช่างแต่งหน้า”

  “อ้อ! หลานไอ้แหวนเหรอ  มันบอกไว้แล้วละว่าหลานจะมาหา  รอเดี๋ยวนะ”   พนักงานคนเดิมบอกแล้วหยิบบัตรพนักงานให้ฟางคล้องคอ 

“คล้องบัตรพนักงานไว้ แล้วเดินตามพี่เสื้อดำคนนั้นไปเลย”

 เธอเดินตามพี่เสื้อดำที่เป็นพนักงานในร้านไปด้านหลัง  เสียงเพลงดังกระหึ่มด้วยจังหวะที่เร้าใจ วัยรุ่นกลุ่มใหญ่โยกย้ายร่างกายตามเพลงที่สนุกสนาน  เธอไม่เคยมาเที่ยวสถานที่แบบนี้อดที่จะมองด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

“ฟางๆ ทางนี้”   

 แหวนนิลตะโกนเรียกหลานสาว ฟางข้าวรีบเดินเข้าไปหาทันทีแล้วเอากล่องอุปกรณ์แต่งหน้าที่หิ้วจากบ้านมาส่งให้ผู้เป็นน้า   วันนี้แหวนนิลไม่ได้ตั้งใจจะมาทำงานพิเศษที่คลับเอสแห่งนี้หรอก แต่บังเอิญว่าเพื่อนที่ทำงานด้วยกันขอร้องให้เธอมาช่วยเพราะวันนี้จะมีการเปิดมินิคอนเสิร์ตของวงดนตรีแร็พที่นี่  แหวนนิลจึงต้องรีบมาโดยให้เอากล่องอุปกรณ์

แต่งหน้ามาให้   เพราะถ้าเที่ยวไปเที่ยวมาคงไม่ได้ทำงานทำการกันพอดี

“กลับบ้านคนเดียวได้นะ”

“สบายมากค่ะ”  ฟางข้าวยิ้มรับ

“แกจะไล่น้องแกกลับไปเลยเหรอ ใจร้ายไปหรือเปล่า”     เสียงหนุ่มหน้าหวานเพื่อนร่วมงานของแหวนนิลแซวเข้าให้   แต่ฟางกลับรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

“ฟางไม่ชอบที่เสียงดังแบบนี้  ขอตัวกลับก่อนดีกว่าคะ”

“ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกน้าด้วย”

ฟางข้าวพยักหน้ารับอีกครั้งแล้วรีบเดินกลับออกมาทางเดิน แต่ขณะนี้ผู้คนเข้ามาในคลับเอสแน่นขึ้นกว่าเมื่อครู่   เธอทำตัวลีบๆ เดินออกมาแต่ก็ถูกคนนั้นชนทีคนนี้ทีจนเซเสียหลักไปสะดุดขั้นบันได ร่างเล็กหกล้มลงแว่นตาตกพื้น

“แว่นตาฉัน”

ฟางข้าวควานหาแว่นสายตา แต่ก็มืดมากจนมองแทบไม่เห็น  แต่ในความเลือนรางเธอเห็นมันหล่นอยู่ไม่ไกลนัก พอเอื้อมมือไปหยิบก็ถูกเท้าใหญ่เหยียบเข้าเต็มที่

“โอ๊ย!”

“ขอโทษฮะ” 

อนันดาก้มมองเจ้าของเสียงร้องดังลั่น   เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเหยียบมือคนแปลกหน้าเข้าให้  พอยกเท้าเบอร์สิบของตัวเองออกก็เห็นว่ามือเล็กกำแว่นตาอยู่    เขารีบช่วยเก็บแต่คนที่เบียดกันแน่นทำให้เขาตัดสินใจดึงข้อมือเล็กๆ ให้เดินตามออกมาด้านนอก

‘นึกว่าวันนี้ไม่ค่อยมีคน แต่ดันมาวันที่มีมินิคอนเสิร์ตพอดี’

“คะ...คุณ...คุณจะพาฉันไปไหน”       

ฟางข้าวสายตาสั้นมาก   พยายามขืนตัวแต่แรงน้อยกว่าคนตัวสูงที่ดึงแขนเธออกมาที่ประตู  พนักงานที่เฝ้าประตูมองฟางอย่างงงๆ เขาจำหน้าฟางข้าวตอนไม่มีแว่นไม่ได้   เห็นแต่บัตรสตาร์ฟคล้องคอ

“แว่นตาแตกหรือเปล่า”

อนันดาถามเมื่อเดินออกมาจากร้านได้ประมาณสิบกว่าเมตร  แต่สาวผมเปียส่ายหน้าจนผมเปียสะบัดไปมา  เขาถือโอกาสสำรวจคนแปลกหน้า  รูปร่างเล็กผอมบาง ผมยาวถักเปียหลวม ๆ แถมใส่เสื้อยืดตัวใหญ่ลายการ์ตูนกับกางเกงขาสามส่วนสีชมพู ลากรองเท้าคัชชูสีดำ  ดูยังไงก็ไม่ใช่เด็กเที่ยวกลางคืน

“ขอโทษนะ มองไม่เห็น แล้วมือเป็นไงบ้าง”  อนันดายกมืออีกฝ่ายขึ้นดู มือเล็กๆ เหมือนเด็กขาดสารอาหารแบบนี้ไม่รู้มีอะไรแตกหักหรือเปล่า

“ไม่เป็นไรค่ะ ”  ฟางข้าวดึงมือตัวเองออกมาจากมือใหญ่ของเขา เธอรีบเอาแว่นใส่หน้าเหมือนเดิม         รู้สึกคุ้นๆ หน้าผู้ชายคนนี้แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน 

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” 

 เธอบอกกับเขาแล้วรีบหมุนตัวเดินออกมาเรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที  โดยไม่สนใจว่าเขาจะเรียกเธอยังไง  ฟางข้าวยกมือที่ถูกเหยียบขึ้นมาทาบอกข้างที่หัวใจอาศัย    รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวและใจสั่นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น  ใบหน้าที่ไม่ค่อยยิ้มกลับปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเวย์บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไงกันแน่  แต่มันทำให้เขาอยากยิ้มและยิ้มอย่างไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น

บางทีเหตุผลของความสุขก็คือการไม่มีเหตุผลก็ได้

อนันดาได้ยินเสียเพลงดังมาจากลานจอดรถไม่ไกลนัก    ขาเพรียวยาวก้าวไปตามเสียงเพลง วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ประมาณยี่สิบ จับกลุ่มกำลังเต้นรำสนุกสนาน เวย์ยืนสังเกตการณ์อย่างสนใจ บางกลุ่มเต้นรำโดยคัฟเวอร์ท่าเต้นตามต้นฉบับนักร้องที่ตัวเองชื่นชอบ

“ยืนดูอยู่ได้อยากเต้นบ้างไหมล่ะ” 

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาถามคนที่ยืนมองพวกเขาอยู่นานสองนาน  เดาจากรูปร่างหน้าตาคงอายุไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่    ยกเว้นความสูงที่สูงได้ใจสาวๆ แถมทำเอาคนที่ยืนใกล้ๆ กลายเป็นคนแคระไปเลยทีเดียว   

“ที่นี่มันคืออะไร”  อนันดาถามอย่างสนใจ เขารู้สึกถึงความตั้งใจของทุกคนที่อยากเต้นรำกันจริง จัง

“พาร์กกิ้งค์แดนซ์ไง”  เด็กหนุ่มคนเดิมเอ่ยแล้วยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ   “พวกเราชอบเต้นรำแต่จะไปตามเธคผับก็ไม่ได้ บางคนอายุก็ไม่ถึงด้วยซ้ำ   แต่เรารักที่จะเต้นรำ  ก็เลยมารวมตัวกันที่ลาดจอดรถทุกวันศุกร์แบบนี้ไง เอ่อ..หน้าตานายนี่คุ้นๆ นะเหมือนนายเวย์นักร้องอะไรนั่นเลย”

“เหรอ แล้วไงละ”    อนันดาถามกลับยิ้มๆ

“ก็ขี้เก็กไง แต่ท่าเต้นเหมือนก็อปของเกาหลี”   ทีเคตอบแบบกวนๆ แล้วพาเพื่อนใหม่ไปให้ทุกคนรู้จัก

“เอ้า!แนะนำตัวหน่อยซิ”

“เวย์...เรียกเราว่าเวย์”

เวย์กระตุกยิ้มที่มุมปาก หลายคนอ้าปากค้างไม่คิดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเป็นเจ้าของชื่อเวย์ตัวจริง!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่60 ฝัน/ฉ่ำ/รัก (3)

    เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่ 59 ฝัน /ฉ่ำ /รัก (2)

    “ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่58 ฝัน /ฉ่ำ /รัก (1)

    นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่57 คืน/เหงา/เรา/ฝน (2)

    “ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่56 คืน/เหงา/เรา/ฝน (1)

    พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล

  • ไม่ใช่เพื่อนเล่น    ตอนที่55 เรื่องนี้อธิบายได้

    พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status