Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-10-18 15:08:57

บทที่ 6

แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหาย

เซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

ในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น

“พ่อบ้านหลี่!”

เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้อง

ประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย

“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”

เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวน

การส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่งเข้ามาในคืนแรกไปอยู่ที่นั่น มิใช่แค่การกักบริเวณ แต่คือการจงใจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีให้จมดิน

ทว่าสำหรับเสิ่นอวี้ชิงแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องดียิ่งนัก

จวนเยี่ยอ๋องแห่งนี้ไร้ซึ่งผู้อาวุโส เสด็จพ่ออดีตฮ่องเต้สวรรคตไปนานแล้ว พระมารดาผู้ให้กำเนิดก็สิ้นชีพอย่างมีเงื่อนงำในวังหลังตั้งแต่เขายังเด็ก เซียวเยี่ยเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดในสนามรบ ไร้บิดามารดาคอยกำกับ ไร้ธรรมเนียมยกน้ำชาคารวะแม่สามีให้ต้องเสแสร้งปั้นหน้า ทั้งจวนจึงมีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นนายเหนือหัว

เมื่อสามีสั่งเนรเทศนางไปเรือนร้าง จึงไม่มีผู้อาวุโสคนใดคิดยื่นมือเข้ามาแทรกแซง

“บ่าวรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านหลี่ยกยิ้มเยาะ ก่อนจะหันมามองเสิ่นอวี้ชิง “เชิญพระชายา... ไปอยู่ในที่ที่ คู่ควรกับท่าน เถิด!”

เสิ่นอวี้ชิงเพียงยกยิ้มบางเบา นางมิได้เอ่ยปากทัดทานแม้แต่ครึ่งคำ

ณ เรือนชิงเหยา ท้ายจวนเยี่ยอ๋อง

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเรือนชิงเหยา กลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาเตอะก็ลอยมาปะทะจมูก ลานดินหน้าเรือนรกเรื้อไปด้วยวัชพืช ทว่าในสายตาของหมอเทวดา วัชพืชมีพิษและสมุนไพรป่าที่ขึ้นแซมตามซอกหินพวกนี้... กลับเป็นดั่งคลังอาวุธชั้นยอด

ตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ คนในจวนอ๋องแกล้งทำเป็นลืมนาง ราวกับต้องการตัดเสบียง ปล่อยให้สตรีในเรือนร้างท้ายจวนต้องทนหิวโหยและหนาวตายไปเองอย่างเงียบๆ

ทว่าเสิ่นอวี้ชิงมิได้เดือดเนื้อร้อนใจ นางใช้เวลาทั้งวันปัดกวาดเช็ดถูห้องหับจนพอพักอาศัยได้ ทั้งยังเด็ดใบหญ้าและรากไม้มีพิษรอบเรือนมาบดผสมเข้ากับผงยาที่พกติดตัว กลายเป็นยาพิษชั้นดีเตรียมพร้อมไว้

จนกระทั่งยามเที่ยงของวันที่สอง... ความเงียบสงบก็ถูกทำลายลง

เสียงหัวเราะคิกคักแฝงความสะใจดังแว่วมาจากหน้าลานเรือน สาวใช้ร่างท้วมสองคนในชุดผ้าเนื้อดีก้าวฉับๆ เข้ามา ในมือถือถาดอาหารไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง

สาวใช้สองคนนี้มีนามว่า ‘ชุ่ยเอ๋อร์’ และ ‘หวังมามา’ ทั้งคู่เคยได้รับเงินและของกำนัลล้ำค่าจากเสิ่นรั่วหลานอยู่บ่อยครั้งยามที่อีกฝ่ายแวะเวียนมาประจบเยี่ยอ๋อง

เมื่อรู้ว่าคุณหนูใหญ่ที่พวกตนยกย่องต้องตรอมใจเพราะถูกลูกอนุแย่งวาสนา ซ้ำท่านอ๋องยังสั่งเนรเทศเสิ่นอวี้ชิงมาทิ้งไว้ที่เรือนร้าง พวกนางจึงจงใจรอให้ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ ให้หญิงสาวหิวจนตาลาย แล้วค่อยนำอาหารบูดเน่ามาเหยียบย่ำซ้ำเติมให้สาสม

โครม!

ชุ่ยเอ๋อร์กระแทกถาดอาหารลงบนโต๊ะไม้ผุพังเสียงดังสนั่น

บนถาดมีเพียงน้ำแกงใสแจ๋วที่มีมดและแมลงวันลอยฟ่อง ชามข้าวต้มสีคล้ำส่งกลิ่นบูดเปรี้ยวคละคลุ้ง และหมั่นโถวสีเทาแข็งกระด้างที่ขึ้นราเขียวเป็นหย่อมๆ

“อาหารกลางวันของพระชายามาแล้วเจ้าค่ะ!”

ชุ่ยเอ๋อร์ยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาจิกกัดอย่างไม่ปิดบัง

“แหม... ผ่านไปวันหนึ่งเต็มๆ คงหิวแย่แล้วสินะเจ้าคะ พอดีพ่อครัวในเรือนใหญ่เห็นว่าเรือนชิงเหยาอยู่ติดป่าช้า คงชินกับของเน่าเสียแล้ว เลยจัดอาหารเหลือของบ่าวรับใช้มาให้ เป็นแค่ลูกอนุต่ำต้อยที่แย่งวาสนาของคุณหนูใหญ่ ได้กินแค่นี้ก็นับว่ามีบุญหัวถมไปแล้ว!”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” หวังมามาเสริมขึ้นพลางกอดอก มองเสิ่นอวี้ชิงด้วยสายตาราวกับมองเศษสวะ “อดข้าวมาทั้งคืน คงรู้รสชาติความทรมานแล้วสิ? รีบๆ กินเข้าไปเสียสิ หรือจะรอให้พวกข้าจับยัดปากให้!”

เสิ่นอวี้ชิงละสายตาจากตำรายาบนโต๊ะ นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวตรงเข้ามาหาสาวใช้ทั้งสองด้วยฝีเท้าเงียบกริบ

ใบหน้างดงามหมดจดยังคงนิ่งสงบ ทว่าแววตาคู่คมกลับเย็นเยียบจนชวนขนลุก

“พวกเจ้าภักดีต่อเสิ่นรั่วหลานมากสินะ” นางเอ่ยถามเสียงเรียบ

“แน่นอน! คุณหนูใหญ่ทั้งงดงามและสูงส่ง ไม่เหมือนนังตัวดีหน้าด้านอย่างเจ้า!” ชุ่ยเอ๋อร์เชิดหน้าท้าทาย

“ดี...”

เสิ่นอวี้ชิงยกยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง

“ความภักดีของพวกเจ้า... ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก”

พรึ่บ!

สิ้นเสียงแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวของเสิ่นอวี้ชิงก็สะบัดออกไปในอากาศอย่างรวดเร็ว!

ผงละเอียดสีขาวประกายม่วงจางๆ ที่สกัดจากหญ้าพิษรอบเรือนปลิวว่อน ปะทะเข้ากับใบหน้าและลำคอของสาวใช้ทั้งสองอย่างแม่นยำ ไร้กลิ่น ไร้ร่องรอยให้ทันสังเกต

ชุ่ยเอ๋อร์และหวังมามาขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนมีละอองเกสรสัมผัสผิวเพียงชั่วครู่ ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากด่าทอ ความทรมานอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดขึ้นทันที!

“อ๊ะ... ร้อน! ทำไมมันถึงร้อนเช่นนี้!”

หวังมามาร้องลั่น ยกมือขึ้นตะปบเข้าที่ลำคอตนเอง ผิวหนังที่เคยเรียบเนียนพลันแดงก่ำเหมือนถูกไฟลวก ความร้อนแผดเผาแล่นพล่านไปทั่ว ราวกับมีฝูงมดพิษนับหมื่นตัวกำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังและกัดแทะกระดูกอย่างบ้าคลั่ง!

“กรี๊ดดด! คัน... คันเหลือเกิน!”

ชุ่ยเอ๋อร์กรีดร้องปานจะขาดใจ นางทนความทรมานไม่ไหว ใช้เล็บจิกข่วนใบหน้าและแขนตัวเองอย่างบ้าคลั่งจนเนื้อหลุด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาตามรอยเล็บ

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! มันร้อน... มันคันเข้าไปถึงในกระดูกแล้ว!”

ร่างของหญิงรับใช้ทั้งสองทรุดลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นดินฝุ่นคลุ้ง กรีดร้องโหยหวนราวกับสัตว์ถูกเชือด เลือดและรอยแผลเปรอะเปื้อนไปทั่ว

เสิ่นอวี้ชิงยืนกอดอก มองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาเฉยชา ราวกับมองมดปลวกกำลังดิ้นรน

“นี่คือ ผงกลืนวิญญาณ”

เสิ่นอวี้ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า เยือกเย็น

“ในชั่วยามแรก มันจะทำให้พวกเจ้าคันและร้อนเหมือนถูกไฟเผา ในชั่วยามที่สอง ผิวหนังจะพุพองและเน่าเปื่อยเป็นหนอง... และเมื่อตะวันตกดิน ลำคอและเส้นเสียงของพวกเจ้าจะละลายกลายเป็นน้ำเลือด ขาดใจตายอย่างทรมานโดยที่แม้แต่เสียงร้องขอชีวิตก็ไม่อาจเปล่งออกมาได้”

คำพูดนั้นราบเรียบดั่งเสียงกระซิบ ทว่าในหูของชุ่ยเอ๋อร์และหวังมามา มันกลับดังกึกก้องราวกับคำตัดสินจากพญายมราช!

พวกนางรู้ซึ้งแล้ว... สตรีตรงหน้าไม่ใช่ลูกอนุไร้ทางสู้ที่พวกนางจะมาเหยียบย่ำได้ แต่เป็นนางมารร้ายที่พร้อมจะปลิดชีวิตพวกนางได้ทุกเมื่อ!

“พระ... พระชายา! ฮือๆ... เมตตาด้วย! บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวตาบอด!”

ชุ่ยเอ๋อร์คลานเข่าเข้ามา ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือด นางโขกศีรษะลงบนพื้นหินอย่างแรงจนหน้าผากแตกยับเยิน

“ได้โปรดยกโทษให้บ่าวด้วยเจ้าค่ะ! บ่าวไม่อยากตาย...!”

“บ่าวสาบาน... บ่าวจะไม่กล้าอีกแล้ว! เมตตาบ่าวด้วยเถิดพระชายา!” หวังมามาร่ำไห้น้ำตานองหน้า กราบกรานแทบเท้าอย่างน่าสมเพช

เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองเศษอาหารบูดเน่าบนโต๊ะ

“กินเข้าไป”

น้ำเสียงของนางเด็ดขาดและไร้ความปรานี

“กินเศษอาหารที่พวกเจ้านำมาให้ข้า... กินให้หมด อย่าให้เหลือ”

“กินเจ้าค่ะ! บ่าวกินเดี๋ยวนี้!”

สาวใช้ทั้งสองไม่กล้าลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที รีบพุ่งเข้าตะครุบชามข้าวต้มบูดเปรี้ยวและหมั่นโถวขึ้นรา ยัดทะลักเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง กลืนลงคอทั้งน้ำตาและความสะอิดสะเอียน ทว่าความขยะแขยงนี้ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของพิษที่กำลังกัดกินเนื้อหนัง

เมื่อทั้งสองกินจนเกลี้ยงถาดและไอโขลกออกมาด้วยความพะอืดพะอม เสิ่นอวี้ชิงจึงสะบัดนิ้ว ดีดเม็ดยาสีเขียวเข้มสองเม็ดลงบนพื้นตรงหน้า

“กลืนลงไป พิษจะระงับได้ชั่วคราว”

สองสาวใช้รีบตะครุบเม็ดยาเปื้อนดินกลืนลงคอทันทีอย่างไม่คิดชีวิต เพียงชั่วครู่ ความร้อนแผดเผาและความคันคะเยอก็เริ่มทุเลาลง ทิ้งไว้เพียงรอยแผลฉีกขาดและคราบเลือดที่ตราตรึงเป็นฝันร้าย

ทว่าก่อนที่พวกนางจะได้ถอนหายใจ เสิ่นอวี้ชิงก็ขยับกายเข้ามาใกล้ เงาร่างของนางทอดทับลงบนร่างที่สั่นเทาของสองบ่าวชั่ว

“เก็บกวาดเศษขยะตรงนี้ให้สะอาดหมดจด...”

สายตาคมกริบกวาดมองสภาพห้องผุพังรอบด้าน

“จากนั้น ไปที่โรงครัวใหญ่... นำสำรับอาหารปรุงสุกใหม่ที่ดีที่สุดมาให้ข้า มีเนื้อ มีน้ำแกงตุ๋นร้อนๆ ข้าวขาวชั้นดี และน้ำชาชั้นเลิศ”

นางปรายตามองไปยังมุมเตียงที่ไร้ความอบอุ่น

“รวมถึงถ่านไร้ควันสำหรับก่อเตาผิง ฟูกหนาและผ้าห่มขนสัตว์ที่สะอาดที่สุดในคลังเก็บของ... ไปยกมาให้ครบภายในครึ่งชั่วยาม!”

“บะ... บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!” หวังมามารับคำเสียงสั่นระริก

“จำไว้ให้ดี...”

เสิ่นอวี้ชิงโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหู น้ำเสียงเยือกเย็นจนคนฟังหนาวสะท้าน

“หากอาหารมีสิ่งแปลกปลอมแม้แต่เม็ดทราย หรือมีข่าวแพร่งพรายออกไปว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่... เม็ดยาแก้พิษสำหรับเจ็ดวันข้างหน้า พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นมันอีก คอของพวกเจ้าจะเน่าเปื่อยจนตายอย่างทรมาน!”

“ไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวไม่กล้าแล้ว!”

สองสาวใช้โขกศีรษะคำนับแทบติดพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดผวา ก่อนจะรีบตะลีตะลานลุกขึ้น เช็ดถูคราบเลือดบนพื้นจนสะอาดเอี่ยม แล้วพาร่างสะบักสะบอมวิ่งหน้าตั้งมุ่งหน้าไปยังโรงครัวใหญ่เพื่อจัดหาทุกสิ่งที่นางต้องการมาถวายแทบเท้า

เสิ่นอวี้ชิงมองตามหลังไปด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ นางสะบัดแขนเสื้อ เดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะไม้ รอคอยอาหารเลิศรสและถ่านอุ่นๆ ที่กำลังจะถูกส่งมาประเคนถึงที่

ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่... นางก็จะเป็นนายของเรือนแห่งนี้

ใครกล้าขวางทาง นางจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งว่านรกบนดินมีจริง!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 8

    บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 7

    บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 6

    บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 5

    บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 4

    บทที่ 4ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้กึก... กึก...เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม“อึก...!”เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้หากปล่อยไว้เช่นนี้

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 3

    บทที่ 3ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดงมีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีครืด... ครืด...เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วงท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือฟึ่บ!ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status