Masukหลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตา
เตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงราย
เสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์
ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา
“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”
เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”
สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามาร
เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังหน้าต่างบานเล็กด้านหลังเรือน
นกพิราบสื่อสารขนสีเทาตัวหนึ่งเกาะนิ่งรออยู่บนกิ่งไผ่ก่อนแล้ว ที่ข้อเท้าของมันผูกหลอดไม้ไผ่ขนาดจิ๋วเอาไว้ นางปลดหลอดไม้ออกมาอย่างชำนาญ คลี่แผ่นกระดาษบางด้านในออกอ่าน ลายพู่กันอันคุ้นเคยของท่านแม่แจกแจงอาการและวิธีรักษาของเยี่ยอ๋องไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘พิษเหมันต์ในร่างเยี่ยอ๋องซึมลึกถึงกระดูก เส้นเอ็นขาสองข้างตายสนิท ถ้าจะขับพิษรอบแรก ต้องใช้สมุนไพรธาตุร้อนระดับสูง ทั้งโสมเพลิงร้อยปี บัวหิมะ หญ้าเกล็ดมังกร แล้วก็ดีงูเหลือมทองคำ...’
เสิ่นอวี้ชิงกวาดสายตาอ่านรายการยาแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ของแต่ละอย่างในเทียบยานี้ล้วนหายากระดับตำนาน หากร้านขายยาของชาวบ้านทั่วไปมีขายก็คงเป็นเรื่องประหลาด ต่อให้นางกับท่านแม่พอจะลอบตามหามาได้ แต่เหตุใดพวกนางต้องควักเนื้อและลงแรงตัวเองเพื่อบุรุษผู้นี้ด้วยเล่า?
คนอยากหายคือเซียวเยี่ย จวนเยี่ยอ๋องรวยล้นฟ้า อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารย่อมมีคลังสมบัติส่วนตัวที่อัดแน่นไปด้วยของพระราชทานล้ำค่าจนฝุ่นจับ ถ้าเขาอยากกลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติ... เขาก็ต้องเป็นคนจ่ายสิ!
คิดได้ดังนั้น เสิ่นอวี้ชิงก็พับเทียบยาซ่อนเข้าไว้ในแขนเสื้อ
ทางเดินทอดยาวจากท้ายจวนมุ่งหน้าสู่เรือนหลัก
เสิ่นอวี้ชิงก้าวเดินอย่างมั่นคง ชายกระโปรงสีแดงสะบัดเบาๆ ตามจังหวะฝีเท้า ทว่ายังไม่ทันจะก้าวพ้นลานหินหน้าเรือนใหญ่ ร่างคุ้นตาก็ปรี่เข้ามาขวางหน้า
“หยุดนะ! ท่านอ๋องสั่งขังเจ้าไว้ กล้าดียังไงมาเดินเพ่นพ่าน!”
พ่อบ้านหลี่ที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบเรือนใหญ่ตวาดลั่น สีหน้าบึ้งตึงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ทหารยามร่างกำยำสองนายข้างกายรีบชักทวนเหล็กกล้าขึ้นมาประสานกันขวางทางนางไว้ทันที
เสิ่นอวี้ชิงหยุดฝีเท้าลงอย่างไม่สะทกสะท้าน นางยกมือขึ้นกอดอก ปรายสายตามองพ่อบ้านชราด้วยแววตานิ่งสนิท
“หากอยากให้เจ้านายของพวกเจ้าตายคาเก้าอี้เข็น ก็ขวางต่อไป”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่เด็ดขาดจนทหารยามทั้งสองชะงัก
“ไปบอกท่านอ๋องของเจ้า... ข้ามาคุยเรื่องข้อตกลง หากยังอยากนอนรอวันตายก็ไม่ต้องเปิดประตู แต่ถ้ายังอยากมีชีวิตรอด ก็สั่งคนหลีกทางไปเสีย!”
“เจ้า... สามหาว!” พ่อบ้านหลี่ชี้นิ้วสั่นเทา
“ให้เข้ามา!”
เสียงตวาดห้วนทรงอำนาจดังลอดออกมาจากประตูห้องหนังสือ พ่อบ้านหลี่สะดุ้งโหยง กลืนคำด่าลงคอแทบไม่ทัน จำใจต้องส่งสัญญาณให้ทหารยามลดทวนลง แล้วเปิดทางให้นางอย่างเลี่ยงไม่ได้
ภายในห้องหนังสืออันโอ่อ่า เซียวเยี่ยนั่งอยู่บนรถเข็นไม้สีดำสนิท
ใบหน้าคมคายยังคงซีดเซียวจากพิษตกค้าง ทว่าแววตากลับดุดันและเฉียบคม เขากำลังตรวจดูม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์ทางทหาร พอได้ยินเสียงฝีเท้าและเห็นหน้านาง แววตาคมกริบก็ฉายประกายรังเกียจออกมาอย่างเปิดเผย
“คิดว่าข้าไม่กล้าหักขาเจ้าหรือไร ถึงได้กล้าขัดคำสั่งก้าวออกมาจากเรือนร้าง”
เสิ่นอวี้ชิงไม่สะทกสะท้านต่อรังสีอำมหิตแม้แต่น้อย นางก้าวตรงเข้าไปที่โต๊ะหนังสือไม้พะยูง หยิบเทียบยาในแขนเสื้อออกวางกระแทกลงตรงหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ
“ก่อนที่ท่านอ๋องจะคิดหักขาข้า... มิสู้เอาเวลามาห่วงขาทั้งสองข้างของท่านก่อนดีกว่าหรือ”
เซียวเยี่ยขมวดคิ้วแน่น ปรายตามองแผ่นกระดาษตรงหน้าอย่างระแวง
“นี่อะไร”
“รายการยาสำหรับขับพิษรอบแรก”
นางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าข้าจะรักษาขาให้แลกกับหนังสือหย่า ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ท่านต้องทำหน้าที่ของตัวเอง”
“หน้าที่ของข้า?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหัวเราะ ยกคางขึ้นมองนางด้วยสายตาดูแคลน “เจ้าเป็นคนเสนอตัวมารักษา แล้วข้าต้องทำหน้าที่อันใดอีก”
“เปิดคลังสมบัติแล้วเอาของพวกนี้มาให้ข้าอย่างไรเล่า”
เสิ่นอวี้ชิงชี้นิ้วลงบนรายชื่อตัวยาแต่ละบรรทัด
“โสมเพลิงร้อยปี บัวหิมะ หญ้าเกล็ดมังกร ดีงูเหลือมทองคำ รวมทั้งกระทะทองแดงกับถ่านอย่างดี ทั้งหมดนี้จวนอ๋องมีครบอยู่แล้ว ถ้าอยากเดินได้ พรุ่งนี้เช้าส่งคนขนไปให้ข้าที่เรือนชิงเหยาให้ครบ”
เซียวเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เขากวาดสายตามองตัวยาแต่ละชนิดในกระดาษด้วยความประหลาดใจ สมุนไพรพวกนี้ล้วนมีฤทธิ์ร้อนรุนแรง หมอหลวงคนไหนก็ไม่เคยคิดกล้าใช้กับร่างกายที่อ่อนแอของเขา
ทว่าพอนึกถึงสายเลือดและที่มาของนาง เขาก็ปัดกระดาษทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
“สมุนไพรพวกนี้มีค่ามหาศาล คิดจะหลอกเอาของในคลังข้าไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองงั้นสิ? สตรีหน้าเลือด”
เสิ่นอวี้ชิงได้ยินข้อหานั้นแล้วแทบอยากจะถอนหายใจออกมาด้วยความระอา
“ท่านอ๋อง ถ้าข้าอยากได้เงิน ข้าปล่อยให้ท่านตายไปตั้งแต่เมื่อคืนไม่สบายกว่าหรือ?”
นางก้าวประชิดเข้าไปอีกก้าว โน้มตัวลงไปสบสายตากับเขาตรงๆ ในระยะกระชั้นชิด
“พอท่านตาย ข้าในฐานะพระชายาเอกก็ได้เสวยสุขบนกองสมบัติของท่านคนเดียวทั้งจวน ไม่ต้องมาเหนื่อยต้มยาฝังเข็มให้เปลืองแรงด้วยซ้ำ”
“เจ้า!”
“ของในคลัง ต่อให้มีค่าล้นฟ้า หากท่านตายไปก็ขนลงหลุมศพไม่ได้หรอกนะ”
เสิ่นอวี้ชิงเหยียดยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น
“เลือกระหว่างสมุนไพรในคลัง กับการได้กลับมาเดินเหินเหมือนคนปกติ... คนฉลาดอย่างท่านอ๋อง คงคิดได้ไม่ยากหรอกจริงไหมเพคะ?”
“เสิ่นอวี้ชิง!”
ปัง!
เซียวเยี่ยตบโต๊ะไม้หนาหนักเสียงดังสนั่น ร่างกายท่อนบนสั่นสะท้านด้วยโทสะ แววตาวาวโรจน์จนแทบจะแผดเผานางให้เป็นจุณ
ไม่เคยมีสตรีคนไหนกล้าต่อปากต่อคำ หรือยืนด่าทอว่าเขาโง่เง่าต่อหน้าต่อตาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!
ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่เฉียบคมที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นคู่นั้น ที่ไม่มีร่องรอยแห่งความหวาดหวั่นหรือหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย เซียวเยี่ยกลับเป็นฝ่ายต้องกัดฟันสะกดอารมณ์คลุ้มคลั่งลงไปในอก
เขาแค่นเสียงในลำคอ ควักป้ายหยกประจำตัวลายพยัคฆ์เหวี่ยงใส่พ่อบ้านหลี่ที่ยืนหน้าซีดรออยู่หน้าห้อง
“เปิดคลัง... เอาของตามเทียบยานี้ไปส่งให้นางให้หมด!”
เขากวาดตามองเสิ่นอวี้ชิงอีกครั้ง แววตาคมกริบและเย็นยะเยือก
“แต่จำไว้ ถ้าของพวกนี้ไม่ได้ผล หรือเจ้ามีลูกไม้อะไรตุกติก ข้าจะใช้กระทะทองแดงนั่นแหละ ต้มเจ้าแทนยา!”
เสิ่นอวี้ชิงไม่ได้กลัวคำขู่นั้นเลยสักนิด นางก้มลงหยิบเทียบยาบนโต๊ะกลับคืนมาอย่างใจเย็น พลางส่งยิ้มรับอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“งั้นก็เตรียมตัวรับความทรมานไว้ให้ดีเถอะเพคะ...ท่านอ๋อง”
นางสบตาเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน
บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ
บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน
บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง
บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก
บทที่ 4ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้กึก... กึก...เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม“อึก...!”เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้หากปล่อยไว้เช่นนี้
บทที่ 3ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดงมีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีครืด... ครืด...เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วงท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือฟึ่บ!ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระ







