Share

บทที่ 5

last update Tanggal publikasi: 2026-10-18 15:08:30

บทที่ 5

กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม

แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงคราม

เซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง

สายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...

แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุด

เบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอกผ้าไหมทีละเล่มอย่างประณีต

ท่วงท่านิ่งสงัดเกินวัย ชวนให้คนมองรู้สึกหงุดหงิดระคนระแวง

“วิชาแทงเข็มสกัดจุดเมื่อครู่... เจ้าไปเรียนรู้มาจากที่ใด”

เซียวเยี่ยเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าทว่าเย็นเฉียบ

“ลูกอนุผู้ไร้ตัวตนในเรือนหลังตระกูลเสิ่น จะมีปัญญาใช้วิชาแพทย์ที่แม้แต่หมอหลวงยังไม่รู้จักได้อย่างไร! เจ้าเป็นใครกันแน่... ใครส่งเจ้ามา!”

ในหัวของเขายังคงเต็มไปด้วยความระแวง สตรีผู้นี้อาจเป็นหนอนบ่อนไส้ที่ขั้วอำนาจอื่นส่งมา หรืออาจเป็นกลลวงที่ตระกูลเสิ่นร่วมมือกับองค์รัชทายาท หวังปลิดลมหายใจสุดท้ายของเขาในคืนเข้าหอ

เสิ่นอวี้ชิงเงยหน้าขึ้น สบสายตากับบุรุษบนรถเข็นตรงๆ ไร้ความขลาดเขลาแม้เพียงเศษเสี้ยว

“ข้าคือเสิ่นอวี้ชิง บุตรสาวของอนุไป๋แห่งจวนเสนาบดี ไม่มีผู้ใดส่งข้ามาทั้งสิ้น” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ชัดถ้อยชัดคำ “ส่วนวิชาแพทย์... ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ถ่ายทอดให้แต่เพียงผู้เดียว นางเป็นทายาทของหมอเทวดาเร้นกาย ที่ละทิ้งยุทธภพเพื่อความรักอันโง่งม”

นางเว้นจังหวะ ปรายตามองท่อนขาที่ไร้เรี่ยวแรงของเซียวเยี่ยใต้ผ้าคลุมอย่างพินิจพิเคราะห์

“พิษเหมันต์กลืนกระดูกในร่างท่านอ๋อง เป็นพิษโบราณจากแดนประจิม มันมิได้เพียงทำลายเส้นเอ็นที่ขาทั้งสองข้าง แต่กำลังแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกและขั้วหัวใจ หากเมื่อครู่ข้าไม่ลงเข็มสกัดเจ็ดจุดชีพจรเอาไว้ คืนนี้ท่านคงไม่มีชีวิตรอดพ้นยามจื่อ”

เซียวเยี่ยหรี่ตาลง สันกรามขบแน่น

เขาเป็นแม่ทัพ ผ่านศึกสงครามและความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดมิใช่เรื่องโป้ปด อาการชักเกร็งและกระอักเลือดเมื่อครู่รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หากมิได้เข็มเงินของนางยื้อชีวิตไว้ วิญญาณของเขาคงข้ามสะพานไน่เหอไปแล้วจริงๆ

“แล้วอย่างไร?”

เซียวเยี่ยเค้นเสียงต่ำ แววตากระด้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตน

“คิดว่าช่วยชีวิตเปิ่นหวางไว้คราหนึ่ง แล้วข้าจะต้องสำนึกบุญคุณ ยอมรับนังหญิงละโมบที่บีบคั้นรั่วหลานจนต้องผูกคอตายเช่นเจ้ามาเป็นพระชายางั้นรึ? ฝันไปเถิด!”

ถ้อยคำนั้นยังคงเต็มไปด้วยหนามแหลมคม ทว่าเสิ่นอวี้ชิงกลับเพียงยกยิ้มบางเบา

“ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่เคยต้องการตำแหน่งพระชายาเอก ไม่เคยอยากได้เกียรติยศหรือความโปรดปรานจากท่านแม้แต่น้อย”

ดวงตาคู่เฉียบคมของนางทอประกายเด็ดเดี่ยว เยือกเย็นเสียจนบรรยากาศรอบกายพลันยะเยือกขึ้น

“ข้ามีข้อเสนอ... ข้ากับท่านแม่จะร่วมมือกันปรุงเทียบยา ขับพิษเหมันต์กลืนกระดูกออกจากร่าง และรักษาขาทั้งสองข้างของท่านให้กลับมาก้าวเดินได้อย่างสง่างามดั่งเดิม”

เซียวเยี่ยชะงักงัน แววตาคมกริบไหววูบด้วยความตกตะลึง ทว่าเสียงของนางยังคงเอ่ยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“สิ่งที่ข้าต้องการแลกเปลี่ยน มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น...”

เสิ่นอวี้ชิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา

“ในวันที่ท่านลุกขึ้นเดินได้ด้วยสองขาของตนเอง จงเขียนหนังสือหย่าให้ข้าหนึ่งฉบับ มอบสินเดิมของท่านแม่คืนมา และปล่อยพวกเราสองคนให้เป็นอิสระ ออกไปจากจวนแห่งนี้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น!”

คำพูดของนางดังก้องไปทั่วห้องหออันเงียบสงัด

หนังสือหย่างั้นรึ? อิสรภาพงั้นรึ?

สตรีที่รั่วหลานบอกว่ายอมทำทุกวิถีทาง แย่งชิงสัญญาหมั้นหมายเพื่อหวังเสวยสุขในตำแหน่งพระชายาเอก... บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าเขา และเอ่ยปากขอ ‘หนังสือหย่า’ ตั้งแต่คืนแรกที่แต่งเข้ามา!

เซียวเยี่ยจ้องมองใบหน้างดงามที่สุขุมเกินวัยนั้นด้วยความรู้สึกสับสน ทันใดนั้น เขาก็เค้นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาในลำคอ

“รักษาขาของเปิ่นหวาง? ถอนพิษเหมันต์งั้นรึ?”

เขายกยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลน

“แม้แต่วิหารหมอหลวง หรือหมอเทวดาทั่วยุทธภพที่เสด็จพี่ส่งมารักษา ทุกคนต่างส่ายหน้าและบอกว่าขาทั้งสองข้างนี้เน่าเปื่อยจนไร้ทางเยียวยา ทำได้เพียงนอนรอวันตายไปพร้อมกับพิษในร่างเท่านั้น... แต่เจ้า ลูกอนุที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่น กลับกล้าเอ่ยวาจาสามหาวว่าจะรักษาข้าให้หายดี!”

ในสายตาของเขา ข้อเสนอของนางช่างน่าขันสิ้นดี คงเป็นเพียงอุบายตื้นๆ เพื่อถ่วงเวลาเอาชีวิตรอด

“คิดจะใช้เรื่องเพ้อเจ้อนี้มาเล่นละครตบตาข้าเพื่อยื้อชีวิตงั้นรึ?”

เซียวเยี่ยกวาดสายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า

“แต่ก็ดี... ในเมื่อเจ้ากล้าเอาชีวิตมารดาและตัวเจ้าเองมาเดิมพัน เปิ่นหวางก็จะรับข้อเสนอนี้!”

เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาเหี้ยมเกรียมฉายวาบออกมาอีกครา

“ข้าจะให้เวลาเจ้า! หากทำได้อย่างที่พูดจริง ในวันที่ข้าลุกขึ้นยืนได้ ข้าจะสะบัดพู่กันเขียนหนังสือหย่า ขับไล่เจ้ากับแม่ของเจ้าออกไปให้พ้นหูพ้นตาตามที่ต้องการ!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากดลึกจนน่ากลัว น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นคำขู่ที่เลือดเย็น

“แต่จงจำไว้ให้ดี เสิ่นอวี้ชิง... หากพิษในร่างข้ากำเริบอีก หรือหากข้าพบว่าเจ้ามีเจตนาตุกติกแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะไม่เพียงแค่เฉือนคอเจ้า แต่ข้าจะส่งคนไปลากคอแม่ของเจ้าที่จวนเสนาบดี มาสับร่างเป็นหมื่นชิ้น แล้วโยนให้สุนัขกินต่อหน้าเจ้าทันที!”

ท่ามกลางคำขู่อันโหดเหี้ยม เสิ่นอวี้ชิงกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะอ่านความรู้สึก

“คำไหนคำนั้นเพคะท่านอ๋อง...”

นางสบตาเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เมื่อถึงวันนั้น หวังว่าท่านจะไม่กลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกัน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 8

    บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 7

    บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 6

    บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 5

    บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 4

    บทที่ 4ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้กึก... กึก...เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม“อึก...!”เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้หากปล่อยไว้เช่นนี้

  • ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า!   บทที่ 3

    บทที่ 3ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดงมีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีครืด... ครืด...เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วงท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือฟึ่บ!ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status