Masukด้านอุทยานหลวง
องค์หญิงอาร์ทีน่ามีรับสั่งให้ซาเลนให้นำดอกไม้มาจัดแจกันในตำหนัก เพราะองค์หญิงอาร์ทีน่าไม่อยากลงไปเจอพระสนมเอกบีนู เมื่อเช้าทำศึกสงครามประสาทกันนั้นทำให้พระนางหมดสนุกจริงๆ ซาเลนเลยอาสาลงไปเก็บดอกไม้เอง "ซาเลน" ขณะที่นางกำลังเก็บลูกไม้อยู่นั้น นางกลับได้ยินเสียงหวานๆ มาจากด้านหลัง หันกลับไปเจอกับผู้ชายที่กุมใจนางไว้ทั้งดวง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ซามอน "ท่านซามอน" ซาเลนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมนางดีใจมากที่ได้เจอเขาหลังไม่ได้เจอหน้าเขามาหลายเดือน "เจ้าเป็นอย่างไงบ้าง ข้าคิดถึงเจ้าทุกลมหายใจ" ซามอนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนด้วยความคิดถึงและคะนึงหา "ข้าสบายดี ท่านอยู่ที่นั่นเป็นไงอย่างไรบ้าง" นางเอ่ยถามเช่นนี้ ซามอนจึงเข้ามาสวมกอดนางอันเป็นที่รัก แต่นางขัดขืนด้วยความเขินอาย "ท่านซามอน ที่นี่เป็นเขตอุทยานหลวง ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี" "ก็ดี ใครมาเห็นเขาจะได้รู้ว่าเจ้ามีเจ้าของแล้ว" เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ อีกทั้งทำหน้าระรื่นใส่นาง เขาจึงเอามือนางออกมาจากเอวของเขา แล้วสวมกำไรข้อมือสีชมพูที่ทำมาจากหิน ใส่ให้กับซาเลน "ซาเลนข้ามัดจำตัวเจ้าก่อนนะครั้งหน้าไม่ใช่กำไรข้อมือแน่" ซามอนเอ่ยบอกเช่นนี้จูบที่แก้มนางหนึ่งที แล้วก้าวเดินจากไป เขาหันมายิ้มให้นางอีกครั้ง นางก็มองเขาอย่างเขินๆ แล้วรีบเก็บลูกไม้ให้องค์หญิงอาร์ทีน่าทันที เพลาล่วงเลยไปหนึ่งสัปดาห์ทุกอย่างเป็นปกติ นอกจากวันนี้พระพันปีพาองค์หญิงอาร์ทีน่ามาลองฉลองพระองค์ พระนางถูกถอดฉลองพระองค์ต่อพระพักตร์ของพระพันปี พระพันปีกลับตกตะลึงที่เห็นพระวรกายอวบอิ่มมีน้ำมีนวล อีกทั้งยังขาวผ่องราวกับน้ำนม ไม่เพียงพระพันปีจะชื่นชมพระวรกายที่งดงามเช่นนี้เพียงผู้เดียว นางกำนัลกับจ้องมองราวกับพระนางเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็น ทำให้พระนางทรงเขินอายอยู่บ้าง แต่ทว่าเมื่อถูกจับเป็นหุ่นลองชุด และลองไปแล้วมากกว่าสิบกว่าชุดทำให้พระนางไม่ทรงเขินอายอีกต่อไป โดยฉลองพระองค์เหล่านี้พระพันปีสั่งให้ช่างพระภูษาตัดมากกว่าสิบกว่าชุดเพื่อให้พระนางลองใส่ เมื่อองค์หญิงใส่ชุดไหน พระพันปีก็ชมว่าทุกชุดว่างดงามทุกชุด "สวยมาเลยลูกแม่ ซีซ่าเจ้าไปเรียกองค์ฟาโรห์มาดูสิว่า ชุดว่าเจ้าสาวชุดไหนดีที่สุดในงานอภิเษก" พระพันปีราเซนตรัสกับนางกำนัลของพระองค์ "เพคะ" ซีซ่าน้อมรับพระเสาวนีย์ แล้วก้าวเดินออกไป องค์ฟาโรห์ประทับนั่งบนพระเก้าอี้ในห้องพระอักษรของตำหนักกลาง พระองค์ทอดพระเนตรมองฎีกาที่อยู่บนโต๊ะทรงงาน ทันใดนั้นทหารหน้าพระทวารก้าวเดินเข้ามาแล้วบอกว่าซีซ่าขอเข้าเฝ้า พระองค์พยักพระพักตร์ นางกำนัลซีซ่าจึงก้าวเดินเข้ามาถวายบังคมองค์ฟาโรห์ พระองค์จึงเงยพระพักตร์ขึ้น "เสด็จแม่เป็นอะไร หรือพระนางต้องการอะไรหรือ" องค์ฟาโรห์ตรัสถาม "ทูลฝ่าบาท พระพันปีให้ฝ่าบาทเสด็จไปหาที่พระตำหนักเพคะ" ซีซ่าทูลบอก "ข้าจะไปเดียวนี้ แล้วส่งโรงครัวว่า ข้าไปกินอาหารตำหนักพระพันปี" องค์ฟาโรห์คาโมสตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เรียบเฉย "เพคะ" องค์ฟาโรห์คาโมสเสด็จเข้ามาในตำหนักของพระพันปี แต่ทว่าสายพระสายเนตรของพระองค์กลับตกตะลึง เมื่อทอดพระเนตรเห็นองค์หญิงอาร์ทีน่าที่มีพระสิริโฉมที่งดงาม อีกทั้งฉลองพระองค์ที่พระนางสวมในเป็นสีทองที่ทำด้วยได้ทองคำบริสุทธิ์ถักทออย่างดงาม สมกับเป็นฉลองพระองค์ขององค์ราชินี "คาโมส...คาโมส...องค์ฟาโรห์คาโมส" พระพันปีราเซนตรัสเรียกองค์ฟาโรห์คาโมสอยู่หลายครั้ง ราวกับว่าองค์ฟาโรห์โดนมนต์สะกดให้ลุ่มหลง พระพันปีทอดพระเนตรองค์หญิงทำให้ทรงล่วงรู้โดยทันทีว่าองค์ฟาโรห์กำลังทอดพระเนตรองค์หญิงด้วยความลุ่มหลง "มีสิ่งใดจะรับสั่งพระเจ้าค่ะ เสด็จแม่" องค์ฟาโรห์ตรัสถามด้วยความสงสัย "ชุดนี้เจ้าว่าชุดนี้ดีหรือไม่" พระพันปีตรัสถามองค์ฟาโรห์ และหันไปทอดพระเนตรองค์หญิงอีกครั้ง องค์หญิงไปสบสายพระเนตรองค์ฟาโรห์ด้วยความเขินอายที่องค์ฟาโรห์ทรงทอดพระเนตรองค์หญิงเช่นนี้ "งดงามพระเจ้าค่ะ" องค์ฟาโรห์ตรัสอย่างอ่อนโยน ทอดพระเนตรองค์หญิงไม่ละสายพระเนตรได้เลย "งั้นแม่เอาชุดนี้นะ" พระพันปีราเซนตรัสเช่นนี้ องค์ฟาโรห์คาโมสพยักพระพักตร์แผ่วเบา หลังจากเสวยพระกระยาหารมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว องค์ฟาโรห์ประทับอยู่ที่ตั่งกับองค์หญิง องค์หญิงทรงจัดดอกไม่โดยไม่สนใจพระองค์ มีบางครั้งองค์หญิงก็หันมาทอดพระเนตรพระองค์ ขณะที่พระองค์กำลังตรัสกับพระพันปี เมื่อองค์ฟาโรห์หันพระพักตร์มาทอดพระเนตรมอง องค์หญิงกลับหันพระพักตร์หนีทันที การกระทำขององค์หญิงกับองค์ฟาโรห์ทำให้พระนางแย้มพระสรวล พระนางรำลึกถึงครั้งที่พระนางมาเป็นพระชายาของรัชทายาท คืออดีตองค์ฟาโรห์ซึ่งเป็นพระสวามี ครั้งนั้นพระนางก็ทรงเอียงอาย ไม่กล้าตรัสกับอดีตองค์ฟาโรห์ พระองค์เองก็ไม่กล้าตรัสกับพระนางเช่นกัน จนเข้าพิธีอภิเษกสมรสถึงได้ตรัสอย่างไม่เขินอาย "คาโมส เจ้าไปส่งองค์หญิงอาร์ทีน่าเถิด นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว" พระพันปีตรัสเช่นนี้ และแย้มพระสรวล "พระเจ้าค่ะ เชิญน้องหญิง" องค์ฟาโรห์ตรัสเรียบเฉย แย้มพระสรวลให้กับพระพันปี พระองค์และองค์หญิงถวายบังคมพระพันปี แล้วพระองค์ผายพระหัตถ์เชิญองค์หญิงอาร์ทีน่า องค์หญิงแย้มพระสรวลเล็กน้อย แล้วเสด็จเคียงข้างองค์ฟาโรห์ องค์ฟาโรห์คาโมสเสด็จเคียงข้างองค์หญิงอาร์ทีน่าทั้งสองพระองค์ต่างไม่ได้ตรัสสิ่งใดเลย ตั้งแต่ออกจากตำหนักพระพันปีราเซน จนองค์ฟาโรห์ตรัสถามองค์หญิงก่อน เพื่อทำลายความเงียบลง "อยู่ที่นี่เป็นเช่นไรบ้างน้องหญิง ข้าขอโทษที่ไม่ได้ไปพบเจ้าเลย" องค์ฟาโรห์คาโมสตรัสถามเช่นนี้ "หม่อมฉันสบายดีเพคะ เสด็จแม่ทรงดีกับหม่อมฉันอย่างมากเพคะ" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสด้วยสุรเสียงที่อ่อนหวาน แต่ในใจข้าก็อยากจะด่าอยู่เหมือนกันว่า ทำไม่เคยเห็นหัวเลย แม้แต่ครั้งเดียวหลังจากงานเลี้ยงคืนนั้น "มีอะไรก็บอกข้าได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว" องค์ฟาโรห์คาโมสตรัสแผ่วเบา อีกทั้งกุมพระหัตถ์ขององค์หญิงอาร์ทีน่าไว้ ทำให้พระนางอบอุ่นในพระหทัยมากขึ้น องค์ฟาโรห์ทรงรู้จากเซียร่าที่มาถวายรายงานให้สดับอยู่ว่า พระนางไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่ ที่มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้ บางวันก็ละเมอถึงเสด็จแม่ของพระนางบ้าง เสด็จพ่อบ้าง พระเชษฐาบ้าง พระนางผู้หญิงคนเดียวต้องจากบ้านเกิด มาอยู่กับคนไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว "ถึงตำหนักของหม่อมฉันแล้ว ฝ่าบาทกลับไปพักผ่อนเถอะเพคะ" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสแผ่วเบา แล้วถวายบังคมองค์ฟาโรห์ พระนางจึงเสด็จเข้าไปในพระตำหนักตะวันตกทันที โดยที่พระนางไม่ทรงหันกลับมาหาพระองค์อีกครั้ง "ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขเมื่ออยู่กับข้า อาร์ทีน่า" องค์ฟาโรห์ตรัส แล้วจึงถอนพระปัสสาสะ องค์ฟาโรห์ทรงหันกลับมาทอดพระเนตรนางกำนัลของพระสนมเอกบีนู (พระปัสสาสะ แปลว่า หายใจออก)จนมาทะลุออกจากถ้ำของอีกฝั่งหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นธารน้ำตกที่ไหลจากภูเขา กระทบสู่สายธารน้ำตกในยามค่ำคืน แต่มีคบไฟที่ส่องแสงสว่างไม่ให้มืด ทอดพระเนตรเห็นผีเสื้อราตรีรูปร่างงดงามสีสันสวยงามบินวนอยู่ที่ตรงหน้าหลากหลายตัว พระนางแย้มพระสรวลด้วยความดีพระทัย “เจ้าชอบไหมเมอร์อาร์” องค์ฟาโรห์ตรัสถามอย่างอ่อนโยน พระนางหันมาหาพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นสายพระเนตรอ่อนโยนและเป็นประกายเหมือนดวงดาวบนท้องนภา องค์ราชินีหันพระพักตร์หนีด้วยความเอียงอาย “ชอบเพคะ แต่พระองค์ใช้พลังเวทย์มากเกินไปหรือไม่เพคะ” องค์ราชินีตรัสถามด้วยความสงสัยแผ่วเบา องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลและใช้พระหัตถ์เชยพระหนุขึ้นมา องค์ราชินีจึงทอดพระเนตรที่กำลังแย้มพระสรวลให้พระนาง และนำพระพักตร์ชิดที่พระปรางค์ ทำให้พระนางทรงรู้สึกร้อนไปทั้งพระวรกายอย่างยิ่ง “ข้าทำมากกว่านี้ ข้าก็ทำมาแล้ว อย่างเช่น...” องค์ฟาโรห์ตรัสแผ่วเบาและวาบหวามยิ่งนัก แต่ยิ่งไปกว่านั้นพระนางกลับทรงรู้สึกเย็นไปทั้งพระวรกายยิ่งนัก พระนางจึงก้มลงดูพระวรกายที่ไร้สิ้นฉลองพระองค์สีขาวสะอาดที่สวมใส่มาก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ก็เปลือยเปล่าด้วยเช่นกัน “ฝ่าบาท” องค์ราชินีตรัสแผ่วเบา
เพลาผ่านพ้นไปถึงสิบปี อาณาจักรไอยคุปต์ยังคมสงบสุขร่มเย็นยิ่งนัก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ประกาศแสนยานุภาพทั่วลุ่มแม่น้ำไนล์ เมื่อให้ดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้เป็นปึกแผ่น และไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับพระองค์ได้ อีกทั้งองค์ฟาโรห์ทรงให้อูนัสไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่มิโนอัน เมื่อสามปีมานี้ องค์กษัตริย์แห่งนูเบียก่อกบฏขึ้น พระองค์ให้คาเฟรไปปราบยันราบคาบ และให้คาเฟรไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่นูเบียด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองกลับไปยอมไปจากอียิปต์ เพราะสองเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์ องค์ฟาโรห์จนใจที่จะตรัสกับพวกเขาทั้งสอง จึงให้ผู้อื่นไปแทนองค์ราชินีเมอร์อาร์ได้มีโอรสและพระธิดาให้องค์ฟาโรห์อินโยเซฟสององค์ คือองค์ชายราโมส ผู้ดุดันและห้าวหาญ ทั้งที่ยังเป็นยังทรงพระเยาว์ เพราะถูกเลี้ยงดูจากสังฆราชคานัน แห่งมหาวิหารเทพโอไซริส พระองค์ชายเชี่ยวชาญด้านตำราสงคราม อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการต่อสู้ไม่ต่างจากองค์ฟาโรห์ ทำให้เป็นที่พอพระทัยขององค์ฟาโรห์ยิ่งนัก ส่วนองค์หญิงเนเฟอร์ตารี ผู้มีพระสิริโฉมงดงามดุจองค์ราชินีไม่มีผิด แต่อุปนิสัยต่างจากองค์ราชินียิ่งนัก ด้วยอุปนิสัยอ่อนหวาน สุขุมนุ่มลึก และทำสิ่งใดเชื่องช้าประณีตจริงจังไปเสี
“องค์หญิงเมริอังค์” อูนัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา องค์หญิงหันพระพักตร์มามองเขา อีกทั้งทรงแย้มพระสรวลให้กับเขาทันที บ่าวรับใช้ของอูนัสจึงก้าวเดินออกไปทันทีเมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์หญิงอย่างแจ่มชัด“ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่ ถ้าท่านจะอาบข้าจะเดินออกไปทันที” องค์หญิงตรัสเช่นนี้“ท่านมาได้อย่างไร แล้วใครพาท่านมา” อูนัสทูลถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เห็นข้าหลวงตามเสด็จมา“ข้ามาคนเดียว” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด็จไปหาอูนัส ประทับยืนเผชิญหน้าก็เขา“ทำไมข้าจะมาบ้านของว่าที่สวามีของข้าไม่ได้เล่า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา แล้วใช้พระหัตถ์เรียวลูบใบหน้าของเขามาที่คางมล“แต่มันอันตรายมาก ถ้าเสด็จมาองค์เดียวเช่นนี้” อูนัสทูลบอกจริงจัง“ข้ารู้ แต่ข้าอยากมาหาท่าน” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา ด้วยพระสุรเสียงอันเย้ายวน อูนัสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ๆ“ให้หม่อมฉันไปหาองค์หญิงที่ตำหนักก็ได้” อูนัสทูลบอกแผ่วเบา“ข้าอยากมาเห็นกับตา ว่าท่านมีหญิงอื่นหรือไม่”“หม่อมฉันตัวเปล่ามาโดยตลอด” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง องค์หญิงใช้พระหัตถ์เรียวที่ลูบลงบนปลายคางของเขามาประทับที่อกด้านซ้ายแผ่วเบา“ข้าเชื่อท่าน” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด
“เสด็จพี่ ความจริงแล้วข้าก็อยากแต่งงานกับชายผู้หนึ่ง แต่ว่าข้ากลัวเขาจะไม่ตอบรับไมตรีจากข้า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา“ชายผู้นั้นคือคนที่อยู่ใกล้ชิดองค์ฟาโรห์ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงที่สีพระพักตร์แดงราวกับสีชาดมาแต่งแต้มอย่างยิ่ง“ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามอีกครั้ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบาแทบจะเป็นกระซิบ“อูนัสใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ องค์หญิงแย้มพระสรวลเอียงอายอย่างยิ่ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา องค์ราชินีแย้มพระสรวลอย่างไม่ปิดบัง เพราะงานของพระนางสำเร็จลุล่วงไปเสียแล้ว ว่าแต่อูนัสจะยอมอภิเษกหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่องค์ฟาโรห์จะเจรจากับอูนัสว่าเช่นไรงานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือเผ่าคาซัสและการตั้งพระครรภ์ขององค์ราชินีทำให้องค์ฟาโรห์ดีพระทัยยิ่งนักที่ได้รับข่าวดีที่สองข่าวในวันเดียวกัน องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์ราชินีมอร์อาร์ที่มีพระสิริโฉมงดงามกว่าทุกวัน วันนี้พระนางฉลองพระองค์สีทองทำจากทองคำทั้งองค์ โดยชุดฉลองพระองค์ชุดนี้ปิดพระถันไว้ทั้งสองข้างและมีสายผูกที่ด้านหลัง และคล้องพระอังสาทั้งสองข้าง ด้านล่างนั้นเป็นผ้าที่ทำจากทองคำปิดพระโยนีตรงกลาง และเปิด
องค์ฟาโรห์ประทับนั่งข้างองค์ราชินีที่ประทับนอนบนพระแท่นบรรทม ขณะที่หมอหลวงกำลังตรวจพระชีพจรของพระนาง หมอหลวงเผยยิ้มและทอดสายตามององค์ฟาโรห์และองค์ราชินี“หม่อมฉันยินดีด้วยเพคะ องค์ราชินีทรงตั้งพระครรภ์แล้วเพคะ” หมอหลวงหญิงทูลบอกด้วยรอยยิ้มไม่ปิดบัง“ขอบใจเจ้ายิ่งนักองค์ราชินี” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง เหล่านางกำนัลและเหล่าข้าหลวงต่างยินดีด้วยเช่นกัน“เทียร่า นำเงินให้นางด้วย” องค์ราชินีมีพระเสาวนีย์เช่นนี้ เทียร่าจึงส่งถุงเงินให้หมอหลวงโดยทันที องค์ฟาโรห์ทอดทองพระกรให้หมอหลวงด้วยเช่นกัน“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หมอหลวงถวายบังคมอย่างนอบน้อม“เทียร่าไปส่งนาง” องค์ราชินีมีพระกระแสรับสั่งต่อเทียร่า“เพคะ องค์ราชินี ท่านหมอหลวงเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”เทียร่านำทางหมอหลวงออกจากตำหนักกลางขององค์ฟาโรห์ พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นทันที เหล่าข้าหลวงถวายบังคมองค์ฟาโรห์ และก้าวออกไปทันที องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลทอดพระเนตรพระนางด้วยความรักอันท่วมท้นองค์ราชินีแย้มพระสรวล และประทับนั่ง ขณะที่องค์ฟาโรห์ประคองพระนางทันที“ฝ่าบาทเพคะเดี๋ยวเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในเย็นนี้เถิดเพคะ” องค์ราชินีตรัสเช่นนี้“ข้า
องค์ฟาโรห์เสด็จเข้ามาในห้องทรงงาน พระองค์ทอดพระเนตรอูนัสและองค์หญิงเมริอังค์จากด้านหลัง ทำให้พระองค์กลับแย้มพระสรวล เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสอง แต่พระองค์กลับวางพระพักตร์เรียบเฉยเสด็จมาประทับนั่งที่พระเก้าอี้ แล้วทอดพระเนตรมององค์หญิงและทอดพระเนตรอูนัส พระองค์จึงตรัสถาม“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่”อูนัสจึงทูลเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้องค์ฟาโรห์ได้สดับรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ องค์ฟาโรห์ได้สดับว่าองค์หญิงถูกลอบทำร้ายด้วยลูกธนู ทำให้พระองค์ทรงพิโรธยิ่งนัก และผู้ที่มาทำร้ายองค์หญิงคือเผ่าซาคัสที่พระองค์ไว้ชีวิตหัวหน้าเผ่า แต่พระองค์มีพระราชดำริผิดมหันต์ที่ปล่อยหัวหน้าเผ่าให้รอดไปเช่นนี้“อูนัสข้าสั่งให้เจ้าไปเอาหัวซาคัสมาให้ข้าภายในสามวัน” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยพระสุรเสียงดุดันด้วยทรงพิโรธยิ่งนัก“หม่อมฉันรับพระราชบัญชาพระเจ้าค่ะ” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์หญิงเมริอังค์ที่ประทับยืนด้านข้างอูนัส“ความจริงแล้วข้าอยากจะสั่งฆ่าพวกข้าทาสบริวารของเจ้ายิ่งนัก แต่เป็นความผิดครั้งแรก ข้าพอให้อภัยได้ แต่กับเจ้าข้าคงต้องดัดนิสัย กักบริเวณ







