Masukยามสายัณห์มาเยือนองค์ฟาโรห์คาโมสกับพระสหายสองคนนั่งบนโต๊ะเก้าอี้ ขณะที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานราวกับเลี้ยงฉลองส่งใครไปอยู่เมืองอื่น อีกทั้งองค์ฟาโรห์มีพระกระแสรับสั่งถามซามอนเรื่องการเก็บส่วย การทำนาหลวงที่ให้เหล่าทาสได้ทำเข้ายุ้งฉาง และแจกจ่ายให้กับราษฎร์ในยามแห้งแล้ง อีกทั้งทาสเหล่านั้นได้รับเงินหลวง เบียร์ เหล้าและอาหารพระราชทานจากพระองค์ เพื่อให้พวกเขาได้กินอิ่มนอนหลับ ใครอยากกลับบ้านก็กลับไปได้ ใครอยากทำงานก็จะมีที่อยู่ที่กิน จึงมีทาสจำนวนมากมาทำงานเป็นทาสหลวง แต่เมื่อยามศึกสงครามพวกเขาก็จะมีหน้าที่ส่งเสบียงให้กองทัพ หรือยามแห้งแล้ง พระองค์ก็ให้พวกเขากลับบ้านไปหาลูกเมีย และนำข้าวจากพระคลังตามที่หัวหน้างานให้ โดยมีซามอนเป็นคนกำกับดูแลอีกที
"ฝาบาท หม่อมฉันได้ข่าวว่า พระองค์นำว่าที่องค์ราชินีมายังอียิปต์แล้วหรือพระเจ้าค่ะ" ซามอนถามองค์ฟาโรห์คาโมสด้วยน้ำเสียงดีใจ "ใช่ นางงดงามมากเลย จนข้าไม่อาจแตะต้องให้นางมีราคี" องค์ฟาโรห์ตรัสเรียบเฉย "สงสัยว่าองค์ฟาโรห์ของเราจะหลงใหลองค์หญิงจากบาบิโลน ถึงไม่กล้าแตะต้องพระนางเลยทีเดียว" ซามอนทูลด้วยรอยยิ้ม "ใช่ นางควรสมัครใจที่จะมาเสพสังวาสกับข้า" องค์ฟาโรห์แผ่วเบา "ถ้าเป็นหญิงอื่นจับปล้ำไปแล้ว" อารอสทูลบอกเช่นนี้ องค์ฟาโรห์ตบหัวอารอสไม่หนักมาก แต่สร้างเสียงหัวเราให้ซามอนและองค์ฟาโรห์ได้ดีทีเดียว องค์หญิงอาร์ทีน่าเสด็จมาประทับอยู่ที่พระราชวังของอียิปต์ได้หนึ่งสัปดาห์ พระนางมีความสุขในทุกๆ วัน พระนางให้เซียร่า และซาเลนสอนเขียนอักษรไฮเออโรกลีฟ อีกทั้งพระนางมีพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะรัชทายาทอาเธอร์เป็นผู้สอนพระนางเอง ทำให้พระนางเรียนรู้ได้ไวกว่าคนทั่วไปที่ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด อีกทั้งพระนางราเซนยังทรงช่วยสอนอีกด้วย วันนี้องค์หญิงเสด็จมาในอุทยานหลวง ทอดพระเนตรมองดอกไม้นานาชนิดที่เกิดในอียิปต์ และเกิดในอาณาจักรต่างๆ องค์ฟาโรห์ทรงให้นำมาปลูก อีกทั้งยังมีสระบัวขนานใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบครึ่งสวน ในสระบัวแห่งนี้ยังมีดอกบัวสีม่วงมากมาย และมีปลาที่แหวกว่ายนานาพันธ์ุ ทำให้ร่มรื่นและงดงามยิ่งนัก ราวกับโอเอซีสกลางทะเลทราย "สวยจังเลย" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสอย่างแจ่มใส ขณะที่เสด็จอยู่กับเซียร่า ซาเลน และนางกำนัลอีกประมาณสี่คน องค์หญิงทอดพระเนตรชื่นชมดอกไม้ในอุทยานหลวงอย่างเบิกบานพระทัยยิ่งนัก แต่ทว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังส่งสายพระเนตรอาฆาตมายังองค์หญิงอาร์ทีน่า หญิงสาวผู้นั้นก็คือพระสนมเอกบีนู อีกทั้งพระนางเสด็จตรงมาหาองค์หญิงพร้อมกับนางกำนัลอีกที่คน "นี่สินะ ว่าที่พระราชินีอียิปต์ไม่เห็นจะดีเด่นอะไรตรงไหนเลย" พระสนมเอกบีนูตรัสด้วยสุรเสียงไม่เกรงกลัว ขณะที่องค์หญิงอาร์ทีน่าเป็นองค์หญิงของอาณาจักรบาบิโลนที่ทรงอำนาจเทียบอาณาจักรอียิปต์ แค่ศักดิ์ศรีขององค์หญิงอาร์ทีน่าก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว อีกทั้งองค์ฟาโรห์และพระพันปีก็เอ็นดู และโปรดปรานองค์หญิงยิ่งนัก "พระสนมเอกขององค์ฟาโรห์ ไม่เห็นจะมีดีเด่นซักเท่าไหร่เลย ข้าจะบอกเจ้าให้อย่างหนึ่งนะ บีนู คาโมสเสด็จมาหาข้าเมื่อคืนพระองค์ตรัสพร่ำรำพัน ว่าข้างามอย่างนู้นงามอย่างนี่ จนพระองค์อยู่กับข้าถึงเช้า" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสเช่นนี้ ราวกับเย้ยหยัน ความจริงแล้วองค์หญิงเพียงแค่อยากให้พระสนมเอกสำนึกได้ว่าควรพูดกับใคร ที่ไหน อย่างไร พระสนมเอกกลับพระโลหิตขึ้นพระพักตร์ด้วยทรงพิโรธ หมายจะยกพระหัตถ์ตบลงพระพักตร์ขององค์หญิงอาร์ทีน่า จังหวะนั้นองค์หญิงกลับสวนกับด้วยการตบลงพระพักตร์ของพระสนมเอกหนึ่งที ทำให้พระสนมเอกบีนูมีพระโลหิตไหลออกมาที่พระโอษฐ์ และทรงล้มลงบนพื้น "นี่คือโทษฐานที่จาบจ้วงว่าที่ราชินีอียิปต์ ข้าไม่เคยรังแกใครก่อน ถ้าผู้นั้นไม่คิดจะไม่รังแกข้า ข้าจะไม่ทำร้ายคน จำไว้ กลับตำหนักกันเถอะ ป่านนี้ฝ่าบาทคงรอข้านานแล้ว" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสจบคำ แล้วจึงเสด็จไปจากตรงนี้ อีกทั้งไม่หันมาทอดพระเนตรพระสนมเอกเลย พระสนมเอกได้แต่กรีดร้องลั่นอุทยานหลวง แต่พระสนมเอกหารู้ไม่ว่า การกระทำของพระนางทำให้องค์ฟาโรห์ได้ทอดพระเนตรถึงความร้ายกาจของพระนางจากบนตำหนัก องค์ฟาโรห์กลับดีพระทัยที่ว่าที่ราชินีดูแลตนเองได้ ขณะที่พระองค์ไม่อยู่ องค์หญิงเสด็จเข้ามาในพระตำหนักตะวันตกทันที นางกำนัลก็เดินตามมาด้วยเช่นกัน พระนางนั่งลงประทับที่ตั่งไม้ เซียร่าจึงรินน้ำถวายพระนางทันที องค์หญิงจึงรับมาเสวย "บีนู เป็นใครหรือ เซียร่า" "พระสนมเอกบีนู เป็นพระสนมเอกของฟาโรห์คาโมสเพคะ นางจัดอยู่ในสนมสองร้อยนางขององค์ฟาโรห์ แต่ก่อนหน้าที่องค์หญิงจะเสด็จมาอยู่ที่อียิปต์ของเรา พระสนมเอกบีนูทำหน้าที่ดูแลฝ่าบาทมากที่สุด จึงทำให้พระนางทะนงตนไม่กลัวใครอย่างวันนี้ แต่มีอีกอย่างหนึ่งเพคะ คือฝ่าบาทไม่เคยนอนค้างตำหนักของสนมองค์ไหนไหนเลย นอกจากกลับตำหนักของพระองค์เอง บางทีก็บรรทมห้องพระอักษร ไม่ก็เสด็จไปค้างอยู่ตำหนักพระชนนีเพคะ" เซียร่าทูลบอกองค์หญิงเช่นนี้ องค์หญิงได้สดับคำหนึ่งว่า องค์ฟาโรห์มีสนมถึงสองร้อยองค์ถือว่ามากนัก ขณะที่พระบิดาของพระนางมีพระมารดาเป็นองค์ราชินีเพียงพระองค์เดียว "ตั้งสองร้อยคนเชียวหรือ ไม่มีคนไหนท้องบ้างหรืออย่างไร" องค์หญิงตรัสถามด้วยความแปลกพระทัย "ไม่มีเพคะ เพราะฝ่าบาทให้หมอหลวงปรุงยา เพื่อไม่ให้พวกพระสนมตั้งพระครรภ์ได้เพคะ" ซาเลนทูลตอบ "หม่อมฉันเคยได้ยินว่า ฝ่าบาทอยากให้พระโอรสประสูติแต่พระราชินีเพียงผู้เดียวเพคะ" เซียร่าทูลบอกจริงจัง คำพูดที่พวกนางทูลออกมานั้นทำให้องค์หญิงอาร์ทีน่าแย้มพระสรวลขึ้นมาทันที เซียร่าก้าวเดินออกมาจากครัวหลวง อีกทั้งกำลังถือพระกระยาหารพร้อมกับนางกำนัลอีกหกคนนำไปถวายองค์หญิงอาร์ทีน่า นางจึงให้นางกำนัลใต้บังคับของนางเดินไปก่อน ส่วนนางถือถาดขนมปัง อีกทั้งเซียร่าก้มหน้าก้มตามองเท้า ได้ชนกับแผ่นอกของอารอสอย่างจัง จนอาหารที่อยู่ในมือกระจัดกระจายไปหมด "เจ้าเดินของเจ้าอย่างไง ไม่เห็นคนถือถาดอาหารหรือไง เลอะเทอะไปหมดเลย ข้ายิ่งรีบๆ อยู่" เซียร่าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน "เจ้านั่นแหละ ที่ไม่ดูมัวแต่ก้มมองเท้า" อารอสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงยียวน อยากที่จะกวนประสาทของนางผู้อยู่ตรงหน้า "ข้าไม่ยืนเถียงกับเจ้าแล้ว เสียเวลาจริงๆ " เซียร่าเอ่ยบอกเดินจากตรงนั้นไปเอาถาดพระกระยาหารใหม่ และบอกพ่อครัวว่าจะนำไปถวายองค์หญิงอาร์ทีน่า พ่อครัวจึงรีบทำให้ใหม่ทันที เซียร่ารู้ว่าอารอสเป็นราชองครักษ์ของฟาโรห์ แต่นิสัยไม่เคยยอมคนของนางเอง ไม่เคยยอมเขาเหมือนกัน ทำให้เจอหน้าทะเลาะกันได้ทุกทีไป ทางด้านราชองครักษ์หนุ่มก็รักนางเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ปากแข็งไม่ยอมพูดบอกรักนางสักที ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อารอสเฝ้ามองนางทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กลับกันกับน้องชายอย่าสิ้นเชิงจนมาทะลุออกจากถ้ำของอีกฝั่งหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นธารน้ำตกที่ไหลจากภูเขา กระทบสู่สายธารน้ำตกในยามค่ำคืน แต่มีคบไฟที่ส่องแสงสว่างไม่ให้มืด ทอดพระเนตรเห็นผีเสื้อราตรีรูปร่างงดงามสีสันสวยงามบินวนอยู่ที่ตรงหน้าหลากหลายตัว พระนางแย้มพระสรวลด้วยความดีพระทัย “เจ้าชอบไหมเมอร์อาร์” องค์ฟาโรห์ตรัสถามอย่างอ่อนโยน พระนางหันมาหาพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นสายพระเนตรอ่อนโยนและเป็นประกายเหมือนดวงดาวบนท้องนภา องค์ราชินีหันพระพักตร์หนีด้วยความเอียงอาย “ชอบเพคะ แต่พระองค์ใช้พลังเวทย์มากเกินไปหรือไม่เพคะ” องค์ราชินีตรัสถามด้วยความสงสัยแผ่วเบา องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลและใช้พระหัตถ์เชยพระหนุขึ้นมา องค์ราชินีจึงทอดพระเนตรที่กำลังแย้มพระสรวลให้พระนาง และนำพระพักตร์ชิดที่พระปรางค์ ทำให้พระนางทรงรู้สึกร้อนไปทั้งพระวรกายอย่างยิ่ง “ข้าทำมากกว่านี้ ข้าก็ทำมาแล้ว อย่างเช่น...” องค์ฟาโรห์ตรัสแผ่วเบาและวาบหวามยิ่งนัก แต่ยิ่งไปกว่านั้นพระนางกลับทรงรู้สึกเย็นไปทั้งพระวรกายยิ่งนัก พระนางจึงก้มลงดูพระวรกายที่ไร้สิ้นฉลองพระองค์สีขาวสะอาดที่สวมใส่มาก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ก็เปลือยเปล่าด้วยเช่นกัน “ฝ่าบาท” องค์ราชินีตรัสแผ่วเบา
เพลาผ่านพ้นไปถึงสิบปี อาณาจักรไอยคุปต์ยังคมสงบสุขร่มเย็นยิ่งนัก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ประกาศแสนยานุภาพทั่วลุ่มแม่น้ำไนล์ เมื่อให้ดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้เป็นปึกแผ่น และไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับพระองค์ได้ อีกทั้งองค์ฟาโรห์ทรงให้อูนัสไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่มิโนอัน เมื่อสามปีมานี้ องค์กษัตริย์แห่งนูเบียก่อกบฏขึ้น พระองค์ให้คาเฟรไปปราบยันราบคาบ และให้คาเฟรไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่นูเบียด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองกลับไปยอมไปจากอียิปต์ เพราะสองเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์ องค์ฟาโรห์จนใจที่จะตรัสกับพวกเขาทั้งสอง จึงให้ผู้อื่นไปแทนองค์ราชินีเมอร์อาร์ได้มีโอรสและพระธิดาให้องค์ฟาโรห์อินโยเซฟสององค์ คือองค์ชายราโมส ผู้ดุดันและห้าวหาญ ทั้งที่ยังเป็นยังทรงพระเยาว์ เพราะถูกเลี้ยงดูจากสังฆราชคานัน แห่งมหาวิหารเทพโอไซริส พระองค์ชายเชี่ยวชาญด้านตำราสงคราม อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการต่อสู้ไม่ต่างจากองค์ฟาโรห์ ทำให้เป็นที่พอพระทัยขององค์ฟาโรห์ยิ่งนัก ส่วนองค์หญิงเนเฟอร์ตารี ผู้มีพระสิริโฉมงดงามดุจองค์ราชินีไม่มีผิด แต่อุปนิสัยต่างจากองค์ราชินียิ่งนัก ด้วยอุปนิสัยอ่อนหวาน สุขุมนุ่มลึก และทำสิ่งใดเชื่องช้าประณีตจริงจังไปเสี
“องค์หญิงเมริอังค์” อูนัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา องค์หญิงหันพระพักตร์มามองเขา อีกทั้งทรงแย้มพระสรวลให้กับเขาทันที บ่าวรับใช้ของอูนัสจึงก้าวเดินออกไปทันทีเมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์หญิงอย่างแจ่มชัด“ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่ ถ้าท่านจะอาบข้าจะเดินออกไปทันที” องค์หญิงตรัสเช่นนี้“ท่านมาได้อย่างไร แล้วใครพาท่านมา” อูนัสทูลถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เห็นข้าหลวงตามเสด็จมา“ข้ามาคนเดียว” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด็จไปหาอูนัส ประทับยืนเผชิญหน้าก็เขา“ทำไมข้าจะมาบ้านของว่าที่สวามีของข้าไม่ได้เล่า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา แล้วใช้พระหัตถ์เรียวลูบใบหน้าของเขามาที่คางมล“แต่มันอันตรายมาก ถ้าเสด็จมาองค์เดียวเช่นนี้” อูนัสทูลบอกจริงจัง“ข้ารู้ แต่ข้าอยากมาหาท่าน” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา ด้วยพระสุรเสียงอันเย้ายวน อูนัสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ๆ“ให้หม่อมฉันไปหาองค์หญิงที่ตำหนักก็ได้” อูนัสทูลบอกแผ่วเบา“ข้าอยากมาเห็นกับตา ว่าท่านมีหญิงอื่นหรือไม่”“หม่อมฉันตัวเปล่ามาโดยตลอด” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง องค์หญิงใช้พระหัตถ์เรียวที่ลูบลงบนปลายคางของเขามาประทับที่อกด้านซ้ายแผ่วเบา“ข้าเชื่อท่าน” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด
“เสด็จพี่ ความจริงแล้วข้าก็อยากแต่งงานกับชายผู้หนึ่ง แต่ว่าข้ากลัวเขาจะไม่ตอบรับไมตรีจากข้า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา“ชายผู้นั้นคือคนที่อยู่ใกล้ชิดองค์ฟาโรห์ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงที่สีพระพักตร์แดงราวกับสีชาดมาแต่งแต้มอย่างยิ่ง“ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามอีกครั้ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบาแทบจะเป็นกระซิบ“อูนัสใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ องค์หญิงแย้มพระสรวลเอียงอายอย่างยิ่ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา องค์ราชินีแย้มพระสรวลอย่างไม่ปิดบัง เพราะงานของพระนางสำเร็จลุล่วงไปเสียแล้ว ว่าแต่อูนัสจะยอมอภิเษกหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่องค์ฟาโรห์จะเจรจากับอูนัสว่าเช่นไรงานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือเผ่าคาซัสและการตั้งพระครรภ์ขององค์ราชินีทำให้องค์ฟาโรห์ดีพระทัยยิ่งนักที่ได้รับข่าวดีที่สองข่าวในวันเดียวกัน องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์ราชินีมอร์อาร์ที่มีพระสิริโฉมงดงามกว่าทุกวัน วันนี้พระนางฉลองพระองค์สีทองทำจากทองคำทั้งองค์ โดยชุดฉลองพระองค์ชุดนี้ปิดพระถันไว้ทั้งสองข้างและมีสายผูกที่ด้านหลัง และคล้องพระอังสาทั้งสองข้าง ด้านล่างนั้นเป็นผ้าที่ทำจากทองคำปิดพระโยนีตรงกลาง และเปิด
องค์ฟาโรห์ประทับนั่งข้างองค์ราชินีที่ประทับนอนบนพระแท่นบรรทม ขณะที่หมอหลวงกำลังตรวจพระชีพจรของพระนาง หมอหลวงเผยยิ้มและทอดสายตามององค์ฟาโรห์และองค์ราชินี“หม่อมฉันยินดีด้วยเพคะ องค์ราชินีทรงตั้งพระครรภ์แล้วเพคะ” หมอหลวงหญิงทูลบอกด้วยรอยยิ้มไม่ปิดบัง“ขอบใจเจ้ายิ่งนักองค์ราชินี” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง เหล่านางกำนัลและเหล่าข้าหลวงต่างยินดีด้วยเช่นกัน“เทียร่า นำเงินให้นางด้วย” องค์ราชินีมีพระเสาวนีย์เช่นนี้ เทียร่าจึงส่งถุงเงินให้หมอหลวงโดยทันที องค์ฟาโรห์ทอดทองพระกรให้หมอหลวงด้วยเช่นกัน“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หมอหลวงถวายบังคมอย่างนอบน้อม“เทียร่าไปส่งนาง” องค์ราชินีมีพระกระแสรับสั่งต่อเทียร่า“เพคะ องค์ราชินี ท่านหมอหลวงเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”เทียร่านำทางหมอหลวงออกจากตำหนักกลางขององค์ฟาโรห์ พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นทันที เหล่าข้าหลวงถวายบังคมองค์ฟาโรห์ และก้าวออกไปทันที องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลทอดพระเนตรพระนางด้วยความรักอันท่วมท้นองค์ราชินีแย้มพระสรวล และประทับนั่ง ขณะที่องค์ฟาโรห์ประคองพระนางทันที“ฝ่าบาทเพคะเดี๋ยวเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในเย็นนี้เถิดเพคะ” องค์ราชินีตรัสเช่นนี้“ข้า
องค์ฟาโรห์เสด็จเข้ามาในห้องทรงงาน พระองค์ทอดพระเนตรอูนัสและองค์หญิงเมริอังค์จากด้านหลัง ทำให้พระองค์กลับแย้มพระสรวล เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสอง แต่พระองค์กลับวางพระพักตร์เรียบเฉยเสด็จมาประทับนั่งที่พระเก้าอี้ แล้วทอดพระเนตรมององค์หญิงและทอดพระเนตรอูนัส พระองค์จึงตรัสถาม“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่”อูนัสจึงทูลเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้องค์ฟาโรห์ได้สดับรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ องค์ฟาโรห์ได้สดับว่าองค์หญิงถูกลอบทำร้ายด้วยลูกธนู ทำให้พระองค์ทรงพิโรธยิ่งนัก และผู้ที่มาทำร้ายองค์หญิงคือเผ่าซาคัสที่พระองค์ไว้ชีวิตหัวหน้าเผ่า แต่พระองค์มีพระราชดำริผิดมหันต์ที่ปล่อยหัวหน้าเผ่าให้รอดไปเช่นนี้“อูนัสข้าสั่งให้เจ้าไปเอาหัวซาคัสมาให้ข้าภายในสามวัน” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยพระสุรเสียงดุดันด้วยทรงพิโรธยิ่งนัก“หม่อมฉันรับพระราชบัญชาพระเจ้าค่ะ” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์หญิงเมริอังค์ที่ประทับยืนด้านข้างอูนัส“ความจริงแล้วข้าอยากจะสั่งฆ่าพวกข้าทาสบริวารของเจ้ายิ่งนัก แต่เป็นความผิดครั้งแรก ข้าพอให้อภัยได้ แต่กับเจ้าข้าคงต้องดัดนิสัย กักบริเวณ







