Se connecterมีน สาวดวงซวยที่อยู่ ๆ ก็ถูกดึงวิญญาณไปยังปรโลก เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อกลไกแห่งชีวิตเกิดขัดข้องทำให้ทุกอย่างแปรปรวน เจ้าแห่งปรโลกจึงขอโทษและรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง เพื่อจะได้เฝ้าดูพระรองและส่งเขาไปให้ถึงปลายทางของตอนจบ มีนจึงเลือกที่จะไปเกิดใหม่ในมังงะเรื่องโปรดแทนการกลับเข้าร่างเดิม เจ้าแห่งปรโลกเห็นว่าสิ่งที่ขอไม่ได้มากเกินไปจึงได้ตอบตกลงแล้วส่งเธอไปยังที่ชอบ ๆ แต่เอ๊ะ! เหตุใดไม่เหมือนที่คุยกันไว้ ไฉนท่านส่งข้ามาเป็นตัวประกอบที่ต้องตายด้วยมือพระรองเล่า... . . . “เลิกกั๊กแล้วรักก่อนนะ... ตะ ๆ เตงมาได้ไง” ทว่าเมื่อเปิดประตูห้องได้ก็ถึงกับยิ้มค้าง เมื่อมีใครอีกคนนั่งไขว้ขากอดอกอยู่บนเตียงนุ่มคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว ดาบที่กอดอยู่นั่นก็ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย เกรงว่าจะลอยมาบั่นคอได้ทุกเมื่อ แล้วยังรอยยิ้มอีกเล่าเพียงเท่านี้ก็ทำเอาขนหัวลุกซู่ “ฮึ! กลับมาสักทีนะ ข้าก็นึกว่าจะเอาแต่เต้นแร้งเต้นกาไม่ยอมกลับบ้านเสียอีก” **เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เป็นเพียงสิ่งที่สมมุติขึ้น ทุกตัวละครทุกเหตุการณ์ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น**
Voir plusI ran after him.
“Hey!” I shoved through two people carrying grocery bags, my sneakers slapping the wet pavement. “That’s mine, you absolute—” He cut left into the alley behind Denny’s Pharmacy. Mistake. I knew that alley better than he did. Dead end, dumpster, a fence with a gap just wide enough for someone my size. Not his. I caught him right as he hit the fence, both hands fumbling with the wire, my bag still looped over his shoulder like he actually thought he was getting away with it. “Give it back,” I said. “Back off, kid.” “I’m nineteen. And that bag has my rent money in it, so no.” He turned around swinging. I’d love to tell you I saw it coming because I’m skilled, or trained, or secretly a genius at reading body language. Truth is, he telegraphed it so hard a blind man could’ve dodged it. I stepped inside the punch instead of away from it, drove my elbow into his ribs, and grabbed the strap of my bag while he was busy remembering how to breathe. “Thanks,” I said, and yanked it free. He swore at me. I didn’t stick around for round two. I had groceries getting warm in that bag and a shift at the diner in forty minutes. “You got mugged again?” Priya didn’t even look up from the register when I walked in, hair a mess, elbow throbbing. “I got un-mugged. There’s a difference.” “One day you’re gonna chase the wrong guy.” “One day,” I agreed, tying my apron. “Today wasn’t that day.” She snorted and went back to counting the till. Priya worked the morning shift at the same diner I did nights, and she was the closest thing I had to family in this city, which said more about my life than I liked to admit. My parents were gone. My mom disappeared when I was small. I didn’t remember much beyond a smell, something warm like cinnamon, and the sound of a door closing. My dad raised me alone until I was twelve, and then he didn’t. After that it was me, an apartment I could barely afford, and whatever jobs would take someone with no family references. I liked it that way. Mostly. The diner smelled like burnt coffee and fryer oil, which after four years didn’t bother me anymore. I’d learned this city one shift at a time: which regulars tipped, which ones didn’t, which streets you didn’t walk after dark unless you wanted trouble from the wrong kind of resident. This town had all sorts. A werewolf ran the auto shop two blocks over. My upstairs neighbor was some kind of low-tier fae who complained constantly about the noise from my TV, like she wasn’t the one levitating her furniture at 3 a.m. Nobody blinked at any of it. That was just the world. Humans didn’t run things anymore, not really. We didn’t have the strength for it, but we got by. We always got by. I grabbed my notepad and clocked in. By the time I climbed the four flights to my apartment that night, my legs hated me and my elbow had turned a deeply unattractive shade of purple. I dropped my bag by the door, kicked off my shoes, and saw it. An envelope. Slid halfway under my door, thick cream paper that didn’t belong in a building where the mailbox lock had been broken since March. I picked it up. No return address. Just my name across the front in gold ink, and beneath it, a seal I didn’t recognize: some kind of crest, wings wrapped around a sword. “Okay,” I said out loud, to no one. “Weird.” I tore it open standing right there in the hallway. ———————————— Dear Ms. Mia Callahan, We are pleased to inform you that your application has been reviewed and accepted. You have been granted admission to Alliance Elite Academy for the upcoming term. ———————————— I read it twice. Then a third time, because surely I was misreading it. Alliance Elite Academy. I knew the name, everyone knew it. It was the school on the hill that wasn’t really a hill, more like its own floating slice of mountain, visible from half the city on a clear day. The school where the strongest bloodlines in every race sent their kids. Dragon lines. Wolf packs with centuries of pedigree. Kids who could bend fire before they could walk. Humans didn’t get in. Not because they didn’t apply. Thousands did, every single year, but because the entrance trials required things humans didn’t have. I’d heard the physical trials alone killed the applicant pool down to almost nothing. No human had passed them in longer than anyone could remember. Which meant this had to be a mistake. I stood very still in my hallway, letter shaking a little in my hand, and a memory surfaced that I’d buried under four years of double shifts and unpaid bills. Last spring. Half-drunk on cheap wine after a rough week, scrolling through my phone at two in the morning, laughing at myself the entire time. Might as well, I’d thought. Not like they’ll actually take me. I’d applied to Alliance Elite Academy on a dare I made with myself, forgotten about it by the next morning, and never checked the results because there was obviously no point. There was a point. My phone buzzed in my pocket. I didn’t look at it because I couldn’t stop staring at that gold seal, at my name written in ink too fine for someone like me. Because the letter wasn’t done. Beneath the acceptance line, in smaller script, was one more sentence. And that one didn’t read like a formality. ———————————— Physical evaluation waived. Special candidate status confirmed. ————————————— I had never taken the physical trial. I had never taken any trial at all.เมื่อตกลงกันได้คนทั้งสี่ได้เริ่มพูดคุยในเรื่องอนาคต โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย พวกนางยังคงต้องรับหน้าที่สำคัญในหอฮวาเหมย ทั้งกิจการส่วนตัวก็อยู่ที่นี่ ไม่สามารถติดตามจิ้งกังไปอยู่เมืองหลวงด้วยกันได้ จึงตกลงกันว่าจะหาจวนขนาดกลางไว้สักหลัง แล้วย้ายไปอยู่ด้วยกัน เมื่อใดจิ้งกังว่างเว้นจากการทำงานค่อยกลับมาเป็นครั้งคราวอีกทั้งอดีตคณิกาทั้งสามมิได้ห้ามให้เขามีภรรยาเพิ่ม แต่มีข้อแม้ภรรยาใหม่ของเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติของพวกนาง ต่างคนต่างอยู่ ทว่าจิ้งกังนั้นคิดว่าเขาคงไม่แต่งภรรยาเพิ่มอีกแล้ว เหตุผลมีเพียงข้อเดียวคือเขาไม่ต้องการมีภาระเพิ่ม แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับครอบครัวใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายทว่าในตอนที่คนทั้งสี่กำลังหยอกล้อต่อกระซิกในห้องส่วนตัว ประตูห้องก็ได้เปิดออกพร้อมกับมีสาวใช้นางหนึ่งถือถาดของว่างเข้ามา ทันทีที่สตรีนางนั้นเห็นจิ้งกัง นางก็ได้รีบวางของแล้วคุกเข่าขอร้องให้เขาช่วยเหลืออย่างน่าสงสาร“ท่านองครักษ์ ท่านจำข้าได้หรือไม่ ข้าหลิวซือซือคนที่เดินทางไปเมืองหน้าด่านไปพร้อมกันอย่างไรเล่า”“อ๋อ จำได้แล้ว เจ้าคือหลิวซือซือที่ตามไปด้วยเมื่อคราวนั้นเอง”ชายหนุ่มวางท่าเมินเฉย เบื้องบนมีลู่
ในยามนี้เมื่อนายเหนือหัวไม่ยอมออกจากตำหนัก จิ้งกังองครักษ์คนสนิทจึงกลายเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ แทนอ๋องซิงเยี่ยนไปโดยปริยาย งานเล็กน้อยมักจะเป็นเขาที่ต้องออกไปทำแทนอยู่เสมอถึงแม้จะเป็นงานจุกจิกไปสักหน่อย ทว่าเจ้าตัวกลับเต็มใจและภูมิใจที่ท่านอ๋องมิได้ลืมตน ด้วยวันทั้งวันเอาแต่ขลุกอยู่กับพระชายา อย่างน้อยก็ได้มอบภารกิจให้ตนไปทำแก้เบื่อบ้างแต่ใครเลยจะรู้ว่าการที่เขาถูกสั่งให้ไปทำภารกิจเมืองเห่อเป่ย ด้วยหอฮวาเหมยคือหนึ่งในกิจการอย่างลับ ๆ ของท่านอ๋อง เบื้องหน้าคือหอนางโลมทว่าเบื้องหลังคือหน่วยข่าวกรอง เมื่อท่านอ๋องไม่เสด็จไปตรวจงานด้วยตนเอง ผู้ที่ต้องเข้าไปตรวจความเรียบร้อยจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนสนิทของพระองค์ทว่าตอนนี้จิ้งกังกำลังประสบปัญหา ตัวเขานั้นเกิดพลาดพลั้ง ทำอดีตดาวเด่นนางคณิกาที่ตอนนี้ผันตัวเป็นผู้ดูแลนางคณิกาท้องอย่างไม่ตั้งใจ คนเดียวก็ช่างเถิด แต่นี่ดันท้องพร้อมกันหมดสามคน ทำเอาเขาต้องปวดหัวหาทางออกที่ดีไม่ได้ตัวเขานั้นมิได้รังเกียจที่ได้อดีตคณิกามาเป็นภรรยา ด้วยอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวให้ต้องกังวลถึงหน้าตาวงศ์ตระกูล ก็เพราะเป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า ที่ผ่านมาถึงได้ใช้ชีวิ
“ข้าไม่ได้อยากได้ของของเจ้า ข้าแค่อยากรู้ว่าลิปสติก รองพื้น คุชชั่น หรือแม้แต่เซรั่มทาผิว เจ้าเอามาจากไหนกันแน่ เจ้าทำอย่างไรถึงได้มีของในอนาคตพวกนี้ได้” หรูเฉินเหมยยิงคำถามรัวเร็วเสียจนอีกฝ่ายฟังแทบไม่ทัน นางที่โหมทำงานหนักอดนอนมาหลายวัน ไม่คิดว่าการงีบแค่แป๊บเดียวตื่นมาก็อยู่บนรถม้าที่กำลังเดินทางมาแคว้นเป่ยเสียแล้ว“อย่าบอกนะว่าท่าน... ไม่ใช่คนของที่นี่” ไป๋เหลียนถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ มิใช่ว่าองค์หญิงแคว้นฉู่คือคนที่ทะลุมิติมาเหมือนกันหรอกนะ“ใช่แล้วข้าไม่ใช่คนของที่นี่ ไม่กี่วันก่อนข้าเผลอวูบหลับไปนิดเดียว อยู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนนาฬิกาหมุน ตื่นมาก็มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว พอข้าได้เห็นของเหล่านี้มันก็เหมือนกับแสงสว่าง อย่างน้อยข้าก็มีเจ้าที่มาจากอนาคตเป็นเพื่อน”“เสียงนาฬิกาหมุนหรือเจ้าคะ”“ใช่แล้ว มิหนำซ้ำมันยังมีเสียงแปลก ๆ แทรกเข้ามา เหมือนจะเป็นเสียงใครบางคนพูดว่า ดึงผู้อื่นอีกแล้ว ประมาณนี้แหละ พอข้ารู้สึกตัวก็อยู่ในขบวนส่งตัวแล้ว แล้วเจ้าเล่าเจ้ามาได้อย่างไร” ถึงตอนนี้ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ที่นี่ก็ดูจะคุ้นตานัก โดยเฉพาะชื่อว่าที่สวามีขององค์หญิงที่ตนเข้ามาสวมร่าง“ข
ข้าคือสตรีผู้ทะลุมิติเข้ามาในการ์ตูนมังงะเรื่องหนึ่งที่ชื่นชอบ ก่อนจะเข้ามาในโลกแห่งการ์ตูน ชีวิตเก่าก่อนไม่ค่อยจะดีนัก เติบโตมากับการเป็นเด็กวัด ต่อสู้ดิ้นรนหาเลี้ยงตนเองอย่างแสนยากลำบาก จนวันหนึ่งเกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับชีวิตอันน่าบัดซบ กลายเป็นจุดเปลี่ยนชะตานับตั้งแต่นั้นมาข้ากลายเป็นหลี่ไป๋เหลียนฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง เป็นแม่ค้าอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเป่ย ไม่มีผู้ใดสามารถลอกเลียนแบบสินค้าของข้าได้ จึงกลายเป็นสินค้าที่ผูกขาดไปโดยปริยายจากเด็กวัดที่มีเงินติดกระเป๋าไม่กี่พัน บัดนี้กลายเป็นสตรีผู้ร่ำรวยที่ไม่รู้ว่าจะใช้เงินอย่างไรหมด นอกจากจะมีเงินและอำนาจพอตัวแล้ว ไป๋เหลียนก็ยังมีครอบครัวอบอุ่นที่นางใฝ่ฝันถึงมาตลอด แม่สามีที่ใจดี สามีก็ดียิ่ง และลูก ๆ ที่น่ารักทั้งสามใช่แล้วท้องอันใหญ่โตของนางเมื่อคราวนั้น ได้เบ่งคลอดบุตรชายทั้งสามออกมาได้อย่างปลอดภัย กระนั้นก็ทำเอานางเกือบตายในวันคลอดเช่นกัน ด้วยเกือบหมดแรงในตอนเบ่งเจ้าลูกคนเล็ก ดีที่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายขึ้นมาได้บุตรทั้งสามแสบซนเสียจนนางต้องปวดหัวทุกวัน ไม่รู้ว่าได้นิสัยผู้ใดมา ทั้งท่านย่า บิดา ก็เอาอกเอาใจกันเหลือเกิน ไม่มีผู้ใดห
หลังจากดึงไป๋เหลียนขึ้นมาได้สำเร็จ ชายหนุ่มจึงถอดกระเบื้องออกทีละแผ่น กระทั่งได้ช่องพอดีตัว จากนั้นจึงค่อย ๆ หย่อนหญิงสาวลงไป ก่อนที่ตัวเขาจะผูกเชือกเส้นเดิมผูกไว้กับคานหลังคาให้มั่น แล้วโรยตัวตามหญิงคนรักไปอีกคน“มู่กวาต่อจากนี้สิ่งที่ท่านเห็นอย่าได้บอกผู้ใดเด็ดขาดนะเจ้าคะ”“เหตุใดไม่เรียกท่านพี่เ
เมื่อได้เวลาที่ต้องออกเดินทางตามแผนที่วางไว้ เพื่อความคล่องตัวจึงไม่ได้ใช้รถม้าในการเดินทาง ทุกคนต่างควบม้าคนละตัว ยกเว้นก็แต่ไป๋เหลียนที่บังคับม้าไม่เป็น จึงได้นั่งตัวเดียวกันกับหลี่มู่กวาม้าสามตัววิ่งฝุ่นตลบตรงไปยังหัวเมืองเจียงเป่ย ซึ่งเป็นเมืองที่เหล่าคณะทูตแคว้นฉู่หยุดพัก พวกมันใช้ข้ออ้างความ
ทว่าสิ่งที่แคว้นฉู่ทำนั้นไม่ใช่การยกทัพทำศึกให้เสียกำลังพล พวกมันค่อย ๆ บีบให้แคว้นเป่ยยอมเสียบางสิ่งบางอย่าง ค่อย ๆ เข้าครอบงำทีละน้อย หวังได้แคว้นเป่ยมาโดยที่ไม่เสียอะไรเลย“หากแคว้นเราไม่ได้รับความเสียหายจากตอนทำศึกกับแคว้นซ่ง พวกแคว้นฉู่ก็ไม่มีทางทำเรื่องสกปรกเช่นนี้ได้แน่” จิ้งกังทุบกำปั้นบนโต
สองวันมานี้เรื่องของหลิวซือซือทำให้ไป๋เหลียนคิดไม่ตก การที่ตนเพิ่งมารู้ว่าสาวรับใช้คือนางร้ายตัวประกอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนไม่เคยถามถึงชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายเลย ทั้งฉบับการ์ตูนเนื้อเรื่องยังดำเนินไปไม่ถึงตอนที่นางมีบทบาท แม้ฉบับนิยายจบไปแล้วก็ตาม ทว่าไม่ได้บรรยายถึงโฉมหน้าหลิวซือซือไว้เท่าใดนั












commentaires