LOGINฉินฟ่านหนุ่มน้อยผู้มีชะตากรรมที่น่าสงสาร โชคร้ายตายทั้ง ๆ ที่ชะตายังไม่ถึงฆาต เหล่าเทพที่บังเอิญมาเจอเขาต่างเห็นใจจึงกำนัลของวิเศษพร้อมส่งเขาไปเกิดใหม่ยังโลกคู่ขนาน
View Moreฟิ้ววววว
ฤดูหนาวในเมืองอู่ฮั่น เวลาสองทุ่มในคืนนี้ชวนให้เกิดความรู้สึกถึงบรรยากาศที่เย็นยะเยือกจนขนลุกเกรียว หนาวสะท้านไปทั่วร่างพลอยทำให้ใครบางคนที่กำลังรู้สึกเปลี่ยวเหงาในจิตใจนึกถึงเพลงที่ชื่นชอบจนต้องส่งเสียงฮัมเพลงออกมาเบา ๆ
ฉินฟ่านในวัยสามสิบปี รูปร่างค่อนข้างเตี้ย หน้าตาพื้น ๆ มีหนวดเคราสั้นหร็อมแหร็ม ผมรองทรงแสกข้างยาวปรกหน้าปรกตา ผิวกายดำคล้ำหยาบกร้าน เพราะตากแดดตากลม ตามซอกเล็บดำจนเห็นได้ชัด สวมเสื้อผ้าเก่ามอซอ จนจำสีเดิมไม่ได้
ในยามที่คนผู้นี้เดิน แค่ชำเลืองมองก็รู้ว่าเขาเป็นคนขาเป๋ ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ก็ไม่มีอะไรสะดุดตา เขาเหมือนคนจนทั่ว ๆ ไปที่มีให้พบเห็นอยู่ดาษดื่น
แววตาของเขาราวกับหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาสู้บากบั่นอดทนหาเลี้ยงปากท้องมาหลายอาชีพ เพราะไม่มีความรู้จึงหางานดี ๆ ทำได้ลำบาก งานล่าสุดคืองานกรรมกรก่อสร้างที่ต้องทำงานหนัก แต่ก็พอเลี้ยงปากท้องได้
โชคร้ายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด บางครั้งชีวิตคนเราก็บัดซบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาปีนนั่งร้านขึ้นไปสูงห้าเมตร เพื่อผูกไม้ไผ่เป็นนั่งร้านล้อมรอบตัวอาคารสูง แต่เพราะไม่มีเงินกินข้าวมาสองวันแล้วจึงหิวโหยจนหน้ามืดตาลาย เขาก้าวพลาดอีท่าไหนก็ไม่รู้ พลัดตกลงมาขาหัก
สภาพของเขาตอนนี้จึงได้กลายเป็นคนพิการขาเป๋เดินเก็บขยะใส่รถเข็นไปขาย พอที่จะได้เศษเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ ชีวิตบัดซบแบบนี้สินะที่ผู้คนไม่เหลียวแล แม้แต่สุนัขยังหมางเมิน ทำให้เขาไร้ซึ่งความหวังใด ๆ ในชีวิต
เขาเงยหน้ามองพระจันทร์ที่งดงามอยู่ครู่หนึ่ง เขาเหยียดยิ้มที่มุมปากจนแลดูคล้ายผู้ร้ายในหนังจีนยุค 90s
พระจันทร์กลมโตคืนนี้ดูเย็นชา แต่กลับให้ความรู้สึกแปลก ๆ ที่คุ้นเคยอยู่บ้าง เขาห่อไหล่ด้วยความรู้สึกหนาวสะท้าน เพราะเสื้อที่ใส่บางเกินไป เขาค่อย ๆ เข็นรถที่เต็มไปด้วยเศษขยะอยู่ริมถนนอย่างช้า ๆ พลางบ่นกระปอดกระแปดออกมา
"บรื๋อ...จะแข็งตายอยู่แล้วโว้ย"
ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างพร้อมรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า เมื่อมองเห็นก้นบุหรี่ยี่ห้อดังที่มีคนสูบเสร็จแล้วเหยียบดับทิ้งไว้อยู่ข้างถนน เขาก้มลงเก็บมันด้วยความดีใจ เพราะสภาพของมันยังดูดีอยู่
"อา…วันนี้ท่าจะโชคดีแฮะ"
เขาก้มเก็บก้นบุหรี่ขึ้นมาใช้มือปัดฝุ่นก้นบุหรี่สั้น ๆ นั้นอยู่สองสามทีให้มันสะอาดแล้วจุดสูบทันที ค่อย ๆ ละเลียดควันขาวของมันอย่างชื่นอกชื่นใจในรสชาติ สูบได้สองทีก็หมดมวน แต่เพียงเท่านี้ก็สร้างความพึงพอใจให้กับคนยากไร้อย่างเขามากพอแล้ว
บรืนนนน
"ยะฮู้! สนุกจริงโว้ย เหยียบให้มิดเลย ใครเหยียบเบรกก่อนคนนั้นแพ้ ต้องถูกปรับเลี้ยงเหล้านะโว้ย ฮ่าๆ"
"ไป ๆ ลุยเลย"
"เฮ้ยส่งเหล้ามาหน่อยสิ"
"แต่ลูกพี่ดื่มไปเยอะแล้วนะ"
"ไอ้นี่วอนซะแล้ว คนกำลังสนุกดันมาทำให้เสียอารมณ์ เร็ว ๆ เข้า"
ฉินฟงลูกชายเศรษฐีหน้าแดงก่ำ ตาปรือ เพราะกำลังเมาทั้งเหล้า เมาทั้งยาเสพติด เขาขับรถสปอร์ตหรูเปิดประทุนสีแดงเพลิงด้วยความเร็วสูง พลางตะโกนคุยกับเพื่อนเสียงดังระหว่างแข่งความเร็วกับเพื่อนร่วมก๊วนลูกเศรษฐีที่ขับรถสปอร์ตสีขาวและน้ำเงิน ทั้งสามคันไล่บี้ตามกันมาติด ๆ อย่างคึกคะนอง ผลัดกันแซงหน้าแซงหลังจนกระทั่งเจอรถบรรทุกคันใหญ่ขับสวนมาบีบแตรใส่เสียงดัง
"ไอ้พวกเด็กเปรตหลบไปสิโว้ย อยากตายมากหรือไงวะ" โชเฟอร์รถบรรทุกตะโกนด่าเสียงดัง พร้อมบีบแตรถี่ ๆ ไล่ให้เปิดทาง
ปี๊น ๆ
"เฮ้ย…"
หนุ่มเพลย์บอยอย่างฉินฟงแตกตื่นตกใจ เพราะเสียงดังของแตรและแสงไฟหน้ารถบรรทุกที่สาดเข้าดวงตา เขาจึงหักหลบอย่างแรงเป็นเหตุให้รถของพวกเขาเสียหลักชนกันเองเข้าอย่างจัง
โครมมมม
หนึ่งคัน สองคัน สามคัน
เสียงรถสปอร์ตหรูสามคันชนกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน
ฉินฟ่านได้ยินเสียงดังจึงหันกลับไปมอง แสงไฟหน้ารถหรูส่องใบหน้าของเขา เขาตกใจจนต้องเบิกตาโต ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
"ฉิบหายแล้ว!"
ราวกับเห็นภาพสโลว์โมชัน รถสีแดงเพลิงกำลังพลิกตลบหมุนคว้างกลางอากาศพุ่งมาชนรถเข็นโกโรโกโสของฉินฟ่านอย่างแรงราวกับลูกโบว์ลิ่งที่ทำแต้มสไตร์ค รถเข็นพังยับเยินกลายเป็นเศษเหล็กส่งผลให้เศษขยะลอยกระจายเกลื่อนเต็มท้องถนน รวมทั้งร่างของฉินฟ่านที่กระเด็นปลิวไปไกลดุจเศษขยะที่ไร้ค่า
เลือดกระอักออกจากปากของเขาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ร่างกายแทบไม่มีแรงขยับเขยื้อน มีเพียงปลายนิ้วก้อยข้างซ้ายที่กระตุกอยู่เบา ๆ
เจ็บ…
เจ็บจังเลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เจ็บปวดมากขนาดนี้
ฉินฟ่านรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างพร้อมกับความคิดแวบหนึ่งว่าเขาถูกรถชนเหรอ เขากำลังจะตายใช่ไหม ในตอนนั้นร่างของเขากระแทกลงกับพื้นอย่างหนักหน่วงแล้วกลิ้งไปอีกหลายตลบก่อนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ใครมาเห็นเขาในสภาพแบบนี้ก็คงต้องพากันส่ายหน้า
ชาวบ้านแถวนั้นคงโทรแจ้งเหตุ เพราะหลังจากนั้นสิบห้านาทีก็มีรถพยาบาล และรถกู้ภัยเปิดไฟวิบวับแล่นมาจอดอยู่ข้างถนนหลายคัน
"หลบหน่อย ขอทางหน่อยครับ"
"หัวหน้าครับ งานนี้เละเป็นโจ๊กอีกแล้ว คนเจ็บเพียบเลย"
เสียงของเจ้าหน้าที่ตะโกนขอความร่วมมือกับคนรอบข้างที่มุงดูอยู่ ฝูงชนหลายคนต่างรีบกุลีกุจอช่วยเหลือผู้ประสบภัย บางคนใช้เครื่องมือตัดเหล็ก บางคนทุบกระจกรถ เพื่อดึงคนเจ็บออกมา
เหตุร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความคึกคะนองด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และยาเสพติดของทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองจำนวนสามถึงสี่คน นอกจากนี้ยังมีสาวสวยหลายคนที่เป็นคู่ขาของพวกเขา อุบัติเหตุรถครั้งนี้มีคนได้รับบาดเจ็บนับสิบคน เป็นเหตุให้ชาวบ้านละแวกนั้นก่นด่าสาปแช่งกันยาวเหยียด
ซึ่งตอนนี้บางคนที่อาการเบาหน่อยก็ได้รับการปฐมพยาบาลพันแผลห้ามเลือดเอาไว้แล้ว แต่คนที่ดูแล้วอาการหนักแถมยังเสียเลือดมากมีอยู่สองคน ซึ่งบุรุษพยาบาลกำลังปั๊มหัวใจให้ คนหนึ่งคือฉินฟ่าน ชายเก็บขยะที่มีบาดแผลฉกรรจ์เลือดอาบไปทั่วร่าง อีกคนที่นอนห่างไปสองเมตรคือฉินฟง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเศรษฐีร้านเพชร เขาไหปลาร้าหัก แต่ก็ไม่อันตรายถึงกับตาย
เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ตลาดจึงมีคนมามุงดูห่าง ๆ มากพอสมควร ในจำนวนนั้นมีชายสวมสูทสีขาวดูสะอาดตาขัดกับใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับผีดิบ หวีผมเรียบแปล้ สวมแว่นตาสีดำ รูปร่างผอมสูงราวกับต้นถั่วงอก เขากำลังอยู่ในอาการมึนเมาจนร่างส่ายโงนเงนไปมา ตบบ่าสะกิดเร่งน้องชายที่มีรูปร่างเตี้ยล่ำผิวคล้ำที่สวมสูทสีดำ สวมแว่นตาดำ แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นพวกเขาได้แม้แต่คนเดียว
ใช่แล้ว พวกเขาคือ ไป๋อู๋ฉางและเฮยอู๋ฉาง ยมทูตขาวยมทูตดำ ผู้มีหน้าที่มารับดวงวิญญาณนั่นเอง
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นมนุษย์ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน แต่เพราะมีนิสัยเกียจคร้านไม่ยอมทำงานทำการจึงถูกพ่อแม่ขับไล่ออกจากบ้าน ทั้งคู่จึงไปทำงานเป็นผู้คุมนักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาได้รับหน้าที่คุมนักโทษประหารเดินทางไปยังเมืองข้าง ๆ ระหว่างทางนักโทษร้องไห้ฟูมฟาย บอกว่าอยากจะกลับบ้าน เพื่อไปสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายและให้สัญญาว่าจะกลับมาอย่างแน่นอน
เมื่อสองพี่น้องได้ยินก็รู้สึกสงสารจึงปล่อยตัวไป แต่สันดานโจรพอไปแล้วก็ไปลับไม่ยอมกลับมา สองพี่น้องจึงถูกลงโทษจองจำในคุก ด้วยความเสียใจพวกเขาจึงจบชีวิตของตนเองในคุก
จากนั้นพญายมจึงรับดวงวิญญาณของทั้งสองให้มาช่วยงานแต่งตั้งให้เป็นยมทูตขาวและยมทูตดำ
"นี่…นี่...เสี่ยวเฮย ข้าว่านะ…เอิ๊กกก เรารีบเก็บดวงวิญญาณให้เสร็จจะได้ไปก๊งเหล้ากันต่อ เพราะถ้าเราไปช้าละก็ เจ้าเสี่ยวหงต้องซัดเหล้าเหมาไถจนหมด ไม่ยอมเหลือให้เราแม้แต่หยดเดียวแน่ ๆ เอิ๊ก…เจ้าว่าดีหรือเปล่าล่ะ" เสี่ยวไป๋พูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ เพราะฤทธิ์เหมาไถขวดที่สิบที่เพิ่งจะแอบดื่มกันมาระหว่างทำงาน
"ดี เอิ๊ก…จัดไป" เสี่ยวเฮยพยักหน้าพร้อมกับยืนเซไปเซมาด้วยความเมา เขาดึงบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก แล้วใช้ไฟแช็กดูปองท์สีทองจุด
เปลวไฟสีส้มลุกสว่างวาบในความมืด พอบุหรี่ติดไฟจนแดงได้ที่ เสี่ยวเฮยก็เริ่มสูบบุหรี่อย่างแรงจนบุหรี่แดงวาบอย่างต่อเนื่องกลายเป็นขี้เถ้าทั้งมวนในคราเดียว แล้วเขาค่อย ๆ พ่นควันขาวออกไป
ควันขาวลอยอ้อยอิ่งเป็นกลุ่มก้อน แล้วกลายเป็นตัวอักษรโบราณแบบเสี่ยวจ้วน มีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือลอยอยู่กลางอากาศอย่างแปลกพิสดารพันลึก บ่งบอกถึงชื่อเสียงเรียงนามประวัติของวิญญาณที่พวกเขาจะมารับไป
ฉินฟง
เพศชาย
อายุสามสิบปี
ภูมิลำเนา อู่ฮั่น
ความผิด ข่มขืนนักศึกษาสาวสองคน ทุบตีพนักงานบริษัทสามคนจนบาดเจ็บสาหัส เผาร้านอาหารจนไฟลุกลามไหม้บ้านเรือนไปอีกแปดหลัง
ยืนยันตัวตนของบุคคลเสร็จ เสี่ยวเฮยจึงยกนิ้วชี้นิ้วกลางเหยียดตรงประกบกันชี้ไปข้างหน้าส่ายไหวไปมาราวกับวาดยันต์ เพื่อร่ายเวทย์เสกบ่วงล่าวิญญาณ พร้อมเล็งเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตร ด้วยฤทธิ์สุราดวงตาที่เพ่งมองจึงหรี่ปรือจนเห็นภาพซ้อน กลายเป็นร่างของฉินฟงสามสี่คน เขาสะบัดหน้าเบา ๆ เพื่อเรียกสติจากความมึนเมา
"เอ๋...คนไหนกันแน่วะเนี่ย ทำไมมีหลายคนจัง เอิ๊ก...อ๋อ ฮ่า ๆ อยู่นั่นเอง" เขาชี้นิ้วสั่งบ่วงให้พุ่งวาบออกไปคล้องวิญญาณอย่างแม่นยำ แต่แบบผิดฝาผิดตัว เพราะเสี่ยวเฮยดันไปคล้องเอาวิญญาณของฉินฟ่านมาแทน
บุรุษพยาบาลวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าทีมมีโครงหน้าสี่เหลี่ยม ตัดผมสั้นเกรียนแบบทหาร คิ้วหนา ริมฝีปากหนา ดวงตากลมโตของเขาแดงก่ำ เพราะอาการอดหลับอดนอน
งานกู้ชีพหน่วยของเขาขาดแคลนกำลังคน ทำให้เขาต้องควบเวรทำงานหลายกะจนเมียที่บ้านบ่นเป็นหมีกินผึ้งว่าเขาไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง
เขากำลังใช้มือกดเข้าที่ทรวงอก เพื่อปั๊มหัวใจช่วยชีวิตของฉินฟ่าน ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
"อย่าตายนะ เข้มแข็งไว้ ไอ้บ้าเอ๊ยฟื้นขึ้นมาสิวะ"
"หัวหน้าพอเถอะครับ ปั๊มมาตั้งนานแล้วยังไม่เจอชีพจรเลย เขาไปสบายแล้วล่ะ" รุ่นน้องห้ามปรามเขาเสียงอ่อน พวกเขาเห็นคนตายมาก็มาก แต่ก็ยังรู้สึกทำใจลำบาก
ในที่สุดหัวหน้าทีมก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยุติการช่วยชีวิตของฉินฟ่าน
"ปัดโธ่เว้ย เป็นแบบนี้ได้ยังไงวะ น่าเสียดายจริง ๆ ไม่น่าอายุสั้นเลย ยังหนุ่มยังแน่นอยู่แท้ ๆ นายจดเวลาตายเอาไว้ด้วย สามทุ่มยี่สิบเอ็ดนาที" หัวหน้าทีมส่ายหน้าพลางบอกรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาพยายามเต็มที่แล้ว แต่ไม่อาจช่วยชีวิตฉินฟ่านได้ เขาได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเศร้าสลด
คนดี ๆ ต้องมาตาย แต่ไอ้ลูกเศรษฐีชาติสุนัขที่เมายากลับดันรอด เฮ้อ สวรรค์ช่างไม่มีตาเอาเสียเลย
ฉินฟ่านประคองเขาเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกล"นี่...พี่เขยอย่าหาว่า ผมคุยโวโอ้อวดเลยนะ พี่สาวของผมเอง หุ่นเหิ่นก็แจ่มไม่เบา แถมยังเป็นคนจิตใจดีอีกต่างหาก สาว ๆ ในย่านนี้สวยสู้พี่สาวของผมไม่ได้เลยสักคน ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ พี่เขยไม่คิดจะสนใจบ้างเลยเหรอ ถ้าพี่เขยตกลงเซย์เยส เดี๋ยวผมชงเรื่องให้เอง รับรองว่าสำเร็จปิดจ๊อบในเดือนเดียว"ฉินฟ่านฟังเหลียนเฮ่อแล้ว ก็ได้แต่ยิ้ม ดูแล้วก็ไม่รู้ว่า ในหัวของเขาคิดเห็นยังไงกับเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างพี่เขยสด ๆ กับน้องเขยหมาด ๆยิ่งเรียกยิ่งชินปาก แถมพี่เขยคนนี้ไม่เพียงมีวรยุทธสูงส่งระดับเทพเซียน ยังหาเงินเก่งอีกต่างหาก ถ้าหากยังไม่รีบคว้าไว้เป็นพี่เขย ก็เอาหัวโขกเต้าหู้ ให้ตายไปเลยยังดีซะกว่า โทษฐานที่โง่งม อีแบบนี้ต้องรีบกลับไปเป่าหูพี่สาวซะหน่อยแล้วพอทั้งคู่มาถึงหน้าบ้าน"กรี๊ด!"เสียงกรี๊ดดังลั่น พร้อมเงาคนวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะเหลียนฟ่งเห็นทั้งคู่แต่ไกล คนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลก ส่วนอีกคนก็ป
หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย "โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง""แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน"เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย"ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก""คุณก็พูดเกินไป""รับรองว่าจริงจัง จริงใจ""อย่าหลอกกันนะ""ถ้าหลอกให้หยิกเลย"ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชว
เหลียนฟ่งตบอกยืนยันอย่างหนักแน่น แล้วรินเบียร์ให้ฉินฟ่าน ชวนเขาดื่มจนหมดแก้วเป็นการฉลองความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (ของเธอ) เพราะในตอนนี้เธอโมเมแล้วว่า ฉินฟ่านตอบตกลง เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"เถ้าแก่ขอเบียร์เย็น ๆ อีกสองขวดค่ะ"ทั้งสองละเลียดฟองเบียร์ช้า ๆ อย่างชื่นใจ แต่พอติดเครื่องก็เปลี่ยนเป็นยกซดแทน เบียร์ถูกสั่งมาเรื่อย ๆ กับแกล้มสามจานหมดลงอย่างรวดเร็ว"อื้ม! ปีกไก่ทอดร้านนี้อร่อยแฮะ""เถ้าแก่ขอเบียร์กับปีกไก่ทอดอีกค่ะ""เอ้า…ชน หมดแก้ว"เหลียนฟ่งส่งเสียงดังอ้อแอ้ ชวนให้ดื่มอีก หน้าแดงก่ำเพราะความเมา"พอได้แล้ว คุณเมาแล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่านะครับ เถ้าแก่คิดเงินด้วยครับ"ดื่มไปดื่มมาหมดเบียร์ไปสิบขวด ฉินฟ่านจ่ายเงิน แล้วให้เธอขี่หลังกลับบ้าน เพราะตอนนี้เธอเมาปลิ้น จนเดินไม่ไหวแล้ว"ไป้ ไปเลย" "เจ้าม้าน้อยวิ่งไปเลย เร็ว ๆ เข้า""ซาหนุกจริงจริ้ง"นี่เธอเมาจนนึกว่าเขาเป็นม้าไปแล้วหรือ เดี๋ยวก็ดึงหูซ้ายให้เลี้ยวซ้าย เดี๋ยวก็ดึงหูขวาให้เลี้ยวขวา คนที่เดินสวนมาแถวฟุตบาท ต่างพากันยกมือปิดปากขำเขาใหญ่เลย แถมเสียงของเธอดังเอะอะมาตลอดทาง"หมดแก้ว หมดแก้ว ฮ่า ๆ" จู่ ๆ เธอ
หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย "โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง"เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย"แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน""ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก""คุณก็พูดเกินไป""รับรองว่าจริงจัง จริงใจ""อย่าหลอกกันนะ""ถ้าหลอกให้หยิกเลย"ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชว





