LOGIN
ครืน!
เปรี๊ยง!!
ซ่า!!! ครืน!!
“ฉุกเฉินๆ มีใครได้ยินผมมั้ย ดราก้อน เอฟทูซีโร่ เกิดเหตุฉุกเฉิน!!!”
เปรี้ยง!!!!
“บ้าเอ้ย!!!!!”
วี๊ดดดดด!!!! วื๊ดดดดด!!!!
สายฝนที่โปรยปรายราวกับห่ากระสุน รวมทั้งเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาดังเปรี๊ยง เมฆดำทะมึนรายล้อม แสงแลบแปล๊บปลาบ เครื่องบินลำเล็กสั่นไหว เขาพยายามบังคับคันบังคับให้หลบหลีกก้อนเมฆที่ดำทะมึนอยู่เบื้องหน้า เหงื่อกาฬของเขาแตกพลั่ก ในขณะที่สายตาคมเหลือบมองไปยังหน้าจอมอนิเตอร์อันแสดงถึงสถานะระดับเพดานการบินที่ลดต่ำวูบอย่างน่าใจหาย
ตอนนี้ระดับเพดานการบินของเขาเริ่มลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเกร็งไปหมดทั้งร่างเพื่อบังคับโยกส่ายเครื่องบินลำเล็กที่บัดนี้ส่ายไปมาทั้งยังเสียงที่ดังเปรี้ยงปร้างและแสงที่สาดเป็นลำยาวอยู่แปล็บปลาบ จนในที่สุด เครื่องบินลำเล็กก็สั่นไหวทั้งลำ ก่อนจะลดฮวบลงในลักษณะทิ้งดิ่ง
เขาพยายามดึงคันบังคับขึ้น เพื่อประคองเครื่องบินลำเล็กให้ราบขนานให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดเขาก็ฝ่าพายุเมฆฝนออกมาได้ แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อสายตาคมปะทะเข้ากับยอดไม้อันเขียวขจีและรกทึบ เขาพยายามที่จะดึงคันบังคับขึ้นอีกครั้งแต่ช้าไปเสียแล้ว
สวบ!!!
โครม!!!!
ส่วนหัวและปีกของเครื่องบินไถลครูดระไปกับยอดไม้อันหนาทึบ บวกกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นระยะห่างของยอดไม้และตัวเครื่องบินได้ ความรู้สึกสุดท้ายของเขาคือแรงปะทะของตัวเครื่องและยอดไม้ที่เห็นในระยะประชิด
ชายหนุ่มได้แต่หลับตาภาวนาถึงพ่อแก้วแม่แก้วเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยลูกด้วยเถิด ถ้ารอดไปได้ลูกจะแต่งงานกับผู้หญิงคนแรกที่ลูกเจอ!!!!
คิดได้แค่นั้น แล้วสติสัมปะชัญญะของเขาก็ดับวูบลง
ครืน!!!
เปรี๊ยง!!
ซ่าๆๆ!!!!
“โห!!! ฝนตกหนักเลย…ไม่มีเค้าว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้เลยนะเนี้ย สงสัยฝนหลงฤดู ต้นไม้ที่ลงไว้คงไม่โดนน้ำเซาะไปหมดแล้วนะ”
ม่อนดอยกอดกระชับเสื้อคลุม พลางรินน้ำชาจากกาใบเล็กใส่ถ้วย ยกขึ้นเป่าเบาๆเพื่อไล่ความร้อน ควันสีขาวลอยเอื่อยปะทะจมูกโด่งรั้น
“อืม…ชาดอกแก้วนี่หอมที่สุดเลย”
หญิงสาวรำพึงออกมาเบาๆพลางสูดกลิ่นหอมของชาดอกแก้วที่ร่างบางได้ทำไว้ ก่อนจะจิบช้าๆ กลิ่นชาผสมกับกลิ่นดอกแก้วหอมเย็นผสมกับเสียงสายฝนที่ตกกระทบกับหลังคาที่ทำจากหญ้าคาเสียงดังปุๆฟังดูรื่นหู
“คุณม่อนครับ คุณม่อนอยู่มั้ยครับ!!”
เสียงเรียกดังมาจากหน้าประตูไม้
คิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางชะโงกหน้าออกไปยังนอกหน้าต่าง มองไปยังที่มาของเสียง
“ใครน่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวส่งเสียงออกไป พลางเดินมาเปิดประตูไม้ชะโงกหน้าลงไปจากบ้านไม้ใต้ทุนสูงของตนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
“ผมเองครับ อาซือ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับคุณม่อน”
ชายร่างเล็กวัยกลางคนแต่ดูท่าทางปราดเปรียวในชุดเสื้อกันฝนตัวยาวเอ่ยบอกออกมาน้ำเสียงกระหืดกระหอบ
ร่างบางขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ม่อนดอยไม่รอช้ารีบหยิบร่มขึ้นมากางออกรีบเปิดประตูเดินลงมาจากเรือนไม้ใต้ทุนสูงของตนตรงดิ่งไปเปิดประตูรั้วให้กับผู้มาเยือน
อาซือ ผู้นำหมู่บ้านยืนหายใจหอบถี่ก่อนจะละล่ำละลักบอกเมื่อเห็นหญิงสาวเจ้าของบ้านออกมาเปิดประตูรั้ว
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ มีเครื่องบินเล็กบินมาตกอยู่ในหุบเขาท้ายหมู่บ้านของเราครับ”
“แล้วมีใครเป็นอะไรมั้ย รอดหรือเปล่า”
ม่อนดอยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจ
“มีนักบินแค่คนเดียวครับ ชาวบ้านที่ไปหาของป่าแถวนั้นเห็นเลยช่วยเอาไว้ได้ ตอนนี้คนเจ็บชาวบ้านกำลังพาใส่แคร่ลงเขามาครับ ผมเลยรีบมาบอกคุณม่อนก่อน เผื่อจะได้เตรียมตัวรับคนเจ็บ ประเดี๋ยวก็คงถึง”
ม่อนดอยเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบตรงขึ้นบ้านไปอย่างรวดเร็ว ตามติดมาด้วยอาซือผู้นำหมู่บ้าน
“อาซือเห็นคนเจ็บมั้ย เบื้องต้นมีอาการยังไงบ้าง มีสติหรือเปล่า บาดแผลภายนอกล่ะ”
ม่อนดอยซักในขณะที่มือก็กุลีกุจอจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงที่นอนสำหรับผู้ป่วย ซึ่งภายในบ้านไม้ใต้ทุนสูงหลังเล็กนี้จัดแบ่งเป็นสัดส่วนทางด้านปีกซ้ายของบ้านเป็นโถงขนาดกลาง มีอุปกรณ์สำหรับรักษาคนไข้เบื้องต้นอยู่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเตียงสำหรับคนไข้ เคาเตอร์วางของ ตู้เก็บยาต่างๆ รวมไปถึงถังอ๊อกซิเจนขนาดกลาง ไฟฉุกเฉิน รวมไปถึงเสาน้ำเกลือ
“เห็นครับ คนเจ็บหมดสติ ส่วนบาดแผลเหมือนจะมีนะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าตรงส่วนใหน เลือดออกไม่เยอะครับ”
อาซือผู้นำหมู่บ้านรายงานตามที่ตนได้เห็นมา ก่อนจะรีบกุลีกุจอช่วยร่างบางปูผ้าพลาสติกผืนใหญ่ลงบนเตียงคนไข้
“คุณม่อนครับ คนเจ็บมาแล้วครับ!!!!”
เสียงตะโกนเรียกดังแทรกสายฝนดังขึ้นมาจนถึงบนบ้าน พร้อมทั้งเสียงของคนหลายคนดังจ่อกแจกตามมา เสียงฝีเท้าดังก้อง
“พาขึ้นมาเลย เร็ว!!”
ม่อนดอยตะโกนบอกออกไปอย่างไม่รอช้า ในขณะที่เจ้าตัวดึงถุงมือให้แนบชิดกับมือเล็กอย่างเตรียมพร้อม
ชายฉกรรจ์หกคนหามแคร่ไม้ไผ่ที่มีร่างของชายหนุ่มที่ถูกเชือกมัดติดกับไม้ไผ่เพื่อกันการเลื่อนหลุดและขยับเขยื่อนของร่างที่ไร้สติขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง
ก่อนจะวางแคร่ไม้ไผ่ลง ยืนรีรอคำสั่งจากร่างบาง
ม่อนดอยมองปราดเพื่อประเมินร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของเหล่าคนพามา โดยมีการนำไม้ไผ่ผ่าซีกมามัดกับตัวและแขนขาของคนเจ็บเพื่อกันการเคลื่อนในกรณีที่คนเจ็บเกิดอาการกระดูกหัก ทั้งยังนำเชือกมัดกับแคร่เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดล๊อกตัวคนเจ็บไม่ให้มีการขยับหรือเคลื่อนไหวน้อยที่สุด รวมไปถึงปลอดภัยจากการเคลื่อนย้ายที่พื้นที่ค่อนข้างลาดชันบางแห่งเป็นเนินสูงต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทางและเคลื่อนย้ายเป็นอย่างมาก
"คุณ..นี่มันก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เป็นผัวเมียกันจริงๆเสียทีอ่ะ"ขุนเขาเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้าหาหญิงสาวที่นอนเล่นอ่านหนังสืออยู่บนพรมผืนใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตาผิงมากนัก อากาศข้างนอกเริ่มหนาวยิ่งกลางคืนแบบนี้ยิ่งหนาวสะท้าน ถ้าไม่มีเตาผิงตั้งอยู่กลางบ้านแบบนี้ มันคือภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ กลางคืนอากาศหนาวแต่ละครัวเรือนจะนำฝูกที่นอนมานอนเรียงรายกันรอบเตาสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน พอตอนเช้าก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย เอากาน้ำร้อนมาต้ม ดื่มชาร้อนๆ บ้านไหนมีเด็กน้อยก็จะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนแผ่ออกเอามาย่างกลายเป็นข้าวจี่กินร้อนๆ พอได้อิ่มท้อง"สองอาทิตย์ที่ไหนกันอ่ะคุณ ฉันว่าฉันพึ่งตัดไหมให้คุณไปเมื่อวันก่อนเองนะ แผลยังไม่หายดีหรอก เป็นเดือนนู้นกว่าจะหายสนิทอ่ะ"ม่อนดอยพยายามเฉไฉทำทีนอนคว่ำอ่านหนังสือต่อ พลางกระเถิบถอยหนีร่างสูงที่บัดนีัเข้ามานอนเบียดจนหญิงสาวได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่โชยเข้าจมูกทำให้ใจดวงน้อยเต้นตึกตักเหมือนจะหลุดออกมาจากอก"อุ้ย! คุณขุน ปล่อยนะ จะเอาหนังสือฉันไป
"คุณม่อน จะเอาออกจริงๆ เหรอ"ขุนเขาสบตาร่างบางละห้อย น้ำเสียงเหมือนคนที่ไร้เรี้ยวแรง ท้อแท้และหมดหวังสุดๆ"คุณจะเก็บไว้ก็ได้นะ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมมีอะไรด้วย เด็ดขาด!"ม่อนดอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับใช้ทางการแพทย์พร้อมกับดีดเสียงดังเพี๊ยะ! ๆ เหมือนราวกับว่ากำลังข่มขวัญชายหนุ่มอยู่ในที แต่จริงๆแล้วดึงให้มันกระชับแนบกับมือเล็กเรียวเท่านั้นเองแต่เสียงนั้นและน้ำเสียงข่มขู่ของหญิงสาว กลับทำให้ขุนเขาขนลุกซู่ขุนเขายันตัวลุกขึ้นมองหญิงสาวอย่างหวาดๆ ในขณะที่ม่อนดอย เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่มซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยค่อนไปด้านล่างตรงจุดยุทธศาสตร์ที่หญิงสาวต้องจัดการทันที โดยมีฉากผ้าสีเขียวกั้นไว้ช่วงระหว่างเอว เพื่อปิดไม่ให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้เห็นสิ่งที่หมอกระทำหัถการนั้นเองขุนเขาหลับตาปี๋เมื่อรับรู้ถึงเข็มที่แทงเข้าตรงส่วนสงวน รู้สึกปวดหนึบเมื่อเข็มปลายเล็กแหลมทิ่มแทงและรู้สึกเจ็บลึกเมื่อหญิงสาวดันสลิ้งบรรจุยาเริ่มเข้าสู่ลำลิงค์ใหญ่ที่บัดนี้อ่อนระทวยหมดเรี่ยวแรงเหมือนดั
ขุนเขาตะโกนออกมาอย่างลิงโลด พร้อมทั้งโอบรัดร่างเล็กบางนั้นแน่น"เรารักกันแล้ว งั้นกลับเข้าไปต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่านะ ผมอยากมีลูกหลายๆคน จะได้ไม่เหงา"ชายหนุ่มทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปข้างในที่พักที่ทั้งสองพึ่งออกมาไม่นาน แต่ม่อนดอยขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ร่างสูงอุ้มแต่โดยดี ทั้งยังดันร่างสูงออกห่าง"ฉันบอกแล้วไงคะว่า ถ้าคุณไม่เอาแอสแซสรอรี่ หรือเครื่องประดับที่คุณฝังอยู่ออก ฉันไม่มีวันยอมมีอะไรกับคุณแน่"ม่อนดอยบอกเสียงแข็ง นั้นทำเอาขุนเขาชะงักงัน ก่อนจะทำหน้าสลด มองหญิงสาวด้วยสายตาวิงวอนสุดฤิทธิ์"ม่อนอ่ะ...ทำไมใจร้าย...ลองก่อนไม่ได้เหรอ ลองใช้ดูก่อนถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก นะ..."ร่างสูงโอดครวญ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแอบวางยาสลบ แล้วเอามันออกให้เอง หึหึ"หญิงสาวหัวเราะหึหึออกมาอย่างหมายมาด ขุนเขาหลุบตามองเป้ากางเกงของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก สงสัยงานนี้คงต้องบอกลาเจ้ามุกเก้าเม็ดนี่จริงๆเสียแล้ว เพื่อเมียอันเป็นที่รัก เอาว่ะ ถึงจ
คำตอบที่ค่อนข้างยียวนนั้นกวนประสาทของเขาได้ไม่เบาเลยขุนเขาถอนหายใจ พยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด"คุณม่อน คุณเป็นเมียผมนะ เมียไม่รอผัวออกจากโรงพยาบาลนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ""ฮึ! คุณก็ให้คนที่เป็นเมียคุณจริงๆ รอสิ ฉันไม่ใช่เมียคุณจริงๆซะหน่อย มันก็แค่ละครที่คุณสร้างมันขึ้นมา ฉันไม่โทษคุณหรอกนะ ผิดที่ฉันโง่เองต่างหากที่รู้ไม่เท่าทันคุณ เป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณหลอกใช้มาตลอด"ท้ายประโยคมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด"คุณพูดเรื่องอะไรน่ะม่อน ใครหลอกใช้ใคร นี่ผมงงไปหมดแล้ว"ขุนเขาเอ่ย พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว ก่อนจะจับร่างบางให้หันหน้ามาคุยกัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส"คุณไง คุณหลอกใช้ฉันมาตลอด หลอกให้ฉันแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่จะแก้แค้นอาของคุณกับคุณพิซซิล่า"ในที่สุดม่อนดอยก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาและมันอัดอั้นอยู่ในใจตลอดระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา"แก้แค้น? ผมนี่นะ! คุณ
ไม่พูดเปล่าร่างสูงที่ยังคงอุ้มร่างบางไว้ใช้เท้าดีดประตูให้ปิดลงโดยไม่สนใจคุณหมอผู้กองหนุ่มที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง ก้าวเท้าออกห่างประตูแทบไม่ทันเกือบโดนประตูที่ปิดลงกระทันหันนั้นกระแทกเข้าหน้า พลางทำท่าจะตะโกนถามออกไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนาของใครคนหนึ่งมาดึงมือของเขาให้เดินออกมาไกลจากประตู"ปล่อยเขาสองคนไว้เถอะครับ ยังไงเราก็คนนอก ให้เวลาเขาหน่อย ผู้กองไปชิมน้ำหมักชาวดอยกับผมดีกว่า พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับค่ายกันแล้ว ผู้ใหญ่กับพวกชาวบ้านเค้าจัดสำรับ เปิดไหรอพวกเราอยู่ที่ศาลาหมู่บ้านแล้วครับ"หมวดชัชชายเอ่ย พลางถือวิสาสะตบบ่าคุณหมอผู้กองหนุ่มเบาๆ"ว่าแต่จะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นนะครับ ผมเป็นห่วงคุณม่อนจังเลยครับหมวด"ผู้กองคีรินทร์ยังมิวายที่จะหันไปมองบ้านพักที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้"โอ้ย! ไม่เกิดอะไรร้ายแรงหรอกครับ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน อาจจะมีปัญหากันบ้างระหองระแหงตามประสาลิ้นกับฟัน ต้องให้โอกาสเขาปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย ขี้คร้านพรุ่งนี้
ด้วยอารมณ์โทสะที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ชายหนุ่มกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนเรียวปากอิ่มเล็กนั้นจนเกือบเป็นกระแทก ทั้งยังบดเบียดแผงอกกว้างเข้ากับหน้าอกหยุ่นๆที่มีเพียงผ้ากระโจมอกเปียกชื้นกั้นกลาง มือแข็งสอดประคองลำคอเรียวเล็กจับตรึงไม่ให้หญิงสาวได้มีโอกาสเบือนหน้าหนีจุมพิศอันเร่าร้อนไปด้วยแรงโทสะอีกมือข้างที่ว่างขยี้ขยำประทุมถันก้อนกลมทั้งยังดึงรั้งผ้าถุงเปียกชื้นนั้นออกเพื่อสัมผัสกับเนื้อแท้ของสองเต้าที่เด้งสู้มือ บี้บดขยี้เม็ดติ่งสีชมพูชูชันม่อนดอยเบิกตากว้าง เกิดอาการไหววูบ เมื่อริมฝีปากร้อนๆ กดกระแทกจุมพิตกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นนุ่ม ชอนไชเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนของเธอเบาๆ ก่อนจะดูดกลืนตวัดลิ้นร้อนรัวไล้ทั่วปลายลิ้นของเธออีก ส่งให้กระแสความวาบหวามแล่นพล่านจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว จูบครั้งนี้ไม่เหมือนกับจูบครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้ว จูบของเขาคราวนี้ราวกับจะสูบวิญญาณออกไปจากตัวเธอขุนเขายังคงไล้ริมฝีปากของเขาไปตามใบหน้านวล เลื่อนต่ำลง พรมจูบไปทั่วลำคอเรียวระหง ขบเม้มจนเธอขนลุกเกรียว ม่อนดอยแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าของขุนเ







