Alle Kapitel von เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ: Kapitel 561 – Kapitel 570

653 Kapitel

บทที่ 561

ภาพที่อนาถที่สุดในใต้หล้า คงไม่มีสิ่งใดเกินกว่าการที่นางต้องทนลืมตาดูตนเองถูกตัดแขนขาแล้วยัดลงในไหหรอกกระมังเมื่อเห็นนางวางตัวสำรวมถึงเพียงนี้ ทั้งที่อายุเพียงสิบหกปี เยาว์กว่าเขาร่วมหกปี เหตุใดจึงดูเคร่งครัดระเบียบวินัยนักเขาจำได้ว่าไม่เคยบังคับข่มเหงฮูหยินของตน ทั้งไม่เคยหน่วงเหนี่ยวรั้งน้ำใจนางไว้มิใช่หรือ?ในทางกลับกัน ควรกล่าวว่าเขาเลี้ยงดูนางมาอย่างดีเสียด้วยซ้ำเขาสั่งสอนนางหลายสิ่ง มอบเกียรติยศและความมั่งคั่งที่ควรมีให้ ในฐานะสามีเขายังเคยพานางเข้าออกหอหนานเฟิงถึงเพียงนี้แล้ว ยังมิอาจกล่อมเกลาให้นางเผยนิสัยเยี่ยงดรุณีแรกรุ่นออกมาได้อีกหรือ?จริงอยู่ที่ตระกูลเย่ต้องการนายหญิงที่สามารถจัดการธุระน้อยใหญ่ได้ แต่นายหญิงก็มิได้หมายความว่าจะต้องสำรวมสุขุมยามอยู่ต่อหน้าเขาเสมอไป“อยากดูหรือไม่?” เขาเอ่ยถามขึ้นทันควันเมื่อเห็นท่าทางตะลึงงันของฮูหยิน ความเจ็บปวดจากการขับพิษเมื่อครู่ ดูเหมือนจะมลายหายไปเกินครึ่งในพริบตาแม่นางน้อยผู้นี้ มีส่วนที่น่าเอ็นดูอยู่บ้างอืม ถึงแม้จะพยายามวางท่าสำรวมเพียงใด ก็ยังดูน่ารักนักเซวียหว่านอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในใจเต็มไปด้วยความลังเล
Mehr lesen

บทที่ 562

กลางเดือนห้า คณะเดินทางล้วนกลับคืนสู่เมืองหลวงเพียงเพราะองค์ชายหลายพระองค์กำลังจะทยอยจัดงานมงคลสมรสสำหรับงานมงคลขององค์ชายรองนั้น สองสามีภรรยามิได้มีความสนใจแม้แต่น้อยแต่เนื่องจากเซี่ยเจี้ยงกำลังจะแต่งหลิวอวิ้นเอ๋อร์เข้าเรือน เซวียหว่านอี้จึงนึกอยากกลับไปชมเรื่องสนุกเรื่องสนุกที่มีเซวียหมิงเยว่เข้าไปร่วมวงด้วยวันรุ่งขึ้นหลังจากเดินทางมาถึงเมืองหลวง เย่จั๋วก็เดินทางไปรับการรักษาต่อที่เรือนพักชานเมืองเมื่อเซวียหมิงเฟยล่วงรู้ว่านางกลับมาแล้ว จึงพาสาวใช้มาเยี่ยมเยียนถึงในจวน“ทางนั้นตั้งครรภ์แล้ว”สีหน้าของนางดูซับซ้อนอยู่บ้าง กระทั่งยามมองเซวียหว่านอี้ก็ยังรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่หลายส่วน“ผู้ใดหรือ?” เซวียหว่านอี้เอ่ยถาม“อนุที่รับเข้ามาตอนอยู่เมืองผิงเจียงผู้นั้น” น้ำเสียงของนางเจือความเคียดแค้น “ชิวฉานช่างเป็นคนไร้ประโยชน์เสียจริง”เซวียหว่านอี้มิได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพียงเอ่ยเสียงเรียบว่า “เจ้าเป็นผู้รับอนุให้เขาเอง แล้วยังจะไปกะเกณฑ์ได้อีกหรือว่าเขาจะค้างแรมที่เรือนของผู้ใด?”อย่าว่าแต่อยู่ห่างไกลกันนับพันลี้เลย ต่อให้อยู่ในเมืองหลวง ภายใต้สายตาของเซวียหมิงเฟย หากเขาคิด
Mehr lesen

บทที่ 563

จะว่าไปแล้ว เหตุผลนี้ก็นับว่าฟังขึ้นมิใช่น้อยยามนี้ตระกูลเย่เหลือเพียงเย่จั๋วคนเดียวเท่านั้น หากคนผู้นี้เกิดเรื่องจนสิ้นชีพไป ตระกูลเย่คงต้องสิ้นผู้สืบสกุลเป็นแน่สิ้นไปเสียได้ก็ดีชาติก่อนตนเองต้องตายอย่างอเนจอนาถนัก คิดจริง ๆ หรือว่านางจะเป็นคนจิตใจดีจนลืมเลือนความเจ็บปวดเช่นนั้นได้?นางปรารถนาให้เย่จั๋วตายตกไปเสียทุกเมื่อด้วยซ้ำ“เซวียหมิงเยว่ถูกขับไปอยู่เรือนพักชานเมืองหลวงแล้ว แม้แต่บุตรก็ถูกส่งตัวไป เห็นว่าที่เรือนพักแห่งนั้นมีคนเฝ้ายามอย่างแน่นหนาทั้งกลางวันและกลางคืน”เซวียหมิงเฟยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของสองพี่น้อง เปลี่ยนไปพูดถึงอีกคนแทน“ได้ยินว่าองค์ชายรองไม่ต้องการให้นางขวางหูขวางตาว่าที่พระชายาอ๋องอัน แต่ว่า...”นางลดเสียงต่ำลงพลางกล่าวว่า “ได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้พระชายาอ๋องอันร่างกายบาดเจ็บ การจะมีบุตรอาจเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง แต่ทางหมอหลวงก็มิได้กล่าวตัดรอนเสียทีเดียว สองเดือนมานี้ยังคงช่วยปรับธาตุในกายอยู่ตลอด คงต้องดูวาสนาของพระชายาและท่านอ๋องอันแล้ว”“อาจเป็นเพราะเหตุนี้ด้วย” เซวียหมิงเฟยกล่าว “จึงได้ส่งตัวเซวียหมิงเยว่ออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พระชายาอ๋องอันเห็น
Mehr lesen

บทที่ 564

“เจ้าช่างน่าชังนัก”จู่ ๆ เซวียหมิงเฟยก็โพล่งประโยคนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเซวียหว่านอี้คร้านแม้แต่จะปรายตาจ้องมองนางอันที่จริง จะโทษว่าเซวียหมิงเฟยเก็บอาการไม่อยู่ก็มิได้นางย่อมรู้ดีว่าเรือนชุ่ยเวยคือเรือนพักของนายหญิงแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง ชาติก่อนเรือนแห่งนี้มีแม่นมเฉินคอยดูแลจัดการมาโดยตลอด นางจึงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ชุ่ยเวย มีความหมายโดยนัยหมายถึงขุนเขาเขียวขจีห้าสีหลักได้แก่ เขียว แดง เหลือง ขาว และดำ สตรีเมื่อแต่งงานล้วนสวมชุดแต่งงานสีเขียว เข้าคู่กับชุดแต่งงานสีแดงของบุรุษความหมายแฝงนั้นชัดเจนยิ่งนัก ชุดแต่งงานสีแดงบ่งบอกถึงความหวังให้บุรุษได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางใหญ่โต และมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ส่วนชุดเจ้าสาวสีเขียวนั้นเป็นตัวแทนของพลังแห่งชีวิตอันเปี่ยมล้นและคำอวยพรอีกทั้งคำว่าชุ่ยเวย ยังหมายถึงไหล่เขาที่ยังไม่ถึงยอดเขานับว่าเป็นการแสดงออกอย่างนัย ๆ ถึงสถานะของตระกูลเย่และนายหญิงแห่งตระกูลเย่แท้จริงแล้ว หากพิจารณาจากฐานะของเจ้าของจวนคนแรกแห่งนี้ ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งกว่านั่นคืออ๋องผู้สำเร็จราชการในช่วงปลายราชวงศ์ก่อนไม่ว่าจะกล
Mehr lesen

บทที่ 565

“สามีของเจ้าอยู่ในจวนหรือไม่?”นางเชิดหน้าขึ้นพลางเปลี่ยนเรื่องสนทนา“สองสามวันนี้เขามิได้อยู่” เซวียหว่านอี้กล่าว “เจ้าอยู่รับมื้อเที่ยงได้ ทว่ารับมื้อเที่ยงเสร็จแล้วก็จงกลับไปเสีย ข้าต้องการพักผ่อน”เซวียหมิงเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่าความกรุ่นโกรธกลับมลายหายไปเพราะประโยคครึ่งหลังของอีกฝ่าย“ได้ ๆ ๆ” นางพยักหน้ารับ “มื้อเที่ยงพวกเราจะกินสิ่งใดกันดี?”“อาหารตามปกติทั่วไป” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ช่วงที่เดินทางไปข้างนอก ข้าซื้อของขึ้นชื่อพื้นเมืองมาฝากเจ้าด้วย ขากลับก็นำติดมือไปเถิด หรือหากจะรบกวนให้เจ้าแวะเวียนไปที่ตระกูลเซวียสักคราเพื่อนำของไปส่งให้ข้าด้วย”เซวียหมิงเฟยมิได้ใส่ใจอันใดนัก ถือโอกาสแวะไปตระกูลเซวียเพื่อขอคำชี้แนะจากพี่สะใภ้เรื่องการตั้งครรภ์และดูแลหลังคลอดบุตร จากนั้นค่อยอยู่รั้งใช้มื้อค่ำเสียเลยเพียงแต่…“เจ้าจากเมืองหลวงไปร่วมสองเดือน กลับมาแล้วไม่คิดจะแวะเวียนไปสักหน่อยหรือ?” เช่นนี้ออกจะห่างเหินกันเกินไปแล้วทว่าเซวียหว่านอี้ยังคงท่าทีสงบนิ่ง “หากเจ้ามิได้แล่นมาหาข้าที่จวนเจิ้นกั๋วกง ข้าก็คงมิไปตามหาเจ้าเช่นกัน”“ข้าถูกละเลยมาถึงสิบห้าปี...” นางจ้องมองสตรีตรงหน้
Mehr lesen

บทที่ 566

“เจ้าควรจะเข้าใจ หากไร้ตระกูลเดิมคอยหนุนหลัง สตรีบนโลกนี้ย่อมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่ง”เซวียหมิงเฟยรับรู้ ทว่ามิอาจทำความเข้าใจได้จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้นางใช้ชีวิตในตระกูลเซวียได้ไม่ดีนัก ทว่าก็ยังดีกว่าบุตรหลานของผู้อื่นอีกมากมายนักแม้จะละเลยนางไปบ้าง แต่ก็มิได้ทารุณกรรมนางทั้งทางวาจาและการกระทำยิ่งไปกว่านั้นนั่นยังเป็นบิดามารดาบังเกิดเกล้า ในฐานะบุตรธิดา จะตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งปวงได้อย่างแท้จริงหรือหากคนนอกล่วงรู้ จะถูกคนเขานินทาว่าร้ายลับหลังเพียงไร“ลำบากก็ลำบากเถิด อย่างมากก็แค่ตาย” เซวียหว่านอี้ปลงตกแล้วแม้จะยากแค้นเพียงใด อย่างน้อยชาตินี้นางก็สามารถกุมชะตาชีวิตของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงนำปิ่นแทงเข้าที่กลางอก รอจนเลือดไหลรินจนหมดสิ้น ย่อมตายอย่างสงบสุขเมื่อเทียบกับชาติก่อนแล้ว นับว่าสบายยิ่งนักทว่าวาจานี้ กลับทำให้เซวียหมิงเฟยรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้างดูเหมือนนางจะมองเรื่องความเป็นความตายเป็นสิ่งว่างเปล่า ถึงขั้นมิได้เกรงกลัวต่อความตายเลยแม้แต่น้อยสตรีที่อาภัพกว่านางยังมีอีกมาก ดูอย่างบุตรสาวของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากที่บ้านยากแค้น ก็จะถูกขายไปเป็นทาสรั
Mehr lesen

บทที่ 567

ของขึ้นชื่อจากแต่ละท้องถิ่น แทบจะสามารถพบเห็นได้ทั้งหมดเดินทางไปต่างถิ่นยังคงนึกถึงบิดามารดา แม้จะมิได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนถึงจวน แต่นั่นก็เป็นเพราะสามีเป็นคนใกล้ตาย มิอาจห่างกายภรรยาได้มิใช่หรือถึงอย่างไรก็เป็นบุตรสาวที่แต่งออกไปแล้ว เมื่อน้ำใจส่งมาถึง บิดามารดาก็รับรู้ได้ เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้วฮูหยินเจียงเองก็เกลี้ยกล่อมตนเองจนรู้สึกว่าบุตรสาวเป็นคนกตัญญูจากนั้นจึงยิ้มแย้มเอ่ยเรียกฉินเยว่ชิง ทั้งสามคนเริ่มแกะของขวัญด้วยกัน“นางได้นำมาฝากเจ้าด้วยหรือไม่?” ฮูหยินเจียงเอ่ยถามเซวียหมิงเฟยกล่าวว่า “นำผ้าจากเมืองหลิงสุ่ยแห่งยงโจวมาฝากเจ้าค่ะ ท่านแม่และพี่สะใภ้ก็มีเช่นกัน สีสันล้วนคล้ายคลึงกัน ข้าสุ่มหยิบมาเพียงสองพับ มิได้ขนลงมาทั้งหมด”“โธ่” ฉินเยว่ชิงมองดูพับผ้าแล้วลองลูบคลำพบว่าค่อนข้างแข็งกระด้าง อย่างน้อยหากเทียบกับผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองหลวง ความอ่อนนุ่มนั้นถือว่าห่างไกลกันคนละระดับ “ผ้าเช่นนี้เหมาะจะนำมาตัดเสื้อผ้าหรือ?”ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ผ้านี้มิได้มีไว้สำหรับตัดเสื้อผ้าหรอก อากาศในฤดูร้อนนั้นค่อนข้างอบอ้าว ผ้าชนิดนี้นำมาทำเป็นผ้าปูที่นอนจะระบายอากาศได้ดีเยี
Mehr lesen

บทที่ 568

วันเวลาบนเทียบเชิญทั้งสองฉบับมิได้กระชั้นชิดนัก ยังพอมีเวลาให้ค่อยเป็นค่อยไปเตรียมการได้หากดูจากเวลา เย่จั๋วล้วนพำนักอยู่ในจวนหากเขาไม่อยู่ นางสามารถใช้ฐานะของเย่จั๋วเพื่อตอบปฏิเสธไปได้ต่อให้เป็นจวนฉินกั๋วกง ก็คงมิอาจกล่าววาจาใดได้ส่วนองค์หญิงนั้นย่อมล่วงรู้ถึงอาการของเย่จั๋วดี จึงไม่มีทางขุ่นเคืองเช่นเดียวกัน“ฮูหยิน คุณชายให้คนส่งผักผลไม้ตามฤดูกาลมาจากบ้านไร่ขอรับ” เย่ผิงเดินเข้ามา ยิ้มกล่าว “มีตั้งหลายตะกร้าใหญ่เชียวขอรับ”เซวียหว่านอี้หยัดกายลุกขึ้น “อยู่ที่ใดหรือ?”“ทางโรงครัวขอรับ เจินจูล่วงหน้าไปแล้ว อีกประเดี๋ยวคงแบ่งส่วนหนึ่งมาไว้ที่ครัวเล็ก”เย่ผิงยิ้มกล่าว “ฮูหยินต้องการส่งไปให้จวนอื่นบ้างหรือไม่ขอรับ?”“อืม!” นางพยักหน้ารับ “ไปดูเสียหน่อยว่ามีสิ่งใดบ้าง แล้วค่อยให้ท่านหมอประจำจวนไปตรวจดูว่าของสิ่งใดที่สตรีมีครรภ์กินได้ ค่อยส่งไปให้เซวียหมิงเฟยส่วนหนึ่ง และส่งไปให้ตระกูลเซวียอีกส่วนหนึ่ง”เย่ผิงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นจวนองค์หญิงกับตระกูลเจียงเล่าขอรับ?”ผู้หนึ่งมีความสนิทสนมส่วนตัวกับนางเป็นอย่างดี ส่วนอีกจวนก็คือครอบครัวฝั่งมารดาของนาง“องค์หญิงตั้งครรภ์ พวกเร
Mehr lesen

บทที่ 569

อวิ๋นหนิงเยียนแต่งให้แก่บุตรชายคนโตที่เกิดจากอนุของตระกูลหลี่ว์ ทว่าหลี่ว์เจิงผู้เป็นสามีกลับมีความสามารถไม่น้อย บัดนี้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาในค่ายทหารรักษาเมืองหลวงแถบชานเมือง ทั้งยังเคยเข้าร่วมศึกหนานหยวนและสร้างความดีความชอบเอาไว้แม้มิได้มีอัครมหาเสนาบดีขวาคอยช่วยเหลือ ก็ยังอาศัยกำลังของตนเองสร้างรากฐานครอบครัวขึ้นมาได้“แต่เป็นดั่งที่ภายนอกลือกันหรือไม่ ว่านางกับฮูหยินจูนั้นไม่ถูกกันลับหลัง?” องค์หญิงเอ่ยถามอวิ๋นหนิงเยียนส่ายหน้า “นิสัยของแม่สามีค่อนข้างแข็งกร้าวอยู่บ้าง ทว่ามิใช่คนโหดร้าย งานมงคลของนางล้วนเป็นแม่สามีที่คอยวิ่งวุ่นจัดการให้ อีกทั้งสินเดิมของแม่สามีคนก่อน ก็ปล่อยให้นางนำติดตัวไปจนหมดสิ้นมิให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย”เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อวิ๋นหนิงเยียนจึงกล่าวต่อ “นางอยากหย่าร้าง แม่สามีเคยแจกแจงผลดีผลเสียให้นางฟัง ทั้งยังเคยขัดขวาง แต่นางกลับไม่ยอมรับความหวังดีของแม่สามี เพียงรู้สึกว่านั่นเป็นการบีบบังคับให้นางต้องกลืนกินความอัปยศ และคิดว่าแม่สามีมิได้ใส่ใจบุตรีที่ฮูหยินคนก่อนทิ้งเอาไว้เลย”องค์หญิงพยักหน้า “อันที่จริง ในเมืองหลวงมีตระกูลที่อยากเกี่ยวดอง
Mehr lesen

บทที่ 570

“นางก็ช่างกระไรเสียจริง” หลี่มู่อวี๋เอ่ยปาก น้ำเสียงเจือแววเย็นชาทว่ากังวานใส“อายุก็ปูนนี้แล้ว ยังต้องมาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อลูกหลานอีก”เมื่อก่อนไม่กระจ่างแจ้ง ทราบเพียงว่าองค์หญิงใหญ่นั้นมีอำนาจล้นฟ้าในจิงโจวทว่าบัดนี้คนตระกูลมู่ทั้งตระกูลล้วนพำนักอยู่ในเมืองหลวง เมื่อได้คลุกคลีแล้วจึงพบว่า คนในครอบครัวนี้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงนั้นมีน้อยจนนับหัวได้หวังพึ่งพาคนเพียงหยิบมือเพื่อค้ำจุนตระกูลมู่ที่มีผู้คนนับร้อย ความยากลำบากนั้นย่อมจินตนาการได้มิยากต่อให้มีความสามารถ ทว่าก็มิได้สูงส่งเสียจนผู้อื่นต้องยอมหลีกทางให้การคิดจะอาศัยกำลังของตนเพียงผู้เดียวเพื่อนำพาทั้งตระกูลให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น หากมิใช่ผู้ที่เก่งกาจเทียมฟ้าแล้วย่อมมิอาจทำได้อีกประการหนึ่ง ต่อให้มีความสามารถล้นเหลือแล้วจะอย่างไรเล่าจุดประสงค์ของฮ่องเต้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่กระจ่างแจ้งตระกูลมู่อย่าได้คิดเลยว่าจะใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้อย่างสุขสบายหากองค์หญิงใหญ่สิ้นบุญเมื่อใด จุดจบของครอบครัวใหญ่นี้ย่อมคาดเดาได้การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์บ่อยครั้ง มิพ้นการใช้ผลประโยชน์มาผูกมัดผู้คน หวังให้ช่วยคุ้มครองลูกหลานตระกู
Mehr lesen
ZURÜCK
1
...
5556575859
...
66
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status